บทที่ 2 ต่อต้าน - 2
“เคยหรือยังปิ่น บอกพี่ที” เมื่อปลดเสื้อตัวนอกออก ก็เผยให้เห็นทรวงอกคู่งามที่มีกรวยสีดำเร้าใจปกปิดอยู่ มันอวบใหญ่เหมาะกับมือเขาเหลือเกิน แถมผิมขาวเนียนของหญิงสาวทำให้อารมณ์ของเขากำลังเตลิดกู่ไม่กลับ
“อื้อ” มือหนาของเอเดสลูบไล้ไปทั่วร่างงามด้วยอาการตื่นเต้น เพราะความทนไม่ไหว ปากหยักก็ประทับลงบนกลีบปากนุ่มของปิ่นปักทันที ความหวานล้ำที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนทำให้ชายหนุ่มหลงลืมความแค้นที่ตัวเองฝังใจมานานนับปี ไม่คิดไม่ฝันว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะมีเสน่ห์มากมายขนาดนี้ เขารู้สึกอิจฉานักที่ร่างกายนี้เคยมีผู้ชายลิ้มลองมาก่อน แต่ถึงอย่างไรก็ช่างเขาจะทำให้เธอเรียกร้องจนเป็นทาสสวาทของเขาเลยคอยดู
มือสากเลื่อนลงไปที่สะโพกผายของปิ่นปักเพื่อทำการรั้งกระโปรงทรงเอของหญิงสาวขึ้นเหนือเอวบาง ซึ่งแค่เขาเห็นก็รู้สึกขัดใจที่จะมีผู้ชายมากมายจ้องมองเรียวขาขาวผ่องของเธอ
“อื้อ...อย่าได้โปรด” เอเดสไม่ได้ฟังเสียงวิงวอนเพราะสิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้คือได้กลืนกินร่างกายสาวให้สมอยาก
“ไม่มีทางหรอกปิ่น...ฉันไม่มีทางปล่อยเธอไป”
เมื่อสิ้นเสียงของชายหนุ่มทำให้สติของสาวร่างเล็กกลับคืนมา แม้เมื่อครู่เธอจะตกอยู่ในวังวนแห่งรสเสน่หา แต่พอนึกถึงผิดชอบชั่วดีทำให้หญิงสาวเลือกที่จะต่อต้าน
“ไม่! ปล่อยปิ่นนะ”
“อย่าดิ้นได้ไหม” ร่างกายใหญ่พยายามดึงรั้งให้สาวร่างเล็กอยู่เฉยๆ เพราะร่างกายของเขาราวกับปริแตกจนต้องได้รับการปลดปล่อยให้หายอยาก
“ปล่อยปิ่น...ถึงคุณจะรังเกียจปิ่น แต่อย่างน้อยเราสองคนเคยนับถือกันอย่างพี่น้องนะคะ” หญิงสาวพูดออกมาพร้อมกับสะอื้นไห้ ทำให้เอเดสหยุดการกระทำของตัวเองทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดของเธอ หรือน้ำตาแห่งความเศร้าโศกเสียใจกันแน่ และไม่เข้าใจเลยว่ามีผู้หญิงมากมายยอมพลีกายให้เขา แต่เธอกลับทำท่าทางรังเกียจเขาราวกับไส้เดือนกิ้งกือ
“โธ่เว้ย!!!!!” เอเดสผละออกจากสาวร่างเล็กด้วยอาการหงุดหงิด แต่เขาก็จำใจปล่อยเธอไปเพราะไม่อยากให้ใครมาตราหน้าทำว่ารังแกผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้ แม้ในใจของเขาทั้งอยากแก้แค้นและอยากลิ้มรสกายสาวมากแค่ไหนก็ตาม “แต่งตัวสิ จะนอนอ่อยทำไมอีก หรืออยากได้!!” ชายหนุ่มตวัดสายตามองสาวร่างบางที่นอนสะอื้นอยู่บนเตียงเพียงนิดเดียว เพราะกลัวตัวเองจะหวั่นไหวและทำให้อารมณ์พุ่งสูงขึ้นไปมากกว่านี้
ทางด้านปิ่นปักที่ได้ยินเสียงเชิงขู่ทำให้หญิงสาวไม่รอช้าที่จะหันไปหยิบเสื้อนักศึกษาของตัวเองมาใส่ จากนั้นก็ดึงรั้งปลายกระโปรงลงมาเพื่อปิดปลีน่องของตัวเองเอาไว้
“เสร็จแล้วใช่ไหม เสร็จแล้วหยิบของตามฉันออกมา ฉันจะกลับบ้านแล้ว!!!”
“ค่ะๆ” หญิงสาวรับคำอย่างว่าง่าย เพราะตอนนี้เธอรู้อย่างเดียวว่าที่บ้านคือสถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุด
เมื่อทั้งคู่เดินออกจากม่านรูดได้ไม่นานเสียงพนักงานก็ดังขึ้น ทำเอาใบหน้าหวานแดงซ่านด้วยความอาย
“เสร็จแล้วเหรอครับพี่ เข้าไปแปบเดียวเอง...” เสียงแซว ทำเอาปิ่นปักอยากจะปลิวหายไปจากที่นี่ให้รู้แล้วรู้รอด
“เสร็จไม่เสร็จก็เรื่องของกูหรือเปล่า มีหน้าที่ของตัวเองก็ไปทำสิ มายุ่งอะไรกับเรื่องของผัวๆ เมียๆ” คำพูดหยาบคายและสรรพนามที่เขาใช้บอกพนักงานทำเอาร่างกายสาวร้อนระอุเข้าไปใหญ่ เพราะจากคำพูดของชายหนุ่มทำให้คนอื่นคิดได้อย่างเดียวว่าเธอกับเขาเป็นอะไรกัน ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้วมันไม่ใช่เลยแม้แต่นิดเดียว
“เอ่อครับ” พนักงานก้มหน้ายอมรับอย่างไม่โต้เถียง เพราะถึงอย่างไรลูกค้าก็คือพระเจ้า
“ส่วนเธอจะก้มหน้าอะไรหนักหนา ไปขึ้นรถสิ!” เอเดสบอกอย่างหงุดหงิด เพราะเขาไม่ชอบเลยให้ใครมองผู้หญิงคนนี้
“ค่ะ” เมื่อทั้งสองขึ้นมานั่งบนรถกันแล้ว เอเดสก็ไม่พูดอะไรออกมา ทำให้ปิ่นปักเริ่มสบายใจขึ้น เพราะอย่างน้อยจะได้ไม่ต้องไปปะทะคารมกับผู้ชายคนนี้อีก ซึ่งเธอรู้ตัวเองดีว่าพูดไปยังไงก็แพ้อยู่ดี
รถหรูสีดำขับเคลื่อนเข้ามาในคฤหาสน์หลังงามที่เธออาศัยอยู่มานาน และตอนนี้ปิ่นปักก็ไม่รู้จะตอบคำถามอย่างไรถ้านีรดาและเอนิวาลฟ์รู้ว่าเธอมากับลูกชายของท่าน
“อย่าบอกพ่อแม่ว่าฉันทำอะไรเธอ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะปิ่น!!” เสียงขู่ทำให้หญิงสาวรู้สึกกลัว อีกอย่างเธอเองก็ไม่อยากทำให้ท่านทั้งสองไม่สบายใจด้วย แม้สิ่งที่เขากำลังทำกับเธอนั้นมันร้ายแรงเกินจะให้อภัย
“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับออกมาอย่างจำใจ แม้ใจจริงของเธออยากให้ท่านทั้งสองรับรู้พฤติกรรมอันโหดร้ายของลูกชายตัวเอง แต่ถึงบอกไปคนที่จะเดือดร้อนก็คือเธอเอง
ทั้งสองเดินเข้ามาในบ้านพร้อมๆ กัน ทำให้คนเป็นแม่อย่างนีรดาอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นสองพี่น้องต่างสายเลือดเจอกันก่อนแล้ว
“เอส...” นีรดาร้องเรียกชื่อลูกชายด้วยความดีใจ ก่อนที่เอเดสจะเดินเข้าไปหามารดาที่ไม่ว่าจะกี่ปีมารดาก็ยังอ่อนวัยอยู่เสมอ จนเอนิวาลฟ์ที่เห็นลูกชายกอดกับเมียตัวเองถึงขั้นแซวออกมา
“ชักเอาใหญ่แล้วนะ เลิกกอดเมียพ่อสักที พ่อกอดได้คนเดียว”
“โธ่...พ่อครับ เมียพ่อก็แม่ผมนะ...” ปิ่นปักจ้องมองครอบครัวสุขสันต์ และมองพฤติกรรมของเอเดสที่ช่างแตกต่างเมื่ออยู่กับเธอ เขาดูสดใสและไม่น่ากลัวเหมือนเมื่อตอนเย็น
“ให้มันน้อยๆ หน่อย ถึงยังไงแกโตแล้วไปหาเมียของตัวเองแทน อย่ามายุ่งกับเมียพ่อ” ไม่ว่าจะกี่ปีเอนิวาลฟ์ก็หวงภรรยาสุดที่รักอยู่เสมอ
“แม่ครับดูพ่อสิ หวงแม่กระทั่งลูกตัวเอง...” เอเดสทำหน้ามุ่ยใส่มารดาของตัวเองอย่างออดอ้อน จนทำให้เอนิวาลฟ์อดหมั่นไส้ในความกะล่อนของลูกชายไม่ได้
“พอๆ กันทั้งคู่เลยพ่อลูก ว่าแต่เอสทำไมมากับน้องล่ะลูก ไปเจอกันได้ยังไง” นีรดาเอ่ยถามด้วยความข้องใจ เพราะรับรู้ว่าสองคนนี้ไม่ได้ติดต่อกันมาแรมปีแล้ว แต่ทำไมถึงได้กลับมาด้วยกันในวันนี้
“อ๋อ...พอดีเจอกันโดยบังเอิญน่ะครับแม่ แล้วผมก็จำน้องได้ดี ถึงจะโตเป็นสาวแล้วก็ตามเถอะ” ว่าจบสายตาของคมก็จ้องมองร่างกายสาวอย่างจาบจ้วง จนปิ่นปักแอบกลัวว่าท่านทั้งสองจะรับรู้เรื่องราวของเขาและเธอ
“แน่ใจเหรอปิ่น...”
นีรดาถามออกมาอย่างประเมิน เพราะนางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคำพูดของลูกชายจะเป็นจริงทั้งหมด
“ค่ะ...”
“โธ่...แม่ครับ แม่ไม่เชื่อผมเหรอ ผมบอกแล้วไงว่าผมไปบังเอิญเจอปิ่น อีกอย่างผมขับไปแถวมหาวิทยาลัยของน้อง ทำให้เจอน้องพอดี ใช่ไหมปิ่น...”
“ค่ะ...” ปิ่นปักตอบด้วยเสียงสั่นๆ แม้ในใจเธอไม่อยากโกหกผู้มีพระคุณ แต่ตอนนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้
“เหรอ...” คิ้วทั้งสองของนีรดาผูกกันเป็นปมเมื่อเห็นท่าทางผิดปกติของปิ่นปักที่ไม่ค่อยร่าเริงเท่าไหร่เมื่อได้เจอพี่ชายอีกครั้ง จนเอนิวาลฟ์ไม่อยากให้บรรยากาศตึงเครียดไปมากกว่านี้ทำให้เขาเลือกที่จะขัดจังหวะทันที
“เอ่อ...ไหนๆ ตาเอสก็กลับมาแล้ว ผมว่าพาลูกๆ ไปกินข้าวดีกว่า ลูกยืนนานแล้ว” เพราะไม่อยากให้บรรยากาศตึงเครียดทำให้ทั้งสี่เดินไปที่โต๊ะอาหารที่มีอาหารมากมายเรียงรายกันอยู่
“ไปอยู่นู้นกินอะไรบ้าง ทานเยอะๆ นะลูก” นีรดาถามลูกชายด้วยความเป็นห่วง และระหว่างที่กำลังทานอาหารกันอยู่นั้นสายตาคมของเอเดสก็จ้องมองสาวร่างเล็กที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานอาหาร ซึ่งเธอก็รู้ดีว่าเขาจ้องอยู่ จนร่างกายร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“ครับ...แต่ไม่มีใครทำอาหารอร่อยเท่าแม่เลยครับ”
“ปากหวานเหลือเกินลูกแม่ สาวๆ ติดเต็มเลยล่ะสิเรา” นีรดาเอ่ยแซวลูกชาย ซึ่งเจ้าตัวดีได้เชื้อพ่อมาเต็มๆ ทั้งหน้าตา และท่าทาง แต่เอเดสจะร่าเริงและเข้ากับคนง่ายได้มากกว่า
“ก็มีบ้างครับ แต่ลูกชายของแม่หล่อขนาดนี้ มีสาวๆ ติดก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ผู้หญิงบางคนที่ไม่มองผมมันน่าแปลกนะครับ” ขณะที่พูดสายตาคมของเอเดสก็จ้องมองน้องสาวต่างสายเลือดที่ไม่สนใจคำพูดของเขา และทำเหมือนหูทวนลม
