บทที่ 1 ยัยเด็กกาฝาก - 4
“คะ...คุณคะ ช่วยเบาๆ หน่อยได้ไหม คนมองกันใหญ่แล้ว” เพราะสายตาหลายคู่ที่มองมาทำให้ปิ่นปักหน้าแดงซ่านด้วยความอายบวกกับอาการเจ็บต้นแขนที่เกิดจากการล้มเมื่อครู่นี้
ยังไม่ทันที่สาวร่างเล็กจะได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ มือใหญ่ของชายแปลกหน้าก็ตรงเข้ามาดึงต้นแขนข้างที่เจ็บอย่างแรง ทำให้ปิ่นปักถึงกับตกใจ และด้วยแรงที่น้อยกว่าทำให้เดินถลาตามหนุ่มชายหนุ่มไปอย่างช่วยไม่ได้ แถมเขายัดเธอเข้าไปในรถหรูอย่างรวดเร็ว จนไม่ทันได้ตั้งตัว
“นี่คุณ!! จะทำอะไร” สาวหน้าหวานถูกยัดเข้ามาในรถแล้วก็มองชายร่างสูงที่ตรงดิ่งมานั่งข้างคนขับทันที “คุณคะ...จับฉันมานั่งบนรถนี้ทำไม!” เสียงหวานเริ่มกระด้างมากขึ้นเมื่อหน้าหล่อคมเข้มเอาแต่นิ่งเงียบ และไม่ทันที่หญิงสาวจะถามอะไรไปมากกว่านี้ เท้าใหญ่ก็เหยียบคันเร่งอย่างแรง ส่งผลให้คนร่างเล็กถึงกับผงะอย่างแรงด้วยความตกใจ
บรื้น!!!
“กรี๊ด...คุณๆ ขับช้าๆ กว่านี้ได้ไหม ฉันกลัวนะ!” เสียงหวานบอกอย่างสั่นไหว แต่เหมือนว่าคนข้างกายเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมลดความเร็วอย่างที่เธอว่าเลยแม้แต่นิดเดียว
“หึหึ...กลัวหรือไง” เจ้าของใบหน้าคมคร้ามก็หันมองสาวข้างกายด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ขณะที่กำลังขับรถอยู่
“คะ...คุณ หันไปมองถนนเดี๋ยวนี้นะ มันอันตรายได้” เมื่อปิ่นปักบอกอย่างนั้นชายแปลกหน้าข้างๆ เธอก็ผละออก ซึ่งในจังหวะนั้นก็เห็นรอยยิ้มเย็นๆ ของเขาทำให้สาวร่างเล็กรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“ไม่คิดว่าจะกลัวตายเป็น...” เสียงราบเรียบมองภายนอกเหมือนไม่มีอะไรแต่ภายในกลับมีบางอย่างที่ปิ่นปักรับรู้ถึงความเลือดเย็นซ่อนอยู่
“คุณเป็นใคร ทำไมต้องทำแบบนี้กับฉันด้วย” เพราะความไม่รู้เรื่องปิ่นปักจึงร้องถามเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวเอง
“หึ...” เสียงในลำคอของชายหนุ่มเค้นออกมาทำให้สาวร่างเล็กรู้สึกใจไม่ดี
“มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ เพราะถึงยังไงเราสองคนก็ไม่รู้จักกันอยู่แล้ว”
“แน่ใจเหรอว่าไม่รู้จักฉัน”
“หมายความว่ายังไง” ต้นคอระหงเอียงถามด้วยความแปลกใจ เพราะชายตรงหน้าทำเหมือนรู้จักเธอมานาน ทั้งน้ำเสียงและการกระทำของเขา
ดวงตากลมโตจ้องมองชายตรงหน้าอย่างไม่ลดละ เขาจึงเอามือหนาของตัวเองดึงแว่นสีดำของตัวเองออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น
“คุณ...” เมื่อใบหน้าคมปราศจากแว่นที่บดบังทำให้ปิ่นปักเห็นใบหน้าของเขาเต็มตาและไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนเดียวกับพี่ชายที่แสนดีในอดีต
“ทำไม...ตกตะลึงเลยอย่างนั้นเหรอ” มุมปากหยักกระตุกขึ้น จนสาวร่างเล็กแข็งทื่อราวกับหิน เพราะไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเขาหน้าตาเปลี่ยนไปจนเธอจำไม่ได้ แต่เพราะอาการที่เขาแสดงกับเธอตอนนี้ต่างหากที่บ่งบอกว่าเอเดสไม่ใช่พี่ชายของเธอในวันวาน
“พี่เอส...”
“ไง...จำฉันได้ด้วยเหรอ ไม่เจอกันนานนะปิ่นปัก” เสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น ทำให้สาวร่างเล็กมองเขาตาค้างก่อนจะหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว
“พะ...พี่เอส ทำไม...”
“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพี่ ฉันเป็นลูกคนเดียว และไม่อยากมีน้องอย่างเธอ!” น้ำเสียงเข้มเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนปิ่นปักใจคอไม่ดี
“นี่มันหมายความว่ายังไงคะ” เพราะความไม่เข้าใจทำให้ปิ่นปักร้องถาม เพราะไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่ถึงจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ถึงอย่างนั้นเธอก็จำเขาได้อยู่ดี
“ยังมีหน้ามาย้อนถามฉันอีกเหรอ!!!” น้ำเสียงกระด้างของคนตรงหน้าจนปิ่นปักสะดุ้งระคนตกใจ
“ปิ่นไม่เข้าใจ” เธอส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
“งั้นก็เข้าใจได้แล้วยัยเด็กกาฝากว่าฉันเกลียดเธอ เกลียดผู้หญิงที่เกาะเป็นปลิงอยู่บ้านของฉัน” สิ้นเสียงของชายหนุ่มทำให้ปิ่นปักรู้สึกเคว้งไปหมด รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดิม และแปลกใจว่าพี่ชายที่แสนดีของเธอหายไปไหน“ปิ่น...”
“หุบปาก! ใจจริงฉันไม่คิดเลยว่าจะเจอผู้หญิงอย่างเธอ แต่เจอตัวเป็นๆ ข้างนอกก็ดี จะได้ทำอะไรๆ สะดวก” เมื่อพูดจบสายตาคมก็ไล่มองร่างกายสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า จนต้องเอามือปิดกระโปรงทรงเอสั้นของตัวเองเอาไว้ เพราะไม่อยากให้เขาใช้สายตาจาบจ้วงมองเธอ และวันนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ถึงกล้าหยิบกระโปรงตัวสั้นมาใส่ ทั้งๆ ที่ทุกวันเธอใส่แต่ทรงพีช อาจเพราะว่ารีบออกจากบ้านเมื่อเช้าเธอเลยไม่มีเวลาหากระโปรงของตัวเอง
“ต้องการอะไรกันแน่” สายตากลมโตจ้องมองชายตรงหน้าอย่างไม่ลดละ แม้เขาคือผู้ชายคนเดียวที่เป็นที่พึ่งพา แต่นั่นมันแค่อดีต เพราะตอนนี้เขามองเธอเปลี่ยนไป มองราวกับเป็นขยะที่เขาไม่ต้องการ ทั้งๆ ที่เธอเองไม่เคยทำอะไรให้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“อ๋อ...หัดขึ้นเสียงแล้วสินะ เผยธาตุแท้ออกมาแล้ว ดีเหมือนกันฉันไม่ชอบให้ใครใส่หน้ากากเข้าหา” น้ำเสียงดูแคลนของผู้ชายตรงหน้าทำให้ร่างกายบอบบางสั่นสะท้าน จนเธอต้องกำมือของตัวเองเอาไว้เพื่ออดกลั้นความรู้สึกทั้งหมดที่มี
“ปิ่นไม่เคยใส่หน้ากากเข้าหาใคร อีกอย่างปิ่นไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นด้วย” เมื่อเขาพูดจาใส่ร้ายทำให้ปิ่นปักก็พูดอย่างไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกัน
“เหรอ...ฉันไม่เชื่อ!!!”
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อมันก็เรื่องของคุณ เพราะปิ่นไม่อยากมานั่งอธิบายอะไรให้คนที่ไม่ยอมรับฟังคนอื่น” แม้เธอจะอ่อนโยน แต่เธอจะไม่ยอมอ่อนแอให้คนใจร้ายเห็นเด็ดขาด
“อ๋อ...ที่บอกไม่ชอบนั่งคุย คงถนัดนอนคุยมากกว่าสินะ” น้ำเสียงหยามเหยียดของเอเดสทำให้ปิ่นปักรู้สึกรังเกียจผู้ชายตรงหน้าขึ้นมาทันที เพราะไม่เข้าใจว่าเขาอคติอะไรกับเธอหนักหนา
“อย่ามาพูดดูถูกฉันนะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่คุณเข้าใจ” เพราะความโมโหทำให้หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้พูด เพราะในเมื่อเขาไม่เห็นเธอเป็นน้อง เธอเองก็จะเลิกคิดถึง เลิกนับว่าเขาเป็นพี่เหมือนกัน
“อ๋อ...แล้วเป็นแบบไหนล่ะ ได้ข่าวว่าอยู่บ้านของฉันสุขสบายเป็นผู้ดีเลยสินะ” ชายหนุ่มพูดไปพร้อมกับมองถนนเบื้องหน้าไปด้วย
“จะคิดอะไรก็เรื่องของคุณ! ฉันขี้เกียจอธิบาย” ว่าจบหญิงสาวก็เมินหน้าหนีเพราะไม่อยากคุยกับคนใจร้าย ทั้งๆ ที่ในใจตอนนี้มันบอบช้ำจนยากเกินกว่าจะเยียวยาได้อีก
“อย่าเมินหน้าหนีฉันอย่างนี้นะ!!!” ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยโดนใครเมินแบบนี้มาก่อน เธอเป็นคนแรกที่กล้าที่ทำกับเขาแบบนี้ จนรู้สึกอยากจะปราบพยศผู้หญิงดื้อด้านคนนี้ให้หลาบจำ
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ!!” เมื่อสิ้นเสียงของปิ่นปักเท้าใหญ่ก็ทำการเหยียบคันเร่งให้มากขึ้น จนหญิงสาวผวาพร้อมจับขอบประตูรถเอาไว้ด้วยความตกใจ
“คุณ!!! ขับช้าๆ หน่อยได้ไหม” เพราะความเร็วทำให้ปิ่นปักรู้สึกใจไม่ดี เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตราย
“กลัวเหรอ...” มุมปากของชายหนุ่มกระตุกขึ้น
“กลัว” เสียงหวานบอกอย่างขาดห้วง
“นั่นแหละสิ่งที่ฉันต้องการ” เมื่อพูดจบชายหนุ่มก็พุ่งทะยานรถหรูของตัวเองไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว จนหญิงสาวต้องหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว
