บทที่ 1 ยัยเด็กกาฝาก - 3
ปิ่นปักเดินจ้ำอ้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัย แม้ว่าวันนี้สมาธิของเธอจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะว่าใจมัวแต่คิดถึงพี่ชายสุดที่รัก แต่เพราะเธอต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดทำให้หญิงสาวไม่คิดที่จะละเลยมันแต่อย่างใด
เวลาล่วงเลยไปตั้งแต่เช้าจรดบ่าย ปิ่นปักก็ตั้งใจทำข้อสอบจนเสร็จ และเมื่อเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็ตรงออกจากห้องสอบอย่างรวดเร็วเพราะอยากจะไปเจอหน้าเอเดส ซึ่งข้อสอบในวันนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ยากสำหรับคนที่ตั้งใจเรียนมาตลอดอย่างปิ่นปัก เพราะความรักเรียนและหัวดี ทำให้หญิงสาวเรียนเก่งแถมยังเป็นที่รักของเพื่อนๆ ด้วย รวมไปถึงตำแหน่งดาวคณะทำให้เธอมีหนุ่มทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องตามจีบอยู่เสมอ แต่เพราะหญิงสาวสนใจแต่การเรียนทำให้ไม่สนใจชายหนุ่มที่ส่งขนมจีบเลยจนชายเหล่านั้นต้องล่าถอยไปกับความใจแข็งของหญิงสาว
“ยัยปิ่น วันนี้ไปหาอะไรกินกันดีไหม...สอบเสร็จหมดทุกตัวแล้ว” เสียงใสของ ‘เรนะ มิชาราวะ เดรนิโอ’ ดังขึ้นทำให้ปิ่นปักหันไปส่งยิ้มให้เพื่อนที่พ่วงท้ายเป็นญาติสนิทเธออีกด้วย เรนะเป็นสาวสวย ร่าเริง และยิ้มเก่ง แต่นิสัยห้าวๆ ของเรนะ ทำให้ผู้ชายหลายต่อหลายคนถอดใจไม่อยากจีบสาวห้าวคนนี้ และหลายๆ คนก็สับสนว่าตกลงแล้วเรนะนั้นเป็นผู้หญิงหรือทอมกันแน่ เพราะถ้าไม่ติดว่าหญิงสาวเธอผมยาวล่ะก็ พวกหนุ่มๆ คงคิดว่าหญิงสาวเป็นทอมบอยเต็มตัวอย่างแน่นอน
“เอ่อ...”
“ว่ายังไง ไปหรือเปล่า วันนี้ฉันเลี้ยงเธอเอง” เพราะครอบครัวซึ่งเป็นญาติกัน ทำให้เรนะกับปิ่นปักสนิทกันมาก แถมยังมีอายุไล่เลี่ยกัน สองคนเลยกลายเป็นเพื่อนสนิทกันโดยปริยาย เรนะรับรู้ดีว่าปิ่นปักไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคุณอานีรดา และคุณลุงเอนิวาลฟ์ แต่ก็ไม่สนใจหรอก ในเมื่อปิ่นปักน่ารักและนิสัยดีมากกว่าใครหลายๆ คนที่เอาแต่อวดรวย เธอเองสบายใจที่ได้คบกับปิ่นปัก และดีใจที่เธอได้เจอเพื่อนดีๆ อย่างปิ่นปักด้วย
“ฉันอยากกลับบ้านน่ะ”
“ที่บ้านมีอะไรเหรอ” เรนะทำท่าทางคิดชั่วครู่ ก่อนที่สาวสวยสุดห้าวจะมองปิ่นปักแล้วแซวออกมา “รอพี่เอสเหรอ รู้นะที่รีบกลับบ้านแบบนี้เพราะอยากเจอพี่เอสล่ะสิ เห็นพี่ริวบอกเรแล้วว่าพี่เอสกำลังกลับบ้าน” เรนะบอกอย่างร่าเริงทำให้หัวใจของปิ่นปักพองโต เพราะมันยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าเย็นนี้จะได้เจอเขาแน่นอน
“ก็ปิ่นไม่ได้เจอพี่เอส 15 ปีแล้ว”
“เชอะๆ ไปหาพี่ชายสุดที่รักของเธอเถอะ ฉันไม่ชวนดีกว่า งั้นถ้ากลับบ้านแล้วฝากบอกคิดถึงพี่เอสด้วยนะ เรไม่ได้เจอนานแล้ว เห็นแต่ในรูปที่พี่ริวชอบส่งมาให้ดู ได้ข่าวว่าพี่เอสเจ้าชู้มากๆ แต่ไม่รู้จริงหรือเปล่านะ เพราะพี่ชายเรก็เพลย์บอยตัวพ่อเหมือนกัน” เรนะบอกเสียงใสแป๋ว แต่นั่นทำให้ใบหน้าของปิ่นปักซีดเผือด เพราะทำให้คิดว่าเอเดสคงมีคนรักแล้ว เขาถึงได้ลืมน้องสาวอย่างเธอไป
“ได้ๆ ว่าแต่เรนะจะไปไหนเปล่า”
ปิ่นปักร้องถามเพราะเห็นเหมือนญาติสาวกำลังทำท่าทางเบื่อโลก
“ไม่ได้ไปไหนหรอก ตอนแรกที่ชวนเธอไปเที่ยวเพราะฉันไม่อยากกลับบ้านเท่าไหร่” เรนะทำหน้าเหนื่อยหน่ายจนปิ่นปักมองด้วยความสงสัย เพราะส่วนใหญ่เรนะไม่เคยมีอารมณ์แบบนี้มาก่อน
“เป็นอะไรหรือเปล่า ไปหาพี่เอสกับฉันไหม เธอจะได้ไม่เบื่อ” ปิ่นปักชวนญาติสาวเพราะเห็นว่าเรนะไม่มีที่ไป
“ไม่ดีกว่า ไว้ค่อยไปหาพี่เอสวันหลัง งั้นไว้เจอกันนะปิ่น ฉันไปหาอะไรทำแก้เบื่อดีกว่า ไม่อยากเจอพี่ชายตัวดีเท่าไหร่ ขนาดอยู่เมืองนอกยังชอบแซวฉันเรื่องผู้ชายอยู่นั่นแหละ”
ปิ่นปักมองเพื่อนรักก่อนที่จะหัวเราะออกมาเพราะเข้าใจแล้วว่าทำไมเรนะถึงทำหน้าบูดบึ้งแบบนี้ “ทำไมอย่างนั้นล่ะเรนะ ฉันว่าพี่ริวคงคิดถึงเธอนะ ไม่เจอน้องสาวตั้งหลายปี”
“ไม่เอาดีกว่า...ฉันไม่ใช่เธอนะยะที่จะคิดถึงพี่ชาย พี่ชายฉันนะคุยกับฉันทีไรก็ชอบพูดเรื่องหาผู้ชายให้ฉันทุกที ฉันเองก็บอกกี่ทีแล้วว่าไม่ได้เป็นทอม” เรนะทำหน้าเซ็ง เพราะพูดถึงเรื่องนี้ทีไรอารมณ์ของเธอก็บูดบึ้งทุกที แค่ทำตัวห้าวก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะชอบผู้หญิงเสียหน่อย เพราะเธอเองก็ยังชอบผู้ชาย เพียงแต่ยังไม่เจอที่ถูกใจต่างหาก
“ฉันว่าพี่ริวคงเป็นห่วงเธอล่ะมั้ง”
“นี่แหละฉันถึงไม่อยากเจอ เจอแล้วเดี๋ยวต้องโดนบ่นอีกตามเคย เดี๋ยวไว้ค่อยกลับบ้านละกัน ตอนนี้ไปเที่ยวก่อนก่อนนะ” ยังไม่ทันที่ปิ่นปักจะร้องห้ามเพื่อน ร่างสูงโปร่งของเรนะก็หายไปอย่างรวดเร็ว จนปิ่นปักได้แต่มองในความห้าวของเพื่อนรัก ที่คิดจะทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่รีรอ
เมื่อร่างเล็กอยู่เพียงลำพังทำให้หญิงสาวไม่รอช้าที่จะเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเพราะอยากกลับบ้านโดยไว และระหว่างทางที่ปิ่นปักกำลังเดินไปขึ้นรถโดยสารก็มีรถหรูสีดำมันวาวคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูงจนทำให้ปิ่นปักที่กำลังเดินข้ามถนนกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะรถคันตรงหน้ากำลังแล่นพุ่งเข้ามาที่สาวร่างเล็กอย่างไม่ทันตั้งตัว
“กรี๊ดดดด!!!” ปิ่นปักกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ใจสาวเต้นแรงด้วยความกลัว เพราะเท่าที่คาดความแรงของรถนั้นคงชนเธอจนแหลกละเอียดเป็นแน่
เอี๊ยดดด!!!
เสียงเบรกของรถคันหรูดังสนั่นไปทั่วสารทิศ ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมองด้วยความตกใจ เพราะกลัวว่าสาวร่างเล็กจะเป็นอะไรไป
ปิ่นปักลืมตาขึ้นมาด้วยอาการใจเต้นแรง ก่อนจะพบกับหน้ารถที่อยู่ห่างจากร่างกายของเธอไม่ถึงคืบ จนสาวร่างบางถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ตนเองไม่เป็นอะไร
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของรถหรูที่เดินลงมาด้วยท่าทางหัวเสีย เขาดูร้อนรนและน่ากลัวมาก
ขณะที่ชายร่างสูงกลับหงุดหงิดใจเมื่ออยู่ๆ ก็มียัยบ้าที่ไหนไม่รู้เดินข้ามถนนมาตัดหน้ารถแถมเกือบทำให้เขาเป็นฆาตกร
“อยากตายหรือไงหา!! ถึงได้ข้ามถนนมาไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้” เสียงทุ้มร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงกระด้าง ทำให้คนที่ยังหวาดผวากับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มองด้วยความงงงวย เพราะอย่าว่าแต่เขาเลยที่ตกใจ เธอเองก็มีอาการไม่ต่างกัน
“คะ...คือ”
เมื่อสาวร่างบางสามารถควบคุมสติของตัวเองได้แล้วเธอก็พินิจมองชายร่างสูงตรงหน้า เขาเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทย และเมื่อมองดีๆ จึงรู้ว่าคงเป็นลูกครึ่งไม่ก็ลูกเสี้ยว ใบหน้าคมสัน คางใหญ่บึกบึนสมชายชาตรี ส่งเสริมให้ดูดิบเถื่อน ดุดัน และน่าเกรงขาม ไหล่หนาผึ่งผายบวกกับร่างกายที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อทำให้เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเขานั้นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ใบหน้าคมสันที่มีแว่นกั้นความหล่อเหลานั้นเอาไว้ทำให้ปิ่นปักพยายามมองเนื่องจากรู้สึกคุ้นเคยกับชายตรงหน้าเหลือเกิน เหมือนเคยเจอที่ไหน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
“นี่ยัยบ้า มองอยู่ได้ ฉันถามว่าอยากตายหรือไงถึงได้เดินข้ามถนนมาไม่มองทางแบบนี้” เสียงเข้มบอกอย่างชัดเจนทำให้สาวร่างเล็กหลุดออกจากภวังค์ ก่อนที่จะลนลานขอโทษขอโพยชายตรงหน้าทันที
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ พอดีฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณเดือดร้อน”
ใบหน้าคมเข้มไม่ได้สนใจเสียงหวานที่เปล่งขอโทษเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่เขาสนคือใบหน้าหวานๆ ของผู้หญิงตรงหน้าต่างหาก แต่มันไม่ใช่แววตาที่ผู้ชายทั่วไปที่มองผู้หญิงที่ถูกใจ แต่เป็นสายตาร้อนแรงเจือความโกรธ พร้อมกับมือหนาที่กำเข้าหากันแน่นราวกับปิ่นปักไปทำอะไรให้เขา
“คิดว่าขอโทษแล้วมันจะชดใช้สิ่งที่เธอทำได้อย่างนั้นเหรอ” เสียงเข้มบอกก่อนที่จะขบกรามแกร่งของตัวเองเข้าหากัน จนปิ่นปักรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความกลัว ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครทำให้เธอรู้สึกกลัวเท่านี้มาก่อน เสียงที่เปล่งออกมาเหมือนมีบางอย่างแต่ไม่อาจรับรู้ได้
“ปิ่นขอโทษจริงๆ นะคะ ปิ่นไม่ได้ตั้งใจ พอดีปิ่นไม่เห็นรถ ปิ่นเลย...” ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบเสียงกระชากของชายตรงหน้าก็ดังขึ้นมาก่อน
“หยุดแก้ตัวสักที ฉันไม่อยากจะฟัง!!!” เสียงทุ้มร้องตะโกนออกมา ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านถึงกับมองด้วยความสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นนักศึกษา และพวกเขาก็อยากรู้นักว่าผู้ชายที่หล่อราวกับเทพบุตรคนนี้กำลังถกเถียงอะไรกับสาวดาวคณะบัญชีอย่างปิ่นปักกันแน่
