บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 ยัยเด็กกาฝาก - 2

“น้องเหรอ...เหอะ...กูไม่มีน้อง มึงพูดผิดพูดใหม่ได้นะ กูเป็นลูกคนเดียว และไม่คิดจะให้ใครมาเป็นน้องด้วย!!” เสียงกระแทกกระทั้นของเอเดสทำให้ริวจิมองด้วยสายตาประเมินเพราะเวลาที่เขาพูดถึงปิ่นปัก ท่าทีของเอเดสก็เริ่มเปลี่ยนไป ซึ่งริวจิไม่รู้หรอกว่ามันกับปิ่นปักมีอะไรผิดใจกัน เพราะเอเดสไม่เคยเล่าอะไรให้เขาฟังเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งลูกพี่ลูกน้องของเขามันพวกเก็บกดไม่ยอมพูดอะไรในใจง่ายๆ

“เอ่อ...เป็นอะไรเปล่าวะ” ริวจิมองเอเดสที่กำลังกำแก้วเหล้าในมือจนกลัวว่ามันจะแตก พร้อมกับดวงตาวาวโรจน์ราวกับโกรธใครมาเป็นชาติ จนคนร่าเริงอย่างริวจิถึงกับหุบยิ้มทันที

“เปล่า” เมื่อเสียงของริวจิดังขึ้นทำให้คนที่กำลังอยู่ในอารมณ์คุกรุ่นเรียกสติของตัวเองคืนมา เพราะเอเดสไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขากำลังคิดหรือทำอะไร

“เออ...มีอะไรพูดได้นะ เพราะนอกจากแกจะเป็นญาติกับฉันแล้ว แกก็เป็นเพื่อนที่ฉันสนิทมากที่สุดด้วย” ริวจิบอกพร้อมเอามือหนาของตัวเองตบลงบนบ่ากว้างของเอเดสทันที

“ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วถ้าฉันมากับแกขอร้องอย่าพูดถึงยัยเด็กกาฝากของบ้านฉันอีก”

เสียงดุดันของเอเดสทำให้ริวจิร้องอ๋อในใจ เพราะเข้าใจแล้วว่าเหตุอันใดที่ทำให้เอเดสโกรธเคืองถึงเพียงนี้ แต่สิ่งที่เขาติดใจคือ เมื่อก่อนเอเดสรักปิ่นปักมากกว่าใคร ทั้งๆ ที่ตอนเด็กเวลาที่เขาไปเล่นที่บ้านของเอเดส เขาจะเข้าไปหาแม่หนูน้อยประจำบ้าน และสิ่งที่จะเจอประจำคือ อารมณ์ฉุนเฉียวของเอเดสที่ทำเหมือนเขาไปแตะของรักของหวงมันอย่างนั้น แต่ทำไมตอนนี้ทุกอย่างถึงได้แปรเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“เอ่อ...”

“ตกลงแกจะไม่ดื่มใช่ไหม ฉันจะได้ดื่มเอง” สิ้นเสียงทุ้ม ขวดเหล้าตรงหน้าของริวจิก็ถูกมือหนาของเอเดสคว้าไปต่อหน้าต่อตา แต่ริวจิเลือกที่จะนั่งนิ่งเพื่อมองญาติด้วยความสงสัย และเขาต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรที่ทำให้เอเดสเกลียดปิ่นปัก เพราะทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีเหตุและผลของมัน

ค่ำคืนนี้เอเดสซัดทั้งเหล้าและเบียร์จนริวจิถึงกับห้ามปราม เพราะเห็นว่าเพื่อนอาจจะไม่ไหว ไหนจะสาวน้อยสาวใหญ่ที่ต่างเข้ามารุมล้อมมันราวกับเป็นของล้ำค่า แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะเอเดสทั้งหล่อ รวย แถมยังแบดบอยตามสเปกของสาวๆ แต่สิ่งที่เขากำลังแปลกใจคือ เหตุใดเพื่อนรักถึงได้ทำราวกับคนอกหักแบบนี้ ทั้งๆ ที่มันต่างหากที่หักอกสาวมานับไม่ถ้วน

“ตกลงแกเป็นอะไรกันแน่ไอ้เอส และฉันต้องรู้สาเหตุนี้ให้ได้” เพราะความฉลาดของริวจิ ทำให้เขาไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังเด็ดขาด เพราะปิ่นปักเองก็เหมือนน้องสาวของเขา อีกทั้งเขาคิดว่าปิ่นปักไม่เคยทำอะไรให้เอเดสโกรธหรือขุ่นเคือง เรื่องนี้มันไม่ชอบมาพากลเสียแล้วสิ

ปิ่นปักตื่นมาแต่เช้าเนื่องจากวันนี้มีสอบปลายภาควันสุดท้ายของเทอม เพราะเทอมหน้าแล้วที่เธอจะเรียนจบ แต่แทนที่จะดีใจที่ใกล้จบการศึกษา กลับกลายเป็นว่าเธอต้องมาซึมเพราะเรื่องของพี่ชาย อีกทั้งเมื่อคืนนี้ต้องนอนจมกองน้ำตาทำให้มีอาการตาบวมช้ำอย่างเห็นได้ชัด

“คุณหนูเป็นอะไรคะ ทำไมตาบวมแบบนั้น” แม่บ้านวัยกลางคนนามว่า ‘ป้าทิพย์’ ถามออกมาเพราะความสงสัย ทั้งๆ ที่ปิ่นปักพยายามหลบสายตาทุกคนแต่ก็ไม่วายพ้นสายตาของคนในบ้านได้

“เปล่าหรอกค่ะ...พอดีเมื่อคืนปิ่นอ่านหนังสือสอบดึกไปหน่อย สงสัยนอนน้อยตามันเลยบวมมั้งคะ” แม้ไม่อยากโกหก แต่มันคงเป็นหนทางที่ดีที่สุดกว่าการยอมรับว่าเมื่อคืนเธอร้องไห้เพราะคิดถึงเอเดส

“เหรอคะ อย่านอนดึกอย่างนี้อีกนะคะคุณหนู เดี๋ยวร่างกายไม่ไหวเอา ยิ่งวันนี้มีสอบด้วย เดี๋ยวจะสอบไม่รู้เรื่อง” เสียงแม่บ้านบอกอย่างตำหนิเล็กน้อย แต่ปิ่นปักเข้าใจถึงความห่วงใยของคนในบ้านจนเธอรักทุกคน

“ขอบคุณนะคะป้าทิพย์” ว่าจบปิ่นปักก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ซึ่งเธอก็พบกับครอบครัวอันแสนอบอุ่น

“วันนี้มีสอบใช่ไหมลูก” เสียงของนีรดาทำให้ปิ่นปักพยายามหลบสายตาของมารดาบุญธรรม เพราะถ้าเผชิญหน้าคงไม่แคล้วต้องตอบคำถามเรื่องตาบวมช้ำอีกเป็นแน่

“ใช่ค่ะ วันนี้สอบวันสุดท้ายแล้วค่ะ” ปิ่นปักร้องบอกด้วยเสียงราบเรียบแต่เธอไม่ได้สบตามารดาบุญธรรม

“แล้วทำไมหนูต้องก้มหน้าอย่างนั้นด้วยล่ะลูก” นีรดาร้องถามถึงความผิดปกติของลูกสาว จนนางหันไปมองสามีที่รู้สึกผิดสังเกตเช่นเดียวกัน

“เอ่อ...เปล่าค่ะคุณแม่”

“เงยหน้าขึ้นมาสิหนูปิ่น” นีรดาบอกเสียงเข้ม เมื่อเห็นว่าลูกสาวคนเล็กไม่ยอมทำตามที่หล่อนบอก แถมยังเอาแต่ก้มหน้าตัวสั่น จนเธออดสงสัยไม่ได้ แต่นีรดาก็บอกย้ำอีกครั้งจนปิ่นปักเงยขึ้นมองมารดาอย่างช่วยไม่ได้ ทำให้นีรดาได้เห็นหน้าตาลูกสาวอย่างเต็มตา ซึ่งทำให้รู้ว่าเมื่อคืนปิ่นปักต้องนอนร้องไห้แน่ๆ ไม่เช่นนั้นตาคงไม่บวมช้ำแบบนี้

“หนูปิ่นร้องไห้เหรอลูก” นีรดาพอเดาทางออก และเข้าใจว่าลูกสาวคงคิดถึงพี่ชายตัวเองมาก อย่าให้เธอเจอลูกชายคนโตนะ เธอจะเค้นความจริงเลยคอยดู

“หนู...” ยังไม่ทันที่ปิ่นปักจะพูดอะไรต่อ เสียงทุ้มของเอนิวาลฟ์ผู้ที่ได้ชื่อว่าพ่อก็ร้องขัดทันที

“อย่าคาดคั้นอะไรลูกเลยน้ำหวาน ผมว่าให้ลูกไปเรียนดีกว่า ตอนนี้ก็จะสายแล้ว” เอนิวาลฟ์มองลูกสาวด้วยความสงสาร เขาคิดว่าภรรยาผู้แสนดีอ่อนแอแล้ว แต่พอปิ่นปักโตขึ้นมากลับร้องไห้ง่ายยิ่งกว่า

“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”

“ไปเรียนเถอะลูก เดี๋ยวสายเอานะ” เพราะความเป็นห่วงทำให้เอนิวาลฟ์บอกลูกสาวอีกคน จนนีรดาเองก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะเข้าใจว่าทำไมผู้เป็นสามีถึงทำแบบนี้

“หนูไปเรียนก่อนนะคะ คุณพ่อคุณแม่” ด้วยความเป็นคนมีมารยาท ทำให้หญิงสาวยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย ไม่เว้นแม้แต่แม่บ้านคนขับรถ จนเธอเป็นที่รักของทุกคน

“ทำไมคุณไม่ให้น้ำหวานถามลูกล่ะคะว่าแกเป็นอะไร” นีรดาหันถามผู้เป็นสามี

“คุณก็รู้ว่าหนูปิ่นแกไม่ยอมบอกหรอก ถ้าเรื่องบางอย่างมันทำให้เราไม่สบายใจไปด้วย”

“ก็ใช่ค่ะ แต่ปิ่นไม่อยากให้ลูกเป็นคนเงียบๆ แบบนี้เลย และเมื่อไหร่ตาเอสจะกลับมาสักที ฉันเริ่มทนไม่ไหวแล้ว เวลาหลายปีลูกเราทำตัวห่างเหินกับน้องจนฉันเป็นห่วง” นีรดาร้องออกมาเพราะอยากจะรับรู้สาเหตุที่แท้จริง ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากอะไร

“ผมว่ารอถามเจ้าตัวไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ ถามหนูปิ่นไป แกก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น” เอนิวาลฟ์บอกอย่างมีเหตุผล ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เนื่องจากอยากให้เด็กสองคนกลับมาเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิม

“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”

“แต่จริงๆ ผมว่าบางทีปล่อยให้เด็กสองคนเจอกันแล้วเคลียร์กันไปให้สิ้นเรื่องไปเลยดีกว่าเรามาคาดคั้นความจริงจากปากลูกๆ ซึ่งผมคิดว่าไม่มีทางที่พวกแกจะบอกเราหรอก” เอนิวาลฟ์บอกอย่างมีเหตุผล เพราะสมัยที่เขายังหนุ่ม เขามัวแต่อ้ำอึ้งไม่ยอมพูดออกไป จนเรื่องราวกลับแย่ลง ทำให้เขาคิดว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้พูดกันตรงๆ จะง่ายและดีที่สุด

ทางด้านของปิ่นปักที่เดินมาขึ้นรถเพื่อไปยังมหาวิทยาลัย เพราะวันนี้จะเป็นวันสอบวันสุดท้ายและเธอก็ไม่อยากไปสายเช่นเดียวกัน แม้ใจอยากจะรอพี่ชายอยู่ที่บ้าน เพราะมารดาบอกว่าเขาจะกลับมาในวันนี้ก็ตาม

“คุณหนูจะให้ผมไปส่งที่มหาวิทยาลัยใช่ไหมครับ” เสียงของลุงเข้มคนขับรถเก่าแก่เอ่ยถามออกมา

“ค่ะ...” หญิงสาวบอกแค่นั้น เพราะใจกำลังหวนคิดถึงพี่ชายที่แสนดีอย่างเอเดส วันนี้เธอจะรีบสอบเพื่อกลับมาหาเขา กลับมาหาพี่ชายของเธอ กลับมาเพื่อถามว่าเหตุอันใดเขาถึงได้ทิ้งเธอไปโดยไม่ติดต่อกลับมาบ้างเลย

“แล้ววันนี้คุณหนูจะให้ผมไปรับกี่โมงครับ”

“เดี๋ยวปิ่นกลับเองค่ะคุณลุง เพราะปิ่นไม่แน่ใจว่าเลิกกี่โมง แต่คิดว่าถ้าสอบเสร็จคงกลับเลย”

“ให้ผมไปรับเถอะครับ เดี๋ยวคุณท่านจะว่าเอานะ” ลุงเข้มร้องบอกเพราะไม่อยากให้คุณหนูของบ้านต้องกลับบ้านเพียงลำพัง เนื่องจากรู้ดีว่าคนในครอบครัวห่วงลูกสาวเพียงคนเดียวแค่ไหน และด้วยนิสัยโอบอ้อมอารีย์ของปิ่นปักทำให้เธอเป็นที่รักที่ห่วงของทุกคน

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวปิ่นกลับเองค่ะ” สาวร่างเล็กยังคงดื้อดึงที่จะกลับเอง จนลุงเข้มต่อต้านอะไรไม่ได้

“ครับ...”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel