บทที่ 1 ยัยเด็กกาฝาก - 1
15 ปีต่อมา
อากาศภายนอกอึมครึมเหมือนฝนกำลังจะตกทำให้เด็กสาววัย 21 ปีมีสีหน้ากังวล เพราะวันนี้เธอได้รับข่าวว่าพี่ชายที่แสนดีอย่างเอเดสกำลังเดินทางกลับมาจากเมืองนอกแล้ว ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้รับการติดต่อจากเขาเลย เหมือนพี่ชายในอดีตของเธอนั้นได้หายไปแล้ว
“มายืนทำอะไรตรงนี้ลูก...” เสียงหวานของหญิงวัยกลางคนแต่ใบหน้ากลับสวยน่ารักไม่เปลี่ยน ท่านคือผู้มีพระคุณและคนที่ทำให้เธอมีชีวิตใหม่
“ปิ่นรอพี่เอสค่ะ” เจ้าของเสียงนามว่า ‘ปิ่นปัก คาชิมูระ’ นามสกุลที่ใช้คือนามสกุลของมารดาแท้ๆ ที่ทิ้งเธอเอาไว้กับครอบครัวนี้ ซึ่งนีรดาเองก็ไม่เคยคิดปิดบังเรื่องแม่ของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านยังเล่าว่าแม่ของเธอชื่อ ‘เอริ’ เป็น ผู้หญิงที่สวย แต่เพราะบางอย่างทำให้ท่านทิ้งเธอไว้ให้กับนีรดาเลี้ยง ซึ่งปิ่นปักไม่เคยคิดจะโกรธหรือเกลียดมารดาแท้ๆ เพราะท่านคงมีเหตุผลจำเป็นที่ทำแบบนี้
แม้ปากจะคุยกับมารดาบุญธรรม แต่สายตากลมโตกลับมองภายนอกเพื่อสอดส่องว่าพี่ชายที่แสนดีของเธอกลับมาหรือยัง
“อ้าว...ยังไม่มีใครบอกหนูเหรอลูกว่าพี่ชายเราเขาไม่กลับบ้าน แต่ไปนอนคอนโดฯ เพื่อนแทน” คำพูดของมารดาทำให้ปิ่นปักก้มหน้าด้วยความเศร้าใจ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนรู้เรื่องของเขา แต่เธอกลับรู้เป็นคนสุดท้ายอยู่เสมอ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเอเดสไม่เคยติดต่อหาเธอเลย ต่างจากเมื่อตอนเด็กๆ ที่เขาทั้งรักและเอาใจใส่เธอมากกว่าใคร
“เหรอคะ...ปิ่นคิดว่าพี่เขาจะกลับมานอนบ้าน เลยรอน่ะค่ะ”
ใบหน้าหวานปนเศร้าจนนีรดามองด้วยความสงสาร เพราะจำได้ดีว่าแต่ก่อนเด็กสองคนนี้สนิทกันมาแค่ไหน เอเดสรักและห่วงน้องสาวมากกว่าใคร เรียกได้ว่าแตะต้องไม่ได้ แต่เหมือนเรื่องแบบนี้จะอยู่ไม่นาน เพราะก่อนที่ลูกชายจะไปเมืองนอก ก็เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป ซึ่งตอนแรกเธอคิดว่าเอเดสอาจจะเริ่มโตขึ้น แต่มันไม่ใช่ ตั้งแต่เอเดสไปเรียนต่อที่อเมริกา ลูกชายก็ไม่เคยถามหาน้องสาวอีกเลย ไม่เคยอยากคุยหรืออยากเห็นหน้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
และการกระทำที่เปลี่ยนไปของเอเดสก็ทำให้หนูน้อยปิ่นปักเอาแต่เศร้าจนเธอแอบสงสารไม่ได้ เพราะเข้าใจว่าปิ่นปักรักเอเดสมากแค่ไหน
“ไปนอนเถอะลูก พรุ่งนี้เอเดสคงกลับมาแล้ว” นีรดาบอกลูกสาวบุญธรรมด้วยเสียงแผ่วเบา ตั้งแต่ปิ่นปักโตขึ้นมาเด็กสาวเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ต่างจากแม่แท้ๆ ซึ่งนั่นถือว่าดี แต่อีกแง่การที่ปิ่นปักเรียบร้อยแบบนี้มันอาจจะทำให้เด็กสาวไม่ทันโลก และอาจจะถูกคนอื่นหลอกง่ายๆ
“ค่ะ...งั้นฝันดีนะคะแม่” ใบหน้าหวานที่ตอนนี้เศร้าสร้อยทำให้นีรดามองตามด้วยความสงสาร ไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่นีรดาได้แต่ภาวนาให้ปิ่นปักพบเจอแต่สิ่งที่ดีๆ
“จ้ะ...”
คุณหญิงของบ้านเดินไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความกลุ้มใจ เพราะรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติของลูกสาว จนเอนิวาลฟ์ที่เดินลงมาเห็นภรรยากำลังทำหน้าเหมือนเครียดๆ ทำให้เขาอดถามไม่ได้
“น้ำหวาน...เป็นอะไรไป ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะที่รัก” ตลอดระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมาเขาทะนุถนอมและดูแลภรรยาที่รักมาตลอด และเขาก็ดีใจที่ได้สร้างครอบครัวกับเธอ เขาไม่เคยที่จะทำให้ผู้เป็นภรรยาเสียใจอีก
“เปล่าหรอกค่ะ”
“อย่ามาหลอกผมเลย มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
“ก็ได้ค่ะ น้ำหวานสงสารหนูปิ่นค่ะ ตั้งแต่ตาเอสไปเรียนต่อเมืองนอก น้ำหวานสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าหนูปิ่นแกซึมๆ ตลอดเลย”
“ไม่แปลกหรอก เมื่อก่อนเด็กสองคนนี้สนิทกันมาก หนูปิ่นคงคิดถึงพี่ชาย”
“น้ำหวานไม่ได้แปลกใจเรื่องนี้หรอกค่ะ แต่น้ำหวานกำลังแปลกใจในตัวลูกชายของเราต่างหาก ทุกครั้งที่เราโทรหาตาเอสจะเลี่ยงที่จะฟังเรื่องของหนูปิ่นตลอด จนน้ำหวานอดห่วงไม่ได้ค่ะ”
“นั่นน่ะสิ เด็กๆ ตาเอสตัวติดกับหนูปิ่นยังกับอะไรดี แต่หลังจากไปเรียนเมืองนอกลูกชายเราก็แปลกไป”
“น้ำหวานเริ่มกลัวแล้วสิคะ”
“คุณกำลังกลัวอะไรเหรอ”
“ไม่รู้สิคะ น้ำหวานรู้สึกมีลางแปลกๆ ยังไงไม่รู้” แม้อายุล่วงเลยมาเกิน 40 แล้ว แต่นีรดากลับสวยสง่าจนทำให้เอนิวาลฟ์ทั้งรักและห่วงใยผู้เป็นภรรยา ยิ่งเห็นนีรดาเครียดเขาเองก็อดเครียดตามไม่ได้
“อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิดนะน้ำหวาน ผมว่าคุณอาจจะคิดมากเองก็ได้”
“ขอให้เป็นแค่นั้นเถอะค่ะ อย่าเกิดอะไรร้ายแรงเลย” เรื่องราวในอนาคตคงไม่มีใครรับรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพียงแค่ทำวันนี้ให้มีความสุขก็เพียงพอแล้ว
ปิ่นปักที่เดินขึ้นมาบนห้องของตัวเอง เอาแต่ก้มหน้ามาตลอดทาง เพราะเธอรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่เอเดสไม่อยากเจอ และไม่อยากคุยกับเธอ
ตลอดระยะเวลาหลาย 10 ปีมานี้พี่ชายที่แสนดีของหญิงสาวก็เปลี่ยนไป อีเมลหลายร้อยฉบับที่ส่งหาเขาด้วยความคิดถึงแต่ไม่เคยได้รับการตอบกลับแม้แต่ครั้งเดียว
“พี่เอสคะ พี่เอสโกรธอะไรปิ่นหรือเปล่าคะ ทำไมต้องทำเหมือนไม่อยากคุยไม่อยากเจอหน้าปิ่นแบบนี้ด้วย”
หญิงสาวหน้าหวานซบหน้าลงกับหมอนนุ่มใบโตก่อนจะปล่อยโฮออกมาด้วยความเสียใจ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาสาวร่างเล็กก็ทำใจเอาไว้แล้วว่าความเอ็นดูที่เอเดสมีให้นั้นเริ่มแปรเปลี่ยนไป ซึ่งเธอเองก็ไม่ทราบสาเหตุ
มือบอบบางลูบแหวนวงเล็กที่ครั้งหนึ่งเอเดสเป็นคนให้ขึ้นมาดู ก่อนน้ำตาจะไหลออกมา เพราะยิ่งเห็นมันก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึงเขา แต่เขาล่ะจะคิดถึงเธอบ้างหรือไม่
“พี่เอสขา...เมื่อไหร่พี่เอสจะกลับมา เมื่อไหร่พี่เอสจะมาอธิบายว่าปิ่นทำให้อะไรให้พี่โกรธ” ทุกครั้งที่เธอเสียใจหรือท้อใจ คนแรกที่ปิ่นปักจะนึกถึงคือพี่ชายที่แสนดีอย่างเอเดส ชายหนุ่มเป็นผู้ชายคนเดียวในชีวิตที่เธอไว้ใจและเชื่อใจมากที่สุด แม้จะไม่ได้เจอเขามาเป็น 10 ปี แต่ความรู้สึกนี้ไม่เคยจางหาย ภาพความรักและการเอาใจใส่ของเขายังคงตราตรึงหัวใจของเด็กสาวไม่มีวันลืม
เขาทำให้เธอรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ส่วนเกิน และไม่ใช่แค่กาฝากที่ถูกเอามาชุบเลี้ยงในบ้านของเขา เอเดสดูแลเธอเป็นอย่างดีมาตลอดหลายปี แต่สิ่งนั้นมันกลับอยู่กับเธอไม่นานเมื่อเขาหายไปจากชีวิตของเธอ
ปิ่นปักนอนร้องไห้จนผล็อยหลับด้วยความอ่อนเพลีย ขณะคนที่เธอกำลังคิดถึงนั้นเขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย เขามีแต่ความเกลียดชังและไม่อยากเห็นหน้าผู้หญิงที่เป็นดังเช่นกาฝาก
“เฮ้ย...เอส กลับมาก็กระดกเอาๆ เลยนะเว้ย” คนที่ถูกกล่าวถึงอย่าง‘เอเดส ลอเบอร์ตัน’ ทายาทคนเดียวของ ‘เอนิวาลฟ์ ลอเบอร์ตัน’ นักธุรกิจผลิตเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เสียงทุ้มของผู้ชายที่แสนคุ้นเคยดังขึ้น ทำให้คนที่กำลังยกน้ำสีอำพันเข้าปากเป็นอันต้องหันมองด้วยความหงุดหงิดคนตรงหน้าของเอเดสคือ ‘ริวจิ มิชาราวะ เดรนิโอ’ ลูกชายของ ‘เรียวกิ มิชาราวะ เดรนิโอ’ ซึ่งตามศักดิ์ไอ้หน้าหล่อนี่ก็คือลูกพี่ลูกน้องของเขานั่นเอง
“กูแค่อยากดื่ม หรือมึงจะไล่กูกลับอย่างนั้นเหรอ...” เสียงทุ้มของเอเดสบอกญาติหนุ่มด้วยเสียงกระแทก จนริวจิได้แต่ส่ายหน้ากับความห่ามของเอเดส เพราะตั้งแต่ไปเรียนต่างประเทศด้วยกันเอเดสก็เริ่มเปลี่ยนไป จวบจนมันกลับมาเมืองไทยท่าทางของมันก็ยิ่งหนักข้อมากขึ้น
“เปล่าสักหน่อย แค่ห่วงว่าพรุ่งนี้แกจะตื่นไม่ไหวเท่านั้นเอง” ริวจิมองด้วยความแปลกใจ เพราะเขาอยากรู้เหลือเกินว่ามีใครทำอะไรเอเดสนักหนาทำไมญาติหนุ่มของเขาถึงเอาแต่ดื่มๆ จนไม่สนใจอะไรเลย
“ไหวอยู่แล้ว แกก็รู้ว่าฉันคอทองแดงแค่ไหน”
“เออ ฉันรู้ว่าแกมันเทพ...แต่เพลาๆ หน่อยก็ได้มั้ง ได้ข่าวว่าพรุ่งนี้แกต้องเจอพ่อแม่และน้องนะ เดี๋ยวคุณอาก็บ่นเอาหรอกว่ามีลูกเป็นไอ้ขี้เมา”
