Chapter 6
“เพลง น้าพิณเป็นยังไงบ้าง เราว่าจะไปเยี่ยมตอนบ่าย” นัท เพื่อนวัยเด็กที่เรียนมหา’ลัยชื่อดังในตัวจังหวัดเอ่ยถาม ใบหน้าคมเข้มที่จัดว่าหล่อยิ้มกว้างอย่างดีใจ เพราะเราไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว บ้านของนัทอยู่ติดกับบ้านฉัน ตัวบ้านหลังใหญ่สีขาวออกแบบสไตล์โมเดิร์นยุโรป หน้าบ้านจัดเป็นสวนดอกไม้เมืองเหนือโดยบริษัทรับจัดสวนดังระดับประเทศ ส่วนบ้านของฉันเป็นเพียงบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนธรรมดามากๆถ้าเทียบกับบ้านของนัท
“ผ่าตัดแล้วจ้ะ พรุ่งนี้คงได้กลับบ้าน” ฉันยิ้มตอบ
“แล้ว?” นัทมองไปยัง ร่างสูงที่เดินตามหลังฉันมา พี่เกียร์ถอดแว่นกันแดดสีดำออก มองสบตากับเพื่อนของฉัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยิ้มให้กัน สถานการณ์ดูตึงๆอย่างบอกไม่ถูก ถ้าคิดแบบเพ้อฝันนิดๆก็ประหนึ่งว่า ผู้ชายสองคนหมายปองหญิงสาวคนเดียวกันก็คือฉันเอง อร้ายย..แค่คิดก็เขินแล้ว
“พี่เกียร์ เป็นรุ่นพี่ที่มหา’ลัย พี่เกียร์นะ นี่นัทเพื่อนของเพลงตั้งแต่เรียนประถมค่ะ” ฉันแนะนำผู้ชายหน้าตาดีสองคนให้รู้จักกัน
“อืม” พี่เกียร์ตอบรับสั้นๆ
“ครับ” นัทยิ้มแบบฝืนๆให้ คงเพราะไม่ได้สนิทกัน
“มาเอาของที่บ้านเหรอ?” เพื่อนวัยเด็กฉันถามต่อ เมื่อฉันกำลังจะเข้าไปในบ้าน
“เอ่อ..ใช่” ฉันหัวเราะแห้งๆ จะให้บอกนัทตามตรงได้ไงว่า มาหายืมเงินญาติๆไปจ่ายค่าผ่าตัดของแม่
“ไว้โทรหานะ เผื่อนัดกินข้าว ว่าแต่อยู่กี่วัน วันจันทร์เรามีธุระที่กรุงเทพฯพอดี ติดรถเรากลับได้นะ” นัทบอก ดีจัง..มีแต่คนบังเอิญจะไปทำธุระในที่ๆที่ฉันอยากไปทั้งนั้นแถมคนขับยังหน้าตาดีมีรถหรูโปรไฟล์เริ่ดอีก
‘ช่วงนี้ทำบุญมาดี ยัยเพลงเอ้ย..’ ขณะที่ฉันกำลังจะตอบรับ
“พี่ไม่ค่อยรู้ทางกลัวหลง เพลงกลับกับพี่ คอยบอกทางพี่ดีกว่านะ” พี่เกียร์พูดขึ้น
‘พี่เกียร์คะ ข้ออ้างใช่ไหม? จีพีเอสสิคะ’ สกิลบอกทางของฉัน คือไม่ต้องสวยมาก แต่ผู้ชายก็หลงได้ทุกคน หลงในความสวย? เปล่า..หลงทาง!!
“เดี๋ยวเพลงกลับกะพี่เกียร์ พอดีพาพี่เกียร์ไปทำธุระด้วย” ฉันอ้างแบบข้างๆคูๆเพราะจิตใจมันเอนเอียงไปทางรุ่นพี่หนุ่มหล่อไปหมดแล้ว ว่าแต่ธุระของพี่เกียร์ ฉันยังไม่เห็นเขาไปไหนแบบจริงจังเลย เพราะตั้งแต่มาถึงฉันก็แทบไม่ได้ห่างเขาเลย นอกจากเวลานอน
“เอางั้นเหรอ? ถ้ายังไงบอกนัทอีกทีนะ” นัทเหมือนยังไม่ยอมแพ้ เขาคงอยากมีคนนั่งรถไปเป็นเพื่อนแหละ
“เพลงบอกเพื่อนให้ชัดเจนเลย ว่าจะกลับกะพี่” ทำไมฉันรู้สึกว่าหางเสียงพี่เขาเหมือนจะอ้อนอยู่หน่อยๆ จนเผลอพูดออกไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“เพลงจะกลับกับพี่เกียร์จ้ะ”
“โอเค ไว้เจอกันนะ” นัทโบกมือ ตรงไปยังรถหรูแล้วขับออกไปทันที
“พี่เกียร์นั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เพลงไปบ้านญาติก่อน” ฉันจัดแจงหาน้ำเย็นๆกับพัดลมเครื่องเก่าๆมาเปิดเพื่อคลายร้อนในช่วงบ่ายให้พี่เกียร์ ใบหน้าหล่อเหลาคร้ามคมพยักหน้ารับช้าๆ เขาหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเพื่อฆ่าเวลา ฉันก็ยังออกอาการงุนงง ทำไมพี่เกียร์ไม่ไปนอนรอที่โรงแรม มีเครื่องปรับอากาศเย็นๆ นอนดูซี่รี่ส์อย่างสบายๆ จะมาตามติดชีวิตของฉันทำไมก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าพี่เค้าคงว่างแหละ..
ฉันเดินเลาะหลังบ้านที่มีรั้วติดกับบ้านของลุงแคน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายแท้ๆของแม่ ลุงแคนกำลังสานแหอยู่หน้าบ้าน ส่วนป้าจันทร์ภรรยานั้น กำลังทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน
“ลุงแคน ป้าจันทร์ สวัสดีค่ะ” ฉันเข้าไปนั่งบนแคร่ไม่ไผ่เก่าๆข้างๆผู้เป็นลุง
“นังเพลง กลับมาเยี่ยมแม่เหรอ? ลุงพาไปตั้งแต่เมื่อวาน พอดียุ่งๆ เลยไม่ได้ไปโรงพยาบาลอีก”
“ขอบคุณที่พาแม่พิณไปโรงพยาบาลนะคะลุง” ฉันยกมือไหว้ขอบคุณผู้เป็นลุงแท้ๆ ที่มีน้ำใจพาแม่ไปหาหมอ แอบนึกละอายใจ ตัวเองเป็นลูกแท้ๆกลับไม่ได้พาแม่ไปโรงพยาบาล
“มาหาลุงมีอะไรรึเปล่าลูก”
“เอ่อ..เพลงว่าจะมาขอยืมเงินลุงไปจ่ายค่าผ่าตัดแม่ สักสามหมื่นห้าจ้ะ” ถึงจะขัดเขินที่ต้องบากหน้ามาขอยืมเงินญาติ แต่ฉันก็จำเป็นต้องทำ ชีวิตมันก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอก ลุงแคนส่งยิ้มให้ฉัน
“ได้สิ”
“เพลงเอ้ย!! ลุงแคนไม่ได้เงินเหลือเฟือขนาดนั้นหรอกลูก นี่ก็ใกล้จะได้เวลาจ่ายค่าเทอมของปั้นดาวแล้ว” ป้าจันทร์พูดแทรกขึ้นมาเสียงดัง
“ฉันพอมีให้หลานยืม” ลุงหันไปคุยกับป้า ทว่าภรรยากลับมองกลับมาอย่างไม่พอใจ
“ทุกวันนี้ มีกินมีใช้เหลือเฟืองั้นสิ ข้าวสารจะกรอกหม้อก็ยังแทบไม่มี ถ้าให้นังเพลงยืม พรุ่งนี้ก็ต้มเกลือกินกับข้าวแล้วกัน” ป้าจันทร์เดินกระแทกเท้าขึ้นไปบนบ้าน ว่าแต่..ฉันคงไม่ได้ทำให้ครอบครัวของลุงแคนมีปัญหากันใช่ไหม?
“อย่าไปสนใจยายจันทร์เลยลูก ลุงมีเงินสด เดี๋ยวไปหยิบให้นะลูก” ลุงแคนทำตัวปกติราวกับไม่เคยมีเสียงด่าทอของภรรยาตัวเองเลย
“ลุงแคน เพลงนึกได้แล้ว เพลงพอมีเงินเก็บ มันเป็นบัญชีปิดตาย เดี๋ยวเพลงเอาเงินก้อนนี้มาใช้ดีกว่า” ฉันกลืนก้อนสะอื้นลงคอ พยายามกลั้นน้ำตาที่มันกำลังจะไหล
“เอาอย่างนั้นเหรอ? ยืมลุงก่อนไหมลูก เอาก้อนนั้นไว้ใช้ยามจำเป็น เราอยู่กรุงเทพฯ ค่าครองชีพสูงจะตาย” ลุงแคนบอกอย่างเอื้อเฟื้อ จนฉันอดน้ำตาซึมในความห่วงใยของท่านไม่ได้
“ลุงเอาไว้ใช้เถอะ เพลงพอมีจริงๆ เดี๋ยวเพลงทำงานพิเศษไปด้วย มีกินมีใช้สบายๆเลยล่ะ ขอบคุณนะคะ เพลงไปก่อน ต้องไปรับแม่กลับบ้านด้วย” ฉันรีบยกมือไหว้ลุงแท้ๆ จากนั้นรีบปรี่ออกจากบ้านของลุงแคนทันที พอมาถึงมุมรั้วฉันก็ทรุดนั่งลงที่พื้นซบหน้ากับฝ่ามือปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นน้ำตาไม่ไหว ฉันไม่เคยรู้สึกเสียใจเท่านี้มาก่อน เสียใจ..ที่ทำอะไรเพื่อคนที่ตัวเองรักไม่ได้เลย
‘เรียนอักษร ไปเป็นนักเขียนไส้แห้งน่ะเหรอ?’ ป้าข้างบ้านปรายตามองอย่างดูถูกตอนที่ฉันบอกกับทุกคนว่าฉันสอบติดคณะอักษรศาสตร์ ที่มหา’ลัยดังในกรุงเทพฯ
‘แม่ เพลงอยากเรียน ถ้าวันข้างหน้าเพลงได้เป็นนักเขียนดังๆ เพลงจะเลี้ยงแม่กับยายเองนะ’ เพราะความดันทุรังของฉันในวันนั้นทำให้ ผู้มีพระคุณทั้งสองของฉันต้องลำบากมาตลอดหลายปี
‘ตั้งใจเรียนนะลูก แม่กับยายจะคอยเป็นกำลังใจให้’ มือเล็กที่หยาบกร้านเพราะทำงานหนักมาทั้งชีวิต ลูบไปตามเส้นผมของฉันอย่างเอ็นดู
‘ยายเตรียมขอลายเซ็นเพลงอยู่นะลูก ตั้งใจเรียนนะ’ ท่านทั้งสองไม่เคยห้ามความฝันของฉัน ทั้งยังคอยผลักดันจนฉันมีแรงฮึดสู้ในแต่ละวัน
“ทำยังไงต่อไปดีนะ ฮือ..”
