ตอนที่ 7 ยืดเส้นยืดสาย ตอนที่ 2 (จบ)
“เจ้านั่นไม่ธรรมดาเลย! คงจะเป็นคู่แข่งที่สุดยอดเลยเชียวล่ะ” เสียงนั้นกล่าวขึ้นอย่างนึกสนุกแล้วจึงค่อยๆเดินหายเข้าไปในตรอกที่มืดสนิท
ข้าล่ะเซ็งจริงๆ เจ้าพวกนั้นทำข้าเสียบรรยากาศเดินเล่นของข้าหมดเลยสิน่า ข้าเดินตามเส้นทางกลับหอพักไปเรื่อยๆ พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณ ข้าว่าบรรยากาศตอนกลางคืนขอเมืองนี้ก็ดีไม่เบาเลยล่ะน้า ข้าชักรู้สึกชอบบรรยากาศตอนกลางคืนของเมืองนี้แล้วล่ะสิ พอข้าเดินไปเรื่อยๆข้าก็พบกับสระน้ำตรงใจกลางของเมืองซึ่งนับได้ว่าเป็นที่ที่มีบรรยากาศดีที่สุดในเมืองสำหรับข้าเลยนะเนี่ย แต่ไม่ค่อยมีคนอยู่เลยน่ะสิน่าแปลก แต่ช่างมันเถอะข้าขอนั่งลงพักก่อนก็แล้วกัน อ้ะ! นั่นมีคนอยู่ด้วยข้าว่าข้าเข้าไปทักทายหน่อยจะดีไหมนะ คนที่เมืองนี้คงจะไม่ดุเกินไปหรอกนะ
“อากาศดีไหมขอรับ ท่านชาวเมือง” ข้ากล่าวทักทายผู้ที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้เพียงผู้เดียวโดยที่ข้ายังไม่ได้มองร่างตรงนั้นให้ดีเลยซักนิด
“ท่านเรียกแทนผู้อื่นว่าชาวเมือง แสดงว่าท่านไม่ใช่คนในเมืองนี้สินะ” เสียงน้ำกล่าวถามกลับมาฟังจากน้ำเสียงแล้วข้ามั่นใจได้เลยว่านางต้องเป็นผู้หญิงแน่ๆ แต่ทำไมข้าถึงแน่ใจนักล่ะ? จะว่าไปแล้วเสียงนั้นช่างคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินเสียงแบบนี้ที่ไหนมาก่อนนะ
“เอ่อ…ท่านจะว่าอย่างนั้นก็ถูกอยู่นา ว่าแต่ท่านทำไมถึงมาอยู่ที่ตรงนี่ล่ะขอรับ หรือว่าท่านชอบที่มืดๆกัน”
“ไม่หรอก…ข้าออกจะเกลียดความมืดด้วยซ้ำเพราะมันทำให้ข้าฝันถึงอะไรบางอย่าง”
“นั่นคงจะเป็นฝันร้ายสินะขอรับ”
“ไม่ใช่…มันเป็นฝันที่ดีมาก ดีจนข้าไม่อยากตื่นขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ”
“อ่าวแล้วทำไมท่านถึงเกลียดมันล่ะขอรับ”
“ก็เพราะมันเป็นได้แค่ฝัน…อย่างไรล่ะ”
“ข้าก็พอจะเข้าใจท่านนะ”
“ท่านเข้าใจอะไรงั้นหรือ”
“ข้าก็เคยเจอ เหตุการณ์ที่เป็นเหมือนดั่งความฝัน แต่เหตุการณ์มันมีแค่ครั้งเดียว ไม่มีซ้ำอีก ไม่สามารถกลับไปได้อีก ไม่มีโอกาสได้พูดหรือเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม และข้าก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ทำมันอีกครั้งเมื่อไหร่ ถ้าข้าเป็นท่านข้าคงจะดีใจนะ ที่ได้ฝันถึงทุกค่ำคืนทุกวันคืน ข้าว่าท่านน่าอิจฉาออกนะขอรับ”
เขาผู้นั้นดูน่าสงสารและน่าเศร้าว่าเธอยิ่งนัก เขาน่าจะมีประสบการณ์อันน่าเศร้าใจเช่นเดียวกับนางสินะ โชคชะตาหนอโชคชะตาเหตุใดกันจึงทำให้เขาผู้นี้อาภัพนัก นางคิดขึ้นในใจอย่างเลื่อนลอย แล้วจึงค่อยๆหันมามองบุคคลที่นางกำลังสนทนาด้วยในตอนนี้เป็นครั้งแรก แม้ว่าจะมีคำสั่งห้ามให้ผู้ใดยลโฉมใบหน้าของนางเป็นอันขาดก็ตาม
ดวงจันทราค่อยๆลอยออกนอกกลีบเมฆอย่างช้าๆ ดวงดาวน้อยใหญ่ต่างส่องแสงระยิบระยับราวกับยินดีในบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้
แสงจันทราค่อยๆสว่างขึ้นปรากฏให้นางได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีฟ้าปลิวสยายไปกับสายแรงลมอ่อนๆที่ค่อยๆพัดผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ดวงตาสีครามของเขาเมื่อมองดูแล้วช่างงดงามสุขุมดุจน้ำทะเลที่ลึกสุดจะหยั่งได้ ใบหน้าคมคายหล่อเหลามองตรงไปยังด้านหน้าอย่างมั่นคงไม่โอเอน น้ำตาของนางค่อยไหลเอ่อออกมาโดยที่นางไม่รู้ตัว ช่างเหมือนเขาผู้นั้นเหลือเกิน ผู้ที่นางฝันถึงทุกค่ำคืน ผู้ที่ทำให้นางไม่อยากตื่น ช่างเหมือนเสียจริงๆกับบุคคลในความฝันยามนิทราผู้นั้น ผู้ที่นางรักเขาผ่านความฝันมาโดยตลอด
“โอรีออส…” นางเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาจนน้ำเสียงนั้นของนางถูกกลืนกินไปโดยสายลมอันพัดผ่านไปในขณะนั้นจนหมดสิ้น พร้อมกับการเบนหน้ากลับไปอย่างฉับพลันของนางเพราะกลัวว่าบุรุษผู้นี้จะรู้ว่านางเป็นใคร
“ผู้หญิงนางนั้นคงจะโชคดีไม่น้อยเลยสินะ ที่มีคนที่คิดถึงนางได้มากขนาดนี้…” นางเอ่ยขึ้นพร้อมกับค่อยๆให้มือเรียวงามปาดน้ำตาที่ได้หยดไหลลงบนแก้มของนางโดยที่นางพึ่งที่จะรู้สึกตัว
“ท่านคิดเช่นนั้นหรือ”
“ใช่แล้วล่ะ ถ้ามีใครซักคนคิดถึงข้าได้ขนาดนี้ ข้าคงจะรักเขาผู้นั้นจนหมดทั้งหัวใจของข้าเลยเชียวล่ะ” นางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หากว่าใจหน้านั้นกลับแดงระรื่อขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมกับการสั่นระรัวอย่างรุนแรงภายในหน้าอกข้างซ้ายของนาง
“ถ้าเป็นเช่นนั้นได้จริงก็ดีน่ะสิ...” ว่าจบเขาก็ถอดหายใจคราหนึ่งแล้วจึงหันไปยังหอคอยนาฬิกาโบราณขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางเมือง
“โอ๊ะ! นี่ดึกขนาดนี้แล้วหรือเนี่ยข้าต้องรีบกลับก่อนล่ะไม่เช่นนั้นแล้วโมราน่าต้องดุข้าแน่ๆ” ร่างของนางกระตุกขึ้นคราหนึ่งเมื่อฟังประโยคที่เขานั้นเอ่ยมาจบ พร้อมกับขึ้นภายในใจว่า ‘โมราน่า ผู้นั้นเป็นใครกันเหตุใดเขาถึงได้กลัวนางดุด้วย’
“เช่นนั้นแล้วข้าขอตัวก่อนนะขอรับ ท่านผู้หญิง หวังว่าข้าจะได้พบท่านอีกนะขอรับ” ร่างสูงกล่าวจบก็หันหลังกลับไปยังทางที่เขามาในคราแรกโดยทันที
“เดี๋ยวก่อน!” ชายหนุ่มเหลียวหัวกลับมาจ้องไปยังเจ้าของเสียงโดยที่ร่างนั้นไม่ได้หันกลับมาแต่อย่างใด
“คะ…คือ ท่านจะบอกนามของท่านแก่ข้าได้หรือไม่” นางเอ่ยขึ้นตะกุกตะกักเพราะในชีวิตของนางมิได้เคยเอ่ยถามนามของผู้ใดมาก่อนในชีวิตเลย
“นามของข้าคือ เอริค คิวโอเลแกรน ขอรับ” นางพยักหน้าเป็นเชียงรับรู้คราหนึ่งร่างสูงจึงยิ้มให้กับแผ่นหลังของร่างบางอย่างอ่อนโยนจนตัวของนางเองนั้นสามารถรับรู้ได้แม้จะไม่ได้หันหลังกลับมาก็ตาม
ร่างสูงเดินจากไปได้ครู่หนึ่งแล้วนางจึงได้ลุกยืนขึ้นพร้อมกับเอ่ยบางอย่าง
“ลีเวีย…” สิ้นสุดคำเอ่ยเรียกของเสียงอันไพเราะอ่อนหวาน ก็มีร่างเล็กร่างหนึ่งผลุดขึ้นมาจากสระน้ำและค่อยๆตะเกียกตะกายขึ้นมาบนฝั่งด้วยตัวร่างที่เปียกปอน ร่างนั้นเป็นหญิงสาวร่างงามผู้มีเรือนผมสีเขียวอ่อนสะสวย ดวงตาสีเขียวมรกต แฝงไว้ด้วยความขี้เล่นอันเป็นนิสัยของนาง จมูกเล็กได้รูปนั้นดูเหมาะเหมงกับใบหน้าอ่อนหวานรูปไข่ของนางนั้นเป็นอย่างดี
“มีอะไรให้ข้ารับใช้คะ องค์หญิ… โอ้ยย!” ยังไม่ทันสิ้นสุดประโยคทักทายก็โดนร่างบางตรงหน้าประเคนมะเหงกเข้าให้อย่างจังเสียก่อน จนร่างเล็กนั้นถึงกลับทรุดร่างลงไปกุมหัวป๋อยด้วยสีหน้างอนๆในทันที
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วนี่ลีเวีย ว่าเวลาอยู่ข้างนอกให้เรียกข้าว่าอะไร” น้ำเสียงอ่อนหวานนั้นกล่าวขึ้นดุร่างเล็กที่ลืมเลือนข้อตกลงทีเคยให้เอาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะทันได้เอ่ยประท้วงใดๆ
“โถ่! ก็ที่นี่ไม่มีคนเลยนี่คะ ท่านก็ทำเป็นเคร่งไปได้! ทีเมื่อครู่ท่านยันข้าลงไปในสระน้ำข้ายังไม่ได้บนเลยนะ ชิชิ” นางกล่าวจบก็ทำแก้มป่องเชิดใส่อย่างงอนๆ ทำให้ผู้ที่เป็นนายนั้นต้องส่ายหัวให้ร่างเล็กนั้นอย่างอ่อนใจไปเสียหลายที
“ก็นั่นมันเหตุสุดวิสัยนี่นา เอาเป็นว่าข้าขอโทษเจ้าก็แล้วกันนะ” ลีเวียเมื่อเห็นเจ้านายของตนเอ่ยขอโทษก็ทำสีหน้าพอใจแล้วจึงหันกลับมายิ้มให้ดังเดิม
“ว่าแต่ผู้ที่มาคุยกับท่านเมื่อครู่นี่มีดวงตาที่ดีเยี่ยมจริงๆเลยนะคะ ” ผู้เป็นนายหันกลับมามองยังร่างเล็กของลีเวียด้วยงงงวย
“หมายความว่ายังไงหรือ ลีเวีย”
“ก็เขาผู้นั้นสามารถมองเห็นข้าที่เป็นมังกรน้ำ ตอนพลางตัวในสะน้ำนั้นได้นะสิ นอกจากท่านแล้วก็พึ่งมีเขานี่แหละเป็นคนแรก”
“อย่างนั้นหรือ…น่าแปลกที่เขาไม่ได้แสดงอาการใดๆเลยแม้แต่น้อยว่าเห็นเจ้าอยู่ในน้ำ” ใบหน้างามนั้นครุ่นคิดขึ้นอย่างนึกสงสัยในตัวบุรุษผู้นั้น
“แต่นั่นก็ยังไม่น่าแปลกใจเท่าที่ท่านน้ำตาไหลหรอกนะคะ ท่าน องค์ หญิง ฮ่าๆๆ” นางกล่าวล้อเลียนผู้เป็นนายของตนก่อนที่นางจะต้องตกน้ำไปอีกคราอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เช่นนั้นเหรอจ๊ะ! ลีเวีย ข้าว่าสงสัยข้าต้อง อบรมเจ้าเพิ่มอีกหน่อยแล้วล่ะ” ใบหน้างดงามนั้นฉีกยิ้มขึ้นคราหนึ่งซึ่งนั่นทำให้หัวใจของเจ้ามังกรน้ำนามลีเวียถึงกับแข็งเลยทีเดียวเพราะนางรู้ว่า การอบรมที่ผู้เป็นนายของนางกล่าวนั้นเป็นอย่างไร
“สายอัสนีอันเกรี้ยวกราดจงฝ่าเกรียวเมฆอันโอฬารมายังเบื้องหน้าข้าเสียบัดนี้เถิด!”
สิ้นสุดการกล่าวร่ายเวทย์ของสุรเสียงอันไพเราะก็บังเกิดสายฟ้าเส้นใหญ่น้องๆต้อนไม้ขนาดสิบคนโอบผ่าลงมากลางอากาศจนนับไม่ถ้วน และยังมีเสียงร้องโอดโอยดังต่อเนื่องมาอย่างไม่ขาดสายด้วยเช่นกัน
