บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 ยืดเส้นยืดสาย ตอนที่ 1

ยืดเส้นยืดสาย ตอนที่ 1

“เฮ้ ๆ นี่พวกเจ้าน่ะหยุดได้แล้ว!” ข้าเริ่มจะหัวเสียกับแวมไพร์คู่แฝดทั้งสองแล้วเนี่ย! ก็พวกนางเล่นตะโกนร้องไห้โหวกเหวกแข่งกันไม่หยุดเลยนี่นา พอข้าถามว่าเป็นอะไรพวกนางก็ส่ายหัวหมุนเกือบรอบตัวแหนะ พอข้าข้าบอกให้หยุดพวกนางก็จะออกเสียง ฮึ๊บ! แต่พอผ่านไปได้ห้าวิเท่านั้นพวกนางก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก หรือว่า! จะเป็นเพราะหน้าตาข้ากันนะ! โถ่ชีวิตข้าช่างน่าเศร้ายิ่งนัก ใครก็ได้ทำศัลยกรรมให้ข้าที!

“พวกเจ้านี่เป็นอะไรกันนะ” ในตอนนั้นเองโมราน่าก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแปลกๆของนางซึ่งมันทำให้ข้าขนลุกชัน แต่ก็เอาเถอะในเมื่อข้าทำให้เจ้าแวมไพร์ทั้งสองนางนั้นหยุดไม่ได้ก็คงต้องขอให้โมราน่าจัดการให้หล่ะนะก็นางเป็นผู้หญิงเหมือนกันนี่นา

“โมราน่า ช่วยข้าทีสิ” ข้าเอ่ยขึ้นขอนางในทันทีที่นางเดินมาหยุดตรงหน้าข้า

“มีอะไรให้ข้าช่วยหรือคะ ท่านเอริค”

“ก็เรย์วากับเคย่าหน่ะสิไม่ยอมหยุดร้องกันเสียที นี่ข้าเองก็จนปัญญาแล้วนะ”

“หือ” โมราน่าเอี้ยวตัวไปมองนางทั้งสองพร้อมกับรอยยิ้ม แปลกๆ ที่ยิ่งกว่าตอนที่นางเดินเข้ามาเสียอีก แล้วนางก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นๆช้าๆว่า

“อย่าร้องให้สิจ๊ะ เด็กดี” ข้าว่าความหมายของประโยคที่นางพูดก็ออกจะดีนะแต่ทำไมข้าถึงขนลุกซู่แปลกๆก็ไม่รู้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือมันได้ผล! พวกนางหยุดร้องไห้พร้อมกันแทบจะทันที

“ดีมากจ้ะ เอาล่ะไปทำงานต่อได้แล้วนะเด็กดีทั้งสอง อ้อ! แล้วก็ถ้าเจอนีลล่ะก็ฝากบอกด้วยนะว่า ฝากไว้ก่อน!” กล่าวจบประโยคนางก็ยิ้มให้ทั้งสองอีกคราหนึ่งด้วยความเย็นที่ถ้าข้าโดนยิ้มแบบนี้ใส่ล่ะก็ต้องแข็งไปเป็นวันๆแน่ๆ โดยทันทีพวกนางแวมไพร์ทั้งสองก็กุลีกุจอรีบหายออกไปจากตรงนั้นจนแทบจะหัวทิ่ม ฮ่าๆๆ (นี่ข้าแอบหัวเราะในใจ นะ)

“นี่เจ้าฝากของอะไรไว้ที่นีลล่ะโมราน่า” นางหันมามองหน้าข้าด้วยสายตาแปลกใจคราหนึ่ง แล้วจึงยิ้มหวานๆแบบปรกติ ข้าว่านั่นมันดูดีกว่าตอนที่เจ้ายิ้มเมื่อกี้โขเลยเชียว่ะ

“ของเล็กๆน้อยๆค่ะท่านเอริค” ข้าพยักหน้ารับนางอย่างเข้าใจ ก็นะข้าว่าทั้งสองรักกันจะตายเมื่อครู่พอนีลออกไปนางก็ตามออกไปทันทีอีกด้วย ข้าว่าพวกผู้หญิงนี่คงจะเข้ากันได้ดีน่าดูเลยน้า เอาล่ะข้าไปยืดเส้นยืดสายหลังอาหารหน่อยดีกว่า

“นี่ท่านจะไปไหนหรือค่ะ ท่านเอริค” โมราน่าฉุกถามข้าในทันทีที่ข้าทำท่าว่าจะเดินออกไปข้านอก

“ไปยืดเส้นยืดสายนะสิ ก็พึ่งกินมาอิ่มๆนี่นา ฮ่าๆ เจ้าคงจะเหนื่อยแล้วพักหน่อยเถอะนะ เดี๋ยวข้าจะรีบกลับมา” ข้ายิ้มให้กลับนางคราหนึ่งเพื่อไม่ให้นางเป็นห่วง

“ท่านก็ระวังตัวด้วยนะค่ะท่านเอริค” หลังจากบอกโมราน่าเสร็จเรียบร้อยข้าก็เดินออกมาจากทางเดิมที่ข้าเดินเข้ามาในตอนแรก แล้วนี่ข้าจะหลงไหมเนี่ย! ข้าล่ะหวั่นเหลือเกิน!

ข้าเดินตามทางมาเรื่อยๆก็เจอกับประตูบานใหญ่โตที่ข้าคุ้นตาพอนึกไปนึกมามันก็เป็นบานประตูที่ข้าเดินเข้ามาในคราแรกนั่นเอง ข้าเพียงออกแรงเปิดเบาๆประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย ฮ่าๆ ได้เวลาเที่ยวของข้าแล้วล่ะนะ

ในทันทีที่ข้าออกมาจากหอพักข้าก็พบกับผู้คนที่ต่างเดินสวนกันไปมาจับจ่ายซื้อข้าวของกันอย่างครึกครื้นพอมองดูดีๆแล้วน่าจะเยอะกว่าตอนที่ข้าเข้ามาในตอนแรกเสียอีกนะเนี่ย ส่วนข้าเองก็เดินดูสินค้าบนแผงลอยของพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งร้านค้าขายกันอยู่อย่างเนืองแน่นมากมายด้วยความตื่นเต้น ก็หมู่บ้านข้าไม่มีแบบนี้นี่นา สิ้นค้าที่วางขายกันนั้นเรียกได้ว่ามีกันตั้งแต่สากเบือหินยันเรือไม้เลยทีเดียว และสิ่งที่ข้าเตะตามากที่สุดก็คงไม่พ้นร้านค้าขายอาวุธล่ะนะ อาวุธที่พวกเขาเอามาตั้งขายนั้นก็ดูออกจะสวยงามมีราคาแถมยังมีพวกที่รูปร่างแปลกๆตาที่ข้าไม่เคยเห็นด้วยบางอันก็ถึงกับพิศดาลจนข้าอดคิดไม่ได้ว่า มัันเป็นร้านค้าอาวุธหรือร้านค้าของแปลกกันแน่ แต่ข้าก็ไม่คิดจะซื้อหรอกนะก็ข้าไม่ได้พกเหรียญทองติดตัวมาเลยนี่นา ฮ่าๆ เหมือนคนไม่ดีเลยแฮะ

“เห้! พ่อหนุ่ม” พ่อค้าที่ดูมีอายุคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองมาที่กล่องสี่เหลี่ยมที่ไคลด์ให้ข้ามา “กล่องบนหลังเจ้าพอจะให้ข้าดูหน่อยได้ไหมล่ะ”

“มันจะดีหรือท่าน ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในนี้มีอะไร” ข้าตอบไปแบบเกรงๆ ก็ข้าไม่รู้จริงๆล่ะนะ

“ดีสิพ่อหนุ่ม เอาเป็นว่าข้าให้เจ้าเลือกของชิ้นหนึ่งอะไรก็ได้ในร้านไปเลย ขอแค่เจ้าให้ข้าดูอย่างเดียวก็พอ” เขาดูตาแวววาวมากจนข้าคิดว่าถ้าข้าไม่ให้เขาดูละก็เขาต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับแหงๆ

“เอาสิท่าน” ข้ายืนกล่องไปทางพ่อค้าพร้อมกับสีหน้าที่ดูแสนจะพอใจของเขา

“ขอบใจเจ้ามากพ่อหนุ่ม เจ้ามองดูของที่เจ้าอยากได้ก่อนได้เลย” ข้ายิ้มตอบไปที่พ่อข้าตรงหน้าข้าพร้อมกับมองหาสิ่งที่ข้าอยากได้และแน่นอนเลยว่ามันไม่ได้อยู่บนแผงลอยนี้เลยซักอันข้าถอดหายใจด้วยความเซ็งๆคราหนึ่งแล้จึงมองไปที่พ่อค้าแล้วพลันสายตาข้าก็สบเข้ากับดาบสั้นเล่มหนึ่งมีสนิมเก่าคร่ำเกาะอยู่ทั่วทั้งใบมีด แต่ที่ข้าสนใจมันนั่นก็เพราะข้าเห็นพลังสีแดงอ่อนๆเรืองอยู่ที่ตัวดาบซึ่งมันดูจะเป็นพลังที่แปลกตาไม่น้อย

“อื้ม นี่พ่อหนุ่มกล่องของเจ้า” พ่อค้ายื่นกล่องที่ยืมไปเมื่อครู่มาให้ข้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วเหงื่อซกโซแน่นอนว่าเขาเปิดมันไม่ออก “เจ้ากล่องนี้มีลวดลายวิจิตรมากแถมตั้งแต่ข้าเป็นพ่อค้ามาข้าก็ไม่เคยเห็นลวดลายอะไรสวยงามแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต ถึงจะเสียดายที่ข้าเปิดมันไม่ออกก็เถอะ” เจ้าพ่อค้าเอ่ยด้วยสีหน้าเซ็งๆพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดหน้าในมือเช็ดเหงื่อที่ไหลนองบนใบหน้า “เอ้า! เจ้าเลือกได้รึยังล่ะว่าเจ้าจะเอาอะไร บอกข้ามาเลย”

“ข้าเอาอันนั้นแล้วกัน” ข้าชี้ไปยังดาบสั้นเขรอะสนิมที่ข้าหมายตาไว้ในคราแรกซึ่งมันทำให้เจ้าพ่อค้าส่งสายตางงงวยมาให้ข้า

“เจ้าจะเอาดาบเปื้อนสนิมนี้ไปทำอะไรกันมันไม่มีอะไรดีเลยนา นี่ข้าว่าจะเอาไปทิ้งอยู่แล้วด้วย” เจ้าพ่อค้าเอ่ยถามข้าพร้อมกับยื่นเจ้าดาบเขรอะสนิมนั่นมาให้ข้าและข้าก็หยิบมันมาอย่างยินดี

“ขอบคุณท่าน” ข้าพิจารณาดาบสั้นในมือของข้าด้วยความตื่นเต้น ถ้าข้าเดาะไม่ผิดละก็ ในตำราเล่มยักษ์ที่ท่านปู่ให้ข้าอ่านมันก็มีบอกเกี่ยวกับพวกอาวุธที่มีธาตุแฝงอยู่ แต่มันก็หายากไม่น้อยเลยเชียวล่ะ และวิธีปลุกมันก็แค่…

“จิตรวิญญาณที่หลับใหลอยู่ในของสิ่งนี้จงตื่นขึ้นจากนิทราที่ยาวนานของเจ้าเสีย ณ บัดนี้เถิด!”พลึ่บ! ฟู่! ทันใดน้ำเองดาบสั้นในมือของเอริคก็เริ่มเปลี่ยนไปจากใบดาบที่มีแต่สนิมเกรอะก็กลับกลายเป็นใบมีดแวววับเงางามมีรายสลักเป็นตัวอักษรเวทย์ทั้งใบที่กำลังลุกท่วมไปด้วยไฟสีส้มแต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นไฟสีส้มก็เริ่มเปลี่ยนสีไปทีละนิดจนกลายเป็นไฟสีฟ้าระยับสวยงามซึ่งเป็นสีเดียวกับดวงตาของเขาเหมือนดั่งแพะกับแกะ แต่ในตอนที่เขากำลังพินิจดูอาวุธใหม่อยู่ เขาก็ได้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนรอบข้างเรียบร้อยแล้ว

ข้าว่าในตอนแรกที่ข้าเห็นนี่มันเป็นธาตุไฟปกตินะ แต่ไหวจู่ๆมันถึงกลายเป็นไฟสีฟ้าแบบนี้ล่ะหรือว่าสายตาการมองธาตุของข้าเพี้ยนไปแล้ว เอ่อ…ช่างมันเถอะข้าควรจะเก็บมันก่อนคงจะดีกว่าล่ะนะ

ข้าหยุดปล่อยพลังเวทย์ลงไปในเล่มดาบก็ทำให้ไฟที่ลุกพรึบอยู่ดับไป พอข้าลองมองดูดีๆแล้วเจ้าดาบเล่มนี้ก็สวมไม่น้อยเลยล่ะนะด้ามจับของมันก็เปลี่ยนไปเป็นด้ามจับสีน้ำเงินเข้มมีลวดลายถูกสลักเอาไว้สวยงามมากเลยทีเดียว

“สงสัยข้าต้องไปหาปลอกใส่แล้วล่ะมั้งเนี่ย อ้อ…ท่านพ่อค้าขอบคุณสำหรับดาบเล่นนี้นะ แล้วข้าจะหาของมาทดแทนมันทีหลัง” ข้ากล่าวบอกพ่อค้าที่นั่งน้ำลายฟูมปากคาเก้าอี้นั่งขายของไปแล้ว ข้าว่าคงจะต้องเรียกคนให้พาเขาไปหอรักษาแล้วล่ะมั้ง ฮ่าๆ ข้าเดินออกมาจากบริเวณหน้าร้านเพื่อที่จะมองดูร้านค้าต่อไป แต่ข้าว่าเจ้ากลุ่มคนข้างหน้าข้านี่คงจะเป็นอุปสรรคไม่ข้าได้ไปต่อล่ะสินะ

ตรงหน้าขอเอริคนั้นมีกลุ่มชายร่างใหญ่หน้าเหี้ยมที่พร้อมด้วยอาวุธครบมือ ซึ่งกำลังจ้องมาที่เอริคด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ โดยพวกเขาหารู้เลยไม่ว่าพวกเขากำลังทำผิดมหันต์

“เห้ย! ไอ้กระจอกที่อยู่ตรงนั้นน่ะรู้ไหมเมื่อเห็นพวกข้าแล้วต้องทำยังไง ฮ่าๆ” ชายคนหนึ่งผู้มีใบหน้าเหี้ยมเกรียมสายตาดุดันและมันทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่รอบด้านถอยออกห่างไปอย่างหวั่นๆนั่นหมายความว่าบุคคลพวกนี้คงจะมีอิทธิพลมากเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรสำหรับเอริคก็คิดว่าคนพวกนี้เป็นแค่สุนัขป่าเมื่ออยู่รวมกันเป็นฝูงก็เท่านั้นเอง

“ทำอะไรหรือ แล้วพวกท่านต้องการอะไรจากข้างั้นหรือ” เอริคถามอย่างสุภาพพร้อมกับจ้องมองไปที่กลุ่มที่กำลังมาหาเรื่องตน เมื่อเขาลองนับดูจำนวนแล้วก็พบว่ามีอยู่กันทั้งหมดแปดคนด้วยกัน

“ลูกพี่! ไอกร๊วกนี่มันไม่รู้ ล่ะ ฮ่าๆๆๆ” เจ้าคนเดินตะโกนกลับไปบอกกลับผู้ที่เป็นลูกที่ของตนที่ยืนเก๊กหน้าโหดอยู่ข้างหลัง

“แกก็จัดการให้มันรู้ซะสิ ว่าอยู่ต่อหน้าข้าผู้นี้ต้องทำอย่างไร ฮ่าๆๆ” ตัวลูกพี่กล่าวพร้อมกันกับที่ลูกน้องที่เหลือก็หัวเราะร่วนออกมาพร้อมกับอีกคนที่ถมน้ำลายรดพื้นที่ตรงนั้น

“หือ..” เอริคมองการกระทำของชายร่างนั้นด้วยสายตาอันเย็นชาคราหนึ่งพร้อมกับเริ่มทำอะไรบางอย่าง

พลั่ก! โดยที่ไม่ทันตั้งตัวเอริคแค่ขยับเท้าเพียงนิดเดียวก็ถึงตัวเจ้าลูกน้องที่ถมน้ำลายรดพื้น มือขวาของเอริคกดที่ท้ายทอยของเจ้ากล้ามโตอย่างรุนแรงจนหน้าติดแนบกับน้ำลายบนพื้นที่เขาพึ่งถมลงไปหมาดๆ

“นี่เจ้าไม่รู้หรือไม่ ว่าสิ่งที่เจ้าทำเมื่อครู่ มันดูแย่ขนาดไหนกัน” เอริคก้มหน้าลงไปพูดกับร่างไร้สติที่แนบอยู่กับพื้นอย่างเย็นชาแล้วจึงหันไปส่งสายตาอันหนาวสะท้านใส่ร่างของผู้เป็นหัวหน้าที่กำลังตกใจกับสภาพลูกน้องของตน

“เจ้าควรจะสั่งสอนลูกน้องของเจ้าบ้างนะ ว่าไม่ควรเอานิสัยต่ำทรามของเขามาใช้ในที่สาธารณะ” เอริคกล่าวพร้อมกับทำทีจะกลับไปยังที่พักของตนเพราะเขาเริ่มอารมณ์เสียแล้ว

“เห้ย! เจ้า! ไอ้สวะคิดว่าทำเพื่อนข้าแล้วมันจะจบแค่นี้งั้นหรอวะ!” ร่างของเจ้าคนในตอนแรกที่เป็นคนเริ่มหาเรื่อง พุ่งตัวเข้าใส่เอริคพร้อมอาวุธที่เป็นค้อนขนาดยักษ์ของเขาด้วยที่พร้อมจะทุบเอริคในทันทีที่ถึงตัวเขา

“หึ!” เอริคแค่นเสียงขึ้นมาคราหนึ่งพร้อมกับหันหลังมาใช้หมัดรุ่นๆของเขาชกเข้าใสค้อนอย่างแรงจนค้อนในมือของเจ้านั่นแตกละเอียดออกมาทันที พร้อมกันก็ใช้หน้าแข้งขวาของเขาแตะอัดเข้าอย่างแรงที่บริเวณเอวทำให้ร่างใหญ่ลอยระลิ่วติดกับกำแพงของอาคารที่อยู่แถวนั้นพอดี แต่เจ้าพวกที่มาหาเรื่องที่เหลืออีกทั้งหกคนก็ไม่ได้ใจดีปล่อยให้เอริคได้ยืนเฉยๆสบายๆ พวกลูกน้องรวมทั้งตัวหัวหน้าปล่อยเวทย์สังหารต่างนาๆเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยคิดว่าหากเอริคโดนเข้าไปเต็มๆแล้วล่ะก็ได้ไปโลกหน้าอย่างแน่นอน แต่เอริคก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เขาหักล้างเวทย์ทั้งหมดที่ถูกส่งมาให้หายไปในอากาศเสียเฉยๆด้วยไอเวทย์สุญญากาศที่เขาได้เรียนมาจากตำราเล่มยักษ์เช่นกัน

“บ้าน่า! มันทำได้ยังไงกัน!” เจ้าตัวหัวหน้าร้องขึ้นเสียงหลงเหมือนจะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย

เอริคค่อยๆย่างก้าวเข้าหาร่องของนักเวทย์ตัวยักษ์ทั้งหกด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พร้อมกันเอริคใช้จิตสังหารเข้าคุกคามผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นศัตรูของตนในขณะนี้ทันที โดยจิตสังหารของเขานั้นเป็นจิตรสังหารที่ได้รับมาจากพรอันประเสริฐที่เขาได้รับมานั่นเอง เช่นนั้นแล้วจิตสังหารของเขานั้นก็รุนแรงกว่าจิตสังหารปกติทั่วไปริบลับอย่างไม่ต้องสงสัย

และทันทีที่จิตสังหารเข้าถึงตัวนักเวทย์ทั้งหก พวกเขาก็พร้อมหน้ากับอวดดวงตาสีขาวของเขาแล้วล้มลงไร้สติทันที และทันใดนั้นเองผู้คนที่คอยดูเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นก็ร้องโห่ขึ้นกล่าวยกย่องชื่นชมมาไม่ขาดสายแต่ทันทีที่มองมาทางเอริคก็ไม่พบเขาอยู่แล้ว และไร้ซึ่งวี่แววใดๆของเขา โดยที่หารู้ไม่ว่ามีคนผู้หนึ่งที่แอบแฝงตัวอยู่ในฝูงชนและดูการต่อสู้ของเอริคตัวแต่ต้นจนจบอย่างละเอียด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel