ตอนที่ 6 ก่อนวันสมัคร ตอนที่ 1
ก่อนสอบ
ละอองฝนร่วงหล่นจากท้องนภาคืนความชุ่มชื้นสู่ผืนป่าอันกว้างใหญ่ ผู้โอบอุ้มชีวิตของเหล่าสรรพสัตว์ให้สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของตนต่อไปเป็นกงล้อวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้น มีอ่อนโยน มีโหดร้ายปะปนผสมกันไป หากแต่ว่าสิ่งเหล่านี้เองนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมาทั้งสิ้น
“ข้าคิดถึงพวกท่านจริง ๆ ” แต่ก็คงเป็นได้แค่เพียงความคิดถึงเท่านั้น เพราะในเวลานี้ ข้าไม่มีที่ให้หวนกลับไปอีกแล้ว “แต่ยังไงชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไปสินะขอรับ”
“ท่านกำลังเศร้าอยู่หรือ” เจ้าภูติกวางตัวน้อยที่ยังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อครู่เอ่ยถาม จะว่าไปแล้ว ข้าก็ชักจะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าข้านั่งอยู่อย่างนี่มานานแค่ไหนแล้ว
“เศร้าหรือ อืม...คำพูดสุดท้ายของปีศาจตนนั้น” ข้าเอ่ยในขณะที่สายตาเองก็จ้องตรงไปยังจุดที่ดาบยักของปีศาจตนนั้นปักอยู่ “เอาล่ะ”
“นั่นท่านจะทำอันใดหรือ”
“ทำสิ่งที่ข้าพอจะทำได้น่ะ” ข้าเอ่ยในขณะที่เดินตรงมาหยุดอยู่ตรงดาบใหญ่ตรงหน้า “ทำอย่างนี้”
ชายหนุ่มดึงดาบด้ามใหญ่ตรงหน้าของตนขึ้นมาก่อนที่จะใช้มันขุดดินขึ้นมาเป็นหลุมขนาดไม่ใหญ่มากนัก ก่อนที่จะหยิบเอาชุดเกราะหนังที่ยังหลงเหลืออยู่ของปีศาจที่ตนได้ประมือด้วยเมื่อครู่วางลงไปในหลุมนั้นก่อนที่จะกลบลง
“ข้าช่วยนะ” ภูติกวางน้อยเอ่ยในขณะที่ปากนั้นกำลังคาบหินก้อนหนึ่งอยู่ ซึ่งแน่นอนว่านี่ทำให้เอริคถึงกับผงะไปครู่หนึ่งด้วยความทึ่ง ทว่าก็ยังให้คงหยิบหินนั้นไปวางไว้บนหลุมที่ตนนั้นได้กลบเอาไว้อยู่ดี โดยมีเจ้ากวางน้อยที่คอยช่วยหยิบหินมาส่งให้เรื่อย ๆ จนกองเป็นพะเนินสูงถึงหน้าแข้ง
“อื้ม คงจะประมาณนี้แหละนะ” เอริคก่อนก่อนที่จะปักดาบยังในมือลงตรงปากหลุมแล้วจึงประกบมือทำสมาธิครู่หนึ่งโดยมีเจ้ากวางน้อยยืนอยู่เคียงข้าง
“ว่าแต่เจ้าภูติกวางน้อย เจ้ามีชื่อเรียกรึเปล่า” ชายหนุ่มเอ่ยถามก่อนที่เจ้ากวางจะหันขวับกลับมามองหน้าชายหนุ่มด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ทะ ท่านชอบข้าหรือถึงได้เอ่ยถามอะไรเช่นนี้” เจ้ากวางน้อยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเคอะเขิน
“ชอบสิ ข้าน่ะนะชอบสัตว์ทุกชนิดแหละ เอ่อ ว่าแต่เจ้าเองก็เป็นภูตินี่นะ อืม...แต่ก็เป็นรูปลักษณ์ของกวางน้อยอยู่ดีนี่นา...” แน่นอนว่าเจ้ากวางน้อยนั้นไม่ได้ยินประโยคหลังที่ชายหนุ่มได้เอ่ยเอื้อนออกมาเลยแม้แต่น้อย
‘ชอบสิ ชอบสิ ชอบสิ’ คงจะมีเพียงแค่ประโยคนี้เท่านั้นที่เจ้ากวางน้อยได้ยิน และกำลังวิ่งวนอยู่ในหัวจนแก้มที่เต็มไปด้วยขนขาว ๆ นั้นกลายสีเป็นชมพูระเรื่อ
“เช่นนั้นท่านก็จงเรียกชื่อ โมราน่า ดูสิ” ร่างน้อยเอ่ยก่อนที่จะก้าวถอยห่างออกจากร่างของเอริคไป
“โมราน่า”
“ค่ะนายท่าน” พลันวงเวทขนาดใหญ่ก็ได้ปรากฏขึ้นเบื้องล่างของกวางน้อยจนเป็นให้เอริคถึงต้องกระโดดถอยห่างออกไปอย่างทันทีทันใด
“นะ นั่นเจ้าทำอะไรน่ะ!” ไม่ทันที่เจ้าตัวจะได้รู้คำตอบก็วงเวทขึ้นเบื้องล่างของเจ้าตัวขึ้นเช่นกัน
“พันธสัญญาสมบูรณ์แล้ว จากนี้ไปข้าและท่าน เราจะผูกพันกันด้วยวิญญาณ” สิ้นคำกล่าวร่างของภูติกวางน้อยนาม โมราน่า ก็ได้ปกคลุมไปด้วยหมอกควันที่แผ่ไอเย็นออกมา
“ดะ เดี๋ยวก่อน! เจ้าว่าอะไรนะ!?” แน่นอนว่าชายหนุ่มนั้นไม่รู้เลยว่าตนเองได้ทำสัญญากับภูติตรงหน้าตนไปแล้ว
“ไม่ใช่เจ้าซักหน่อย โมราน่าต่างหากล่ะ” เสียงของหญิงสาวดังกระซิบอยู่ข้างใบหูของชายหนุ่มในขณะที่เจ้าตัวกำลังให้ความสนใจอยู่กับกลุ่มหมอกควันตรงหน้า และภาพที่ปรากฏก็คือภาพของหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาวอันแต่งแต้มไปด้วยลวดลายของดอกไม้ที่มองดูช่างเข้ากับรูปร่างอันอ้อนแอ้นอรชรนั่นอย่างไร้ที่ติ แต่ทว่าสิ่งที่มองดูหน้าสะดุดตาเป็นพิเศษนั้นก็คือผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์ที่วางพาดอยู่บนไหล่เล็กนั่น ที่มองดูฟูฟ่องในชนิดที่ใครเห็นก็คงอยากจะซุกหน้าลงใส่มันอย่างไม่ต้องสงสัย
“แว๊ก!” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอย่างตกใจก่อนที่กระโดดถอยออกไปอีกครั้งด้วยความเร็วเต็มที่ จนทำให้พื้นที่ตนยืนอยู่เมื่อครู่นั้นกระจุยออกเป็นรอยบุ๋ม “ทะ ท่านเป็นใครกัน!? แล้วเจ้ากวางน้อยล่ะ”
“ไม่ใช่ท่าน และก็ไม่ใช่เจ้ากวางน้อยด้วย โม-รา-น่า เองค่ะ” รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏขึ้นบนริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ พร้อมกับใบหน้าอันงดงามที่กำลังกรอกตาไปมาอย่างเคอะเขิน ก่อนที่จะค่อย ๆ นั่งคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องล่าง “นายท่านกำลังจะเดินทางไปยังที่ใดหรือ”
“มะ มหานครเซนต์เบิร์กน่ะ แต่เดี๋ยวก่อน ข้าว่าเรามีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกันนะ” เอริคกล่าวขึ้นก่อนที่จะค่อย ๆ เดินก้าวตรงเข้ามายังร่างตรงหน้าอย่าง
“เรื่องอะไรหรือคะ” เสียงใสกล่าวขึ้นถามพร้อมกับเอียงคอเล็กน้อยด้วยท่าที่สงสัย
“ก็ที่เรื่องพันธะสัญญาเมื่อครู่ยังไงเล่า” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับจ้องไปที่ร่างหญิงสาวตรงหน้าสลับกับมองพื้นไปมาอย่างไม่กล้าสบตา
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ เป็นพันธะสัญญาที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว สังเกตจากการที่ข้าเองได้รับร่างเดิมกลับคืนมา” โมราน่ากล่าวก่อนที่จะยกมือขึ้นกำประสานกัน “ระ หรือว่าท่านไม่ต้องการข้าหรือเจ้าคะ นายท่านเอริค...”
“มะ ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าแค่ไม่เข้าใจเรื่องพันธะสัญญาที่ว่าเฉย ๆ ว่าแต่รู้จักชื่อข้าได้ยังไงกัน”
“กระเป๋าเจ้าค่ะ” โมราน่ากล่าวก่อนจะชี้นิ้วไปยังกระเป๋าสัมภาระของเจ้าตัวที่ยังคงทั้งอยู่ที่เดิม “ด้านหลังกระเป๋ามีตัวอักษรเขียนเอาไว้ว่า กระเป๋าของเอริคหลานชายสุดที่รักของขะ...”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว! หยุดพูดเถอะนะ” เอริคกล่าวพร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นมาปรามด้วยความเขินอาย ซึ่งทำเอาหญิงสาวนั้นถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ตะ แต่ข้าไม่เคยทำพันธะสัญญามาก่อนเลย และข้าเองก็ไม่ได้มีบ้านหรือที่อยู่อะไรเป็นหลักเป็นแหล่งในครานี้ด้วย” ชายหนุ่มกล่าวก่อนที่จะเดินตรงไปยังสัมภาระของตนเอง “ทำพันธะสัญญากับข้าแบบนี้จะดีงั้นเหรอ”
“การนำพาสิ่งเหล่านั้นมาให้นายท่านต่างหากที่เป็นหน้าที่ของภูติอย่างข้า เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้เป็นกังวลไปเลยนะเจ้าคะ”
“อะ อืม เช่นนั้นแล้วข้าก็ขอแนะนำตัวอีกครั้ง ข้าชื่อ เอริค คิวโอเลแกรน อย่างที่ข้าได้เอ่ยเอาไว้เลยว่าข้าไม่เคยทำอะไรพวกนี้มาก่อน หากแต่จากนี้ได้เราก็คงอยู่ด้วยกันอะไรทำนองนั้นสินะ” ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเกรง ๆ เพราะถึงแม้เจ้าตัวนั้นจะไม่ได้มองว่าการมีพันธะสัญญาเป็นเรื่องแย่อะไร อีกทั้งโมราน่าเองก็ดูเป็นภูติที่หาได้ดูเลวร้ายสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าค่ะ!” เสียงใสเอ่ยตอบรับก่อนที่จะค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นยืนพร้อมกับใส่มือเรียวทั้งสองปัดไปที่ชุดของเธอสองสามที
“เอาล่ะ เราอาจจะต้องเดินทางไกลซักหน่อย เจ้าวิ่งไหวไหม” เอริคกล่าวก่อนที่จะสะพายกระเป๋าขึ้นหลังของตนเพื่อเป็นสัญญาณว่าพร้อมออกเดินทางต่อแล้ว
“วิ่งทำไมหรือเจ้าคะ เราเปิดเวทเคลื่อนย้ายจากที่นี่ไปก็ได้นี่”
“อื้มจริงของเจ้าแหละนะ แต่ข้าทำอะไรแบบนั้นไม่ได้น่ะสิ” เอริคกล่าวพร้อมกับยกแขนขึ้นกอดอก “ถ้าเพียงแค่ข้าใช้เวทเคลื่อนย้ายนั่นได้ล่ะก็ คงจะประหยัดเวลาลงไปได้เยอะเลยทีเดียว”
“อ๋อ ถ้าเช่นนั้นให้เป็นฝีมือข้าเอง!” ว่าจบร่างบางก็ค่อย ๆ กางแขนออกมาพร้อมกับหลับตาพริ้มลง เพียงครู่เดียวก็ปรากฏวงเวทขึ้นเบื้องหน้า “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“นะ นี่มันสุดยอดไปเลยนะเนี่ยโมราน่า ว่าแต่มันจะไม่เป็นอะไรจริง ๆ สินะ” แน่นอนว่านี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยสำหรับเอริคที่จะต้องก้าวเข้าไปในวงเวทที่ตนมิได้คุ้นเคยมาก่อน หากแต่ว่านี่ดูจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับตนและโมราน่า เพื่อที่จะได้เดินทางไปถึงตัวนครได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีเวลาให้ตนได้พักผ่อนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
“จุดหมายปลายทางอยู่ที่มหานครเซนต์เบิร์กแน่นอนเจ้าค่ะ” ร่างนั้นกล่าวขึ้นยิ้มร่าพร้อมกับผายมือไปยังวงเวทตรงหน้าของตน หากแต่เรื่องที่ชายหนุ่มกังวลนั้นหาใช่เรื่องนั้นไม่ แต่ทว่า...
“ยอดเยี่ยม งั้นเราก็ไปกันเถอะ” เอริคกล่าวก่อนที่จะก้าวขาเข้าไปในทันทีโดยไม่มีการซักถามอะไรต่อ ทว่าจู่ ๆ ร่างหญิงสาวนั้นกับขมวดคิ้วลงในขณะที่มองผู้เป็นนายของต้นก้าวข้ามวงเวทไป
“ว่าแต่เหมือนว่ามันจะมีขั้นตอนอะไรบางอย่างก่อนเข้ารึเปล่าน้า...แต่ก็ช่างเถอะ! ข้าลืมไปแล้วล่ะ แฮะ ๆ” เสียงของหญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างฉงนกับตนเอง แต่ทว่าก็ปล่อยเรื่องดังกล่าวผ่านไป ก่อนที่จะก้าวขาเข้าตามเอริคเข้าไปอย่างไม่รอช้า
ทว่าแม่นางผู้นี้ไม่รู้เลยว่า เรื่องที่นางได้ลืมไปนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เป็นนายของตนมีแผลในใจกับวงเวทเคลื่อนย้ายไปอีกนานเลยทีเดียว
“ระ รอข้าเดี๋ยวนะ” ข้าเอ่ยขึ้นบอกโมราน่าในทันทีที่หลุดออกมาจากวงเวทเคลื่อนย้าย ก่อนจะหันซ้ายขวาแล้วดิ่งตัวเข้าพุ่มไม้ในสายตาไปในทันที
“แอว่ก!” แน่นอนว่าความรู้สึกแรกหลังจากที่ข้าก้าวขาออกมาจากวงเวทเคลื่อนย้ายนั้นก็คือ! การคลื่นไส้ขนาดหนักในชนิดที่ข้าไม่เคยเป็นมาก่อน และข้าจะไม่ขอเอ่ยเกี่ยวกับความรู้สึกในการใช้เวทย์เคลื่อนย้ายครั้งแรกของข้าให้ใครที่ไหนฟังอย่างแน่นอน ถ้าเกิดมีใครถามข้าล่ะก็ข้าจะโกรธมันผู้นั้นจนกว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงเป็นสีเขียวเลยเอา! ทั้ง ๆ ที่ข้าคิดมาเสมอว่าการไปไหนโดยใช้วงเวทเคลื่อนย้ายนี่มันคงจะเป็นอะไรที่สะดวกสบาย แต่ที่ไหนได้! ข้ากลับต้องมาคายของเก่าออกจนเกือบหมดตัวเช่นนี้ ข้าจะจดจำฝังใจไปกับประสบการณ์ครั้งนี้ไม่มีเลือนเลย ว่าก็ว่าเถอะข้าเสียดายเจ้าอาหารพวกนี้เหลือเกิน
“อา...” แต่จะว่าไปแล้วนี่ข้าถึงหน้าเมืองเซนต์เบิร์กแล้วนี่นา คงต้องไปขอบคุณโมราน่าเสียหน่อยล่ะถึงข้าจะเสียอาหารที่เพิ่งจะกินไปจนหมดตัวก็เถอะนะ
ข้าค่อยๆเดินออกมาจากทางป่าที่อยู่บริเวณข้างหน้าของนครเซนต์เบิร์กพร้อมกับได้ชื่นชมความงดงามตรงหน้านครแห่งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะหลังจากที่ข้ามาถึงข้าก็รีบวิ่งพุ่งตัวเข้าไปในป่าเลยนี่นะ ส่วนเหตุผลนั้นคงไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงมันล่ะ! “อ๊ะ! นั่นโมราน่านี่นา” ข้ารีบสาวเท้าเดินตรงไปหาโมราน่าที่ยืนรอข้าอยู่ตรงบริเวณทางเข้าหน้าเมืองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“รอข้านานรึเปล่า” นางหันมาทางข้าในทันทีที่มาถึงแล้วจึงฉีกยิ้มกว้างให้ข้าคราหนึ่ง
“ไม่นานหรอกค่ะท่านเอริค...ว่าแต่ท่านไปไหนมาหรือเจ้าคะ” เอ่อ...คือข้าจะตอบเจ้าว่ายังไงดีล่ะ
“อ้อ! เมื่อครู่ข้าตื่นเต้นกับสภาพธรรมชาติไปหน่อยน่ะ ฮะๆๆ” ข้าหัวเราะแหยๆให้นาง เอาจริงๆแล้วข้าก็โกหกไม่ค่อยจะเก่ง อีกอย่างข้าเองก็ไม่ชอบที่จะโกหกด้วย นี่ข้าพูดเรื่องจริง ๆ นะ แต่ครั้งนี้ที่ข้าทำไปก็เพราะข้าไม่อยากให้โมราน่าเห็นข้าเป็นคนแปลก ๆ ล่ะนะ
“งั้นหรอกเหรอเจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นแล้วเราเข้าไปในเมื่อกันดีกว่าค่ะนายท่าน” นางไม่ว่าเปล่าแต่เอื้อมมือมาจับมือข้าไว้ แล้วจึงจูงตรงเข้าไปในเมือง และในทันทีที่ข้าก้าวเข้ามาในเมืองนั้นข้าก็ได้เห็นกับความพลุกพล่านของเหล่าผู้คนและพ่อค้าแม่ค้าที่ต่างเข้ามาค้าขายและเดินจับจ่ายซื้อของกันอยู่อย่างคับคั่งในเมืองอันแสนจะเจริญรุ่งเรืองแห่งนี้ ข้าว่านั่นคงจะเป็นเพราะจะมีการสอบอัศวินขึ้นในไม่ช้าผู้คนเลยต่างพากันมารอดูการสอบ หรือไม่ก็คงจะมาของเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของตนนั่นล่ะนะ จะว่าไปแล้วบ้านเรือนที่นี่ปลูกขึ้นมาได้สวยงามใช่เล่นเลยนะเนี่ย ทั้งหลังเล็กหลังใหญ่คละกันสลับไปมาอย่างน่ามองน่าชมไม่น้อย ข้าล่ะนับถือผู้คนในเมืองนี้เสียจริง ๆ เลยที่สร้างที่อยู่ได้งดงามน่าอยู่เช่นนี้ เพียงแต่ผู้คนที่นี่ดูจะเบียดเสียดไปหน่อยล่ะนะ
“คนเยอะจริง ๆ เลยนะเนี่ย...อะ เอ๊ะ โมราน่า โมราน่า! ” ข้าหันมองหาโมราน่ารอบรัศมีตัวเองทันทีที่ไม่เห็นนาง ทั้งๆที่นางเป็นคนพาข้าเดินเข้าเมื่อครู่มาแท้ๆ แต่นางกลับหายไปเองเสียอย่างงั้น แย่ล่ะสิข้าพึ่งมาเมืองนี้ได้ไม่นานแถมยังเป็นครั้งแรกเสียด้วยแล้วข้าจะไปหานางที่ไหนล่ะเนี่ย! เมื่อครู่ที่เดินผ่านมาข้าเหมือนเห็นตรอกเล็กๆอยู่ข้าไปหานางที่นั่น คงจะดีกว่าที่คนเยอะ ๆ ล่ะมั้งนะ
ข้าไม่คิดเปล่าแต่เดินย้อนกลับไปในตรอกนั่นอย่างทันท่วงทีเพื่อที่จะได้หาโมราน่าให้พบโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ดำเนินการขั้นต่อไปได้
ข้าคิดไปเดินไปได้ไม่นานข้าก็รู้สึกเหมือนกับว่าชนเข้ากับอะไรบางอย่างและทำให้สิ่งนั้นกระเด็นลงไปกองกับพื้น
“หืม”ข้าชายตามองไปยังสิ่งที่ข้าชนกระเด็นไปเมื่อครู่แล้วก็เห็นร่างหลายสิบร่างของชายวัยฉกรรจ์ที่กำลังมองมาที่ข้าเป็นตาเดียว เอ่อ...ข้าไปทำอะไรให้พวกเจ้ากันนะ
ข้าลองลดตาลงมองต่ำลงก็เห็นร่างของชายร่างเล็กอีกคนที่กำลังนั่งอยู่ที่พื้นด้วยสีหน้าเบี้ยวบิด ที่ผสมไปด้วยความเจ็บปวดและโทสะ
“เห้ย! ไอ้เจ้าผมประหลาด เจ้าอยากตายนักรึไง!” เสียงนั้นดังขึ้นจากชายที่นั่งทำหน้าบิดเบี้ยวเมื่อครู่ที่ดันตัวลุกขึ้นมาได้
“เอ่อ...ข้าต้องขอโทษด้วยขอรับ ที่ข้าไม่ได้เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” ข้ากล่าวขอโทษแล้วทำทีจะเดินต่อไป แต่ก็คงจะไม่ได้เหมือนว่าเจ้าพวกนี้มีเรื่องจะคุยกับข้าต่อ
“เห้ย! เจ้าคิดว่าขอโทษเฉย ๆ แล้วมันจะหายงั้นหรอฟะ ไอ้บ้านนอก” ชายร่างเล็กรีบเดินตรามาหยุดขวางตรงหน้าข้าพร้อมกับใช้สายตาคู่นั้นมองดูตัวข้าตั้งแต่หัวจรดพื้นแล้วจึงเผยรอยยิ้มที่มุมปากขึ้น
“มีอะไรงั้นหรือขอรับ” หรือว่านี่จะเป็นเรื่องพื้นฐานที่จะต้องใช้ในการต้อนรับของผู้คนในเมืองนี้กันนะ
“มีอะไรงั้นหรอ ถามได้ตลกดีนี่ไอ้กร๊วก! ฮ่าๆ พวกเรา ต้อนรับเจ้าผมฟ้านี่หน่อยดีกว่า ข้าอยากซ้อมมือก่อนเข้าโรงเรียนอัศวินสักหน่อยด้วย” จะต้อนรับข้างั้นหรือ พวกในเมืองนี่ช่างใจดีกันจริง ๆ ถึงแม้จะเป็นการใช้กำลังกันก็เถอะนะ
“พวกท่านจะต้อนรับข้างั้นหรือ” ข้าเอ่ยในขณะที่ยกมือขึ้นมาขึ้นมาตั้งการ์ดไว้ เนื่องจากดาบสั้นของข้านั้นได้สลายไปกับการต่อสู้ก่อนหน้านี้แล้ว
“หึ พวกเรา! ต้อนรับไอ้เจ้าบ้านี่กัน!” ชายร่างเล็กพูดจบ เจ้าตัวใหญ่คนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังก็พุ่งตัวเข้าปล่อยหมัดใส่ข้าทันที ซึ่งข้าเองก็รับหมัดของเจ้านั่นไว้ด้วยมือข้างหนึ่งพร้อมกับใช้แรงผลักให้ร่างนั้นล้มจ้ำเบ้าลงไป
“นี่ไม่คิดว่าทำเกินหน่อยรึ” แน่นอนว่าหมัดรุ่น ๆ นั่นอาบเอาไว้ด้วยเวทเสริมกำลังอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นี้ถ้าเกิดเป็นคนธรรมดาโดนเข้าไปล่ะก็ ต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างไม่ต้องสงสัย
“จะเล่นกันอย่างนี้สินะ” ข้าเอ่ยขึ้นในขณะที่ชายอีกคนหนึ่งเริ่มร่ายเวทย์อะไรบางอย่างขึ้นมา ก็เลยแน่ใจได้ว่าพวกคนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจอะไรที่ข้าเอ่ยเลยแม้แต่น้อย
“งั้นสินะ” ข้าส่งยิ้มให้พวกตรงหน้าเป็นสัญญาณว่า ข้าได้รับการต้อนรับของพวกเจ้าแล้ว ก่อนที่จะซัดพลังเวทก้อนหนึ่งเข้าใส่ท้องชายผู้ที่กำลังร่ายเวทอยู่นั่นจนกระเด็นออกไป ซึ่งแน่นอนว่าข้าเบามือลงแล้ว
“เจ้าทำได้ยังไงกัน!” ชายผู้ริเริ่มกิจกรรมนี้เอ่ยขึ้นถามมาด้วยน้ำเสียงที่ออกจะตระหนกน้อย ๆ
“พอดีข้าฝึกหนักนิดหน่อยน่ะ” ข้าเอ่ยก่อนที่จะยกหมัดขึ้นมา โดยไม่ลืมที่เสริมพลังเวทลงไปด้วย “เอาล่ะนะ!”
ข้าพุ่งตัวใส่กลุ่มเจ้าตัวใหญ่ที่อยู่ด้านหลังด้วยความเร็วประมาณหนึ่งก่อนที่จะลงมือจัดการเจ้าถิ่นพร้อมกับเสียงเชียร์ที่ค่อย ๆ ดังขึ้นจากผู้มองดูเหตุการณ์จากทั้งสองฝั่งของตรอก
“เล่นมันเลยเจ้าหนุ่ม เอาให้มันคะมัมไปเลย!!”
“อย่ายอมแพ้ไอ้พวกจอมกร่างนี่นะพี่ชาย!”
ตูม!! เสียงระเบิดดังรอดออกมาจากตรอกเล็กพร้อมกับเสียงเชียร์ของผู้คนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ส่งเสียงโห่ร้องออกมาอย่างสะใจในขณะที่ร่างหนึ่งเพิ่งจะตระหนักได้ว่าได้ลืมอะไรบางอย่างไป
“เอ๋...อ่าว ท่านเอริคหายไปไหนกันนะ” ร่างบางของหญิงสาวที่กำลังถืออาหารและขนมกำลังมองไปรอบๆตัวอย่างร้อนรนแต่อิทธิพลของอาหารในมือของตนนั้นก็ดูจะมากกว่าการตามหาเจ้านายของตัวเองเสียด้วย
“ทำยังไงดี...” เธอใช้นิ้วชี้จิ้มที่ปลายคางอย่างใช้ความคิดและด้วยใบหน้าและแววตาอันน่ารักไร้เดียงสานั้นก็ได้ทำให้เธอดูจะเป็นจุดสนใจของเหล่าบรรดาหนุ่มๆไม่น้อย
“อื้ม!” เธอใช้กำปั้นทุบมือเหมือนคนที่พึ่งจะคิดอะไรออก “สงสัยคงจะกำลังไปเดินเที่ยวชมเมืองอยู่สินะ อีกอย่างท่านเอริคคงไม่เป็นอะไรหรอก เพราะงั้นตอนนี้ ช้าขอกินก่อนล่ะนะ งั่มๆๆ อื้ออ!!” แล้วสุดท้ายเธอก็เลือกสิ่งที่เธอต้องการที่สุดนั่นก็คือ ‘กิน’ นั่นเอง (ช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน)
“โห สุดยอดชะมัด ตัวคนเดียวแต่เล่นเจ้าพวกนั้นซะอยู่หมัดเลย ข้าล่ะไม่อยากจะเชื่อ” ข้าได้ยินเสียเอ่ยดังขึ้นจากชายร่างท้วมผู้หนึ่งที่ค่อย ๆ ล้วงถุงบางอย่างให้กับชายร่างเล็กด้วยสิหน้าซังกะตาย “รู้งี้เลือกข้างเจ้าหนุ่มนี่ไปดีกว่า แหม๋!”
“เอาน่านะ คนเรามันก็เดินทางผิดกันบ้าง มันทำให้เราเติบโต คิคิ” ชายผู้รับถุงนั้นไปเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเดินตรงมาที่ข้าที่ยืนมองดูการกระทำดังกล่าวอย่างงงงวย แน่นอนว่าข้าไม่เข้าใจเลยซักกะนิด
“ยอดเยี่ยมมากพี่ชาย! ฝีมือพี่ชายนี่มันของจริงเลยนะเนี่ย คงจะมาคัดเลือกเป็นอัศวินละซิถ้า!”
“อ่ะ เอ่อ ใช่ขอรับ” ข้าเอ่ยตอบก่อนที่จะเอามือขึ้นลูบหัวแก้เขิน
“ฮ่า ๆ นั่นไงข้าว่าแล้วเชียว” ร่างนั้นว่าก่อนที่จะใช้มือข้างที่ยังว่างอยู่ตบลงบนบ่าข้า “สู้เข้าล่ะ ท่านอนาคตอัศวิน!”
“ขะ ขอรับ” ข้าเอ่ยขึ้นตอบก่อนที่ร่างนั้นจะเดินจากไปพร้อม ๆ กับคนอื่น ๆ ที่ก็ค่อย ๆ แยกย้ายกันไปตามทางของจน
“อืม...อา ว่าแต่นี่ข้าทำเกินไปรึเปล่านะ” แต่ก็ช่างเถอะ ดูจากการกระทำของคนกลุ่มนี้และปฏิกริยาที่ผู้คนโดยรอบแสดงออกมาแล้ว นี่คงจะไม่มากไปหรอกกระมัง “เอ้อ โมราน่า!”
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มผู้สะพายกระเป๋าหนังเก่ากับตรึกับกล่องที่มองดูยาวแปลกตาได้ก้าวเดินออกจากตรอกซอยแห่งนี้ออกไป พร้อมกับร่างของเหล่าชายฉกรรจ์ที่กำลังนอนนับดาวอย่างขยันขันแข็งบนพื้นอยู่ด้านหลัง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อพวกเขาเหล่านี้ตื่นขึ้นมา ก็คงจะเข็ดหลาบกับการต้อนรับผุ้อื่นไปอีกนาน โดยเฉพาะชายร่างเล็กที่ัยังคงมีน้ำตาไหลพรากออกมาแม้ใบชณะที่ตนยังคงหมดสติอยู่
และในที่สุดข้าก็หาโมราน่าเจอจนได้ หลังจากที่ได้พบนางที่กำลังตะเวนซื้อของกินอยู่อย่างบ้าคลั่ง
“โมราน่า” ข้าเรียกนางเสียงเข้มพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก
“คะ” โอโหนั่นนางคงจะหิวมากแน่ ๆ ก็นางกินซะจนแก้มตุ่ยออกมาเสียขนาดนั้น
“ที่หลังเจ้าไปไหนบอกข้าหน่อยสิ”
“นะ นี่หรือว่านายท่านเป็นห่วงข้าหรือ” หึ๊! คำตอบของข้ามันลึกซึ้งกว่านั้นเยอะน่า!
“ข้ากลัวหลงน่ะ” อะ เอ่อ แล้วเจ้าจะทำหน้ามุ่ยใส่ข้าทำไมล่ะนั่น? นี่ข้าพูดความจริงนา ขืนหลงกันไปอีกล่ะก็รับรองได้เลยว่าคืนนี้คงไม่ได้นอนพักกันเป็นแน่
“เชอะ!” จู่ๆนางก็สะบัดหน้าหันไปทางอื่นซะงั้น นี่ข้าผิดอะไร!?
“อะ อ้าว น้องสาวคนสวย สนใจไปเที่ยวกับพวกข้าไหมจ๊ะ เดี๋ยวพวกข้าเลี้ยงเอง ฮ่าๆๆ” ร่างหนึ่งของชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นก่อนที่จะใช้มือคว้าจับเข้าที่ต้นแขนของโมราน่าอย่างถือวิสาสะ
“ข้าจำไม่ได้ว่ามีพี่ชายด้วย แล้วก็ช่วยเอามือของเจ้าออกไปจากแขนข้าได้” สายตาอันเย็นเฉียบจ้องเข้าไปที่เจ้าชายบาปหนาที่ชะตากำลังจะขาด พร้อมกันกับที่มือเล็กเรียวนั้นคว้าหมับเข้าที่มือที่จับอยู่บนต้นแขนของเธอ รอยยิ้มอันเย็นเฉียบถูกส่งเข้าใส่ใบหน้าที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด
“มือสกปรก ๆ ของท่ายนี่ คงจะไม่อยากเก็บไว้ใช้แล้วสินะคะ...”
