ตอนที่ 5.1 ออกเดินทางสู่มหานครเซนต์เบิร์ก (2) จบ
ฟึบ ฟึบ เคร้ง! เสียงฟาดฟันของใบดาบที่ปะทะเข้ากับสนับมืออย่างรวดเร็วและรุนแรงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าจากภาพตรงหน้านั้นดูแล้วความเร็วของอัศวินหนุ่มจะค่อนข้างได้เปรียบกว่าเล็กน้อย
ฉัวะ! และในที่สุดเสียงของใบดาบที่เฉือนเข้าเนื้อก็ได้ดังขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นดาบของอัศวินหนุ่มอย่างไม่ผิดแน่
“ข้ายอมรับก็ได้ว่าเจ้านั้นอาจจะไวกว่าข้า แต่เจ้าจะคงความเร็วแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนกันนะ” เวฟาลกล่าวพร้อมกับยิ้มแยกเขี้ยวอออกมา ก่อนที่จะเอามือลูบลงไปที่รอยฟันกลางหน้าอกของตน “เพราะยังไงเสีย เจ้าก็เป็นแค่มนุษย์”
“ก็จงจำเอาไว้เสียว่าแผลนั่น มนุษย์ผู้นี้เป็นคนฝากเอาไว้ให้กับเจ้า”
“ต้องขอโทษทีต้องทำให้เจ้าฝันสลายนะท่านอัศวิน แต่เจ้าไม่ได้ฝากอะไรไว้กับข้าทั้งนั้น!”
‘ฟื้นฟูบาดแผลได้อย่างงั้นสินะ’ ชายหนุ่มพินิจมองไปยังแผลที่หายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าสิ่งที่เป็นเหมือนเป็นหลักฐานว่าใบดาบของเขานั้นได้ฟาดฟันมันไปแล้วก็คือรอยขาดของชุดเกราะที่ร่างตรงหน้านั้นสวมอยู่ และแน่นอนว่าเขาเริ่มตระหนักได้แล้วว่าปีศาจตนนี้หาได้ใช่ปีศาจธรรมดาไม่ แล้วแผนการของพวกมันล่ะ คืออะไรกัน
“อื้ม เอาไว้ข้าค่อยทำมันขึ้นมาใหม่ก็ได้” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับทิ้งความแคลงใจเอาไว้ข้างหลัง แล้วจึงพุ่งตรงเข้าใส่ร่างตรงหน้าอีกครั้งอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ทว่าในครานี้ปีศาจตรงหน้าตนนั้นหาได้มีท่าที่ว่าจะขยับเคลื่อนหลบไปเลยแม้แต่น้อย
“หึ” ร่างปีศาจแสยะยิ้มแยกเขี้ยวพร้อมก่อนที่จะกางแขนออกราวกับกำลังเชื้อเชิญให้คมดาบนั้นเชือดเฉือนลงบนร่างของตนเสีย
ฉั่ว! ฉั่ว! ฉั่ว! เสียงของคมดาบเฉือนเนื้อดังขึ้นซ้อนกันอย่างรวดเร็วสามครั้ง พร้อมกับเลือดที่กระฉูดออกมาจากร่างของปีศาจที่ซึ่งค่อย ๆ ทรุดตัวล้มลงไปกองกันพื้นโดยมีช่วงอกและแขนทั้งสองข้าที่ถูกฟัดแยกออกจากกัน
“ยอมตายอย่างนั้นรึ” ชายหนุ่มกล่าวก่อนที่จะกวาดสายตามองไปยังเลือดสีดำสนิทที่กระเซ็นเปรอะไปทั่วทั้งตัวและชุดเกราะของเขา “หรือว่าเลือดนี่!”
“ฮะ ฮะ ฮ่า เจ้าคงจะรู้ตัวแล้วสินะ ท่านอัศวินคนเก่ง!” เสียงกล่าวนั้นดังขึ้นจากร่างที่ขาดเป็นสามท่อนอย่างได้ใจ แต่ทว่าครู่หนึ่งก็เกิดแสงสีม่วงชวนน่าขนลุกสว่างจ้าขึ้นตรงบริเวณรอยแผล ก่อนจะปรากฏเหมือนลักษณะของมืออันเหี่ยวซีดที่ค่อย ๆ ยืดออกมาจับชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ขาดออกแล้วจึงดึงเข้ามาประสานให้กลับไปเป็นดังเดิม “ข้าไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะมีผู้ใดในภพมนุษย์ที่ใช้ดาบเงินดาษ ๆ นั่นฟันข้าขาดออกเป็นสามท่อนได้”
“อะ อ่า ความเร็วของเจ้าก็น่าประทับใจ แต่ทว่ามีประเด็นหนึ่ง ที่พวกอัศวินเก่ง ๆ ควรจะรู้” เวฟาลกล่าวก่อนที่จะค่อย ๆ ยืนตัวขึ้นยืนอย่างสบายใจ แต่ที่น่าแปลกก็คือร่างของอัศวินนั้นมิได้หันกลับมา แต่กลับคงท่าเดิมเอาไว้อย่างไม่ไหวติง
“คำสาปสินะ...” เขากล่าวขึ้นก่อนที่จะปล่อยให้พลังเวทของตนอาบไปทั่วร่างราวกับคนที่กำลังโดนเพลิงลุกไหม้
“หืม เวทชั้นสูงเรอะ!” เวฟาลกล่าวขึ้นก่อนที่จะส่งเสียงสั่นเครือในลำคอ “ดูเหมือนว่าข้าจะเจอตอเข้าให้แล้วสินะ ชิ”
ไม่รอให้ทันตั้งตัว เวฟาลจมเขี้ยวของตนลงไปบนมือทั้งสองที่ละข้างจนเลือดไหลหยดท่วมไปทั่วทั้งอุ้งมือแล้วจึงวาดมือไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว หมายจะกระเซ็นหยดเลือดไปยังร่างตรงหน้า แต่ทว่าไม่ทันที่หยดเลือดนั้นจะได้ถึงตัวก็โดนไอเวทที่แผ่ออกมาจากร่างของอัศวินหนุ่มเผามันจนหายไปเสียก่อน
“ชิ!” เวฟาลแค่นเสียงขึ้นก่อนที่จะกางกรงเล็บในมือของตนออก “พอกันที! หมดเวลาเล่นกับเจ้าแล้ว!” ร่างปีศาลโค้งตัวลงก่อนที่จะดีตัวด้วยพลังขาอันมหาศาล ส่งให้ร่างนั้นพุ่งตรงเข้าหาอัศวินหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“ถ้าท่านพี่รู้เข้าล่ะก็ ข้าคงมีหวังได้ถูกสั่งให้นั่งอ่านหนังสือเรื่องคำสาปอีกเป็นวัน ๆ แน่” ร่างอัศวินหนุ่มกล่าวก่อนที่จะค่อย ๆ หันกลับมายังร่างของปีศาจที่กำลังพุ่งตัวมาหาตน “เพราะงั้นข้าจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้หลุดไปจากที่นี่แน่”
เกร๊ง! ร่างที่แข็งทื่อเมื่อครู่วาดใบดาบกลับหลังมาสวนเข้าใส่กรงเล็บของร่างปีศาจอย่างทันท่วงที พร้อมกับใบหน้าเหยเกของผู้เข้าจู่โจม
“ที่ข้าต้องทำ ก็แค่เลี่ยงไมให้เลือดเจ้าโดนตัวข้าก็พอ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับใช้ดาบดันตัวร่างตรงหน้าให้ถอยออกไป พร้อมกับพุ่งตัวเข้าฟาดฟันกับคู่ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง
“เจอตัวแล้วนะ เจ้ากว้างน้อย ฮิฮิ” เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของร่างใหญ่ถูกปักเอาไว้ด้วยเศษไม้อยู่จนทั่วร่างกาย แต่ที่ไม่ปกติยิ่งกว่านั้น คือเจ้านี่เป็นปีศาจอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยใบหน้าที่มองดูคล้ายสุกรแต่ทว่าปากยื่นยาวออกมา มือไม้และขาที่เต็มไปด้วยขนคล้ายสัตว์ปีศาจ และที่ชัดเจนมาที่สุดคือ ไอพลังเวทอันวิปโยคที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น
“เจ้าเป็นใคร” ข้าเอ่ยขึ้นถามในขณะที่เดินตรงมาประจันหน้ากับร่างนั้นโดยที่ใช้มือข้างหนึ่งดันเจ้ากวางน้อยไปด้านหลัง
“ขะ ข้าชื่อ ราฮาลส่วนพี่ชายข้าชื่อเวฟาล กำลังเล่นกับเด็กอัศวินอยู่ตรงนู้น...” ร่างใหญ่เอ่ยขึ้นแสร้งทำท่าทีตะกุกตะกักแต่หาได้ซ่อนจิตสังหารที่ตนแผ่ออกมา ก่อนจะชี้นิ้วใหญ่ของตนไปยังจุดที่อยู่ห่างออกไป ซึ่งแน่นอนว่าข้าแสร้งหันมองไปทางที่เจ้านั่นชี้
“ว่าแต่ หัวเจ้า กับดวงตานั่น ขอข้ากินมันเถอะนะ!” เป็นที่แน่แล้วว่าเจ้าตัวยักนี่ไม่ได้มาดี และในทันทีที่สิ้นประโยค
อ้ามมม! ปากของเจ้าปีศาจอ้ากว้างขึ้นพอให้เห็นน้ำลายที่ยืดย้วยกับฟันอันคมกริบที่เรียงรายกันอยู่อย่างสะเปะสะปะ ด้วยสีหน้าพอใจราวเห็นเหยื่อที่กำลังติดกับของตน
“หึ” แต่ก็นะ ข้าคิดไว้แล้วแหละว่าเจ้าจะมาไม้นี้ ก็เลยคว้าดาบสั้นเอาไว้ก่อนแล้ว
กรึบ!! ข้ากระโดดขึ้นหลบองศาการกัดของเจ้าปีศาจจนปากของเจ้านั่นกระทบกันเองเสียงดังสนั่น ก่อนที่จะแทงดาบสั้นในมือลงไปที่บริเวณเหนือปากด้านบน แล้วจึงใช้มือข้างขวาข้างถนัดชกซ้ำลงไปทีบาดแผลอย่างสุดแรงสองครา
“อ๊าก!! ปากข้า! จมูกข้า! ลิ้นข้า อ๊าก!!!” แน่นอนว่าข้าหาได้มีความรู้สึกสงสาร ให้กับเจ้าตัวที่เพิ่งจะงับหัวข้าไปแหมบ ๆ ไม่ แต่ทว่าข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้านี่อยู่
“เจ้าหาตัวภูติตนนี้ไปทำไม?” ข้าเอ่ยก่อนที่จะสะบัดดาบสั้นในมือสองคราเพื่อให้เลือดที่เกาะใบดาบอยู่นั้นกระเซ็นออก เพื่อป้องกันคำสาปเลือดที่จะเล่นงานข้าเอาได้ถ้าโดนเนื้อร่างเข้า
“ตะ ตาย เจ้าต้องตาย!” เพียงพริบตาเดียวร่างใหญ่ที่นอนอยู่หน้าก็ได้ผลักมือดันตัวขึ้นมายืนตระหง่านเช่นเดิม “ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้ง แล้วเคี้ยวหัวบนศพเจ้าเล่นซะ!!”
“ทะ ท่านระวัง!” เสียงลมวูบหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับเสียงของภูติกวางตัวน้อยที่เอริค แต่ทว่าเอริคนั้นหาได้รับรู้ถึงภยันตรายที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาเจ้าตัวไม่
วูม! วูม!! ฉั่ว!! เสียงของสายลมที่พัดวนอย่างบ้าคลั่งหวนกลับมาอีกครั้งอย่างผิดธรรมชาติ แต่ทว่ากว่าที่ชายหนุ่มจะรับรู้ได้ทันร่างของภูติกวางน้อยก็ได้กระโดดเข้าเป็นโล่รับบางสิ่งบางอย่างที่พุ่งตรงเข้ามาใส่ชายหนุ่มจนกระเด็นไปตกอยู่ตรงหน้าของราฮาลเสียแล้ว
“เจ้าอาจจะคิดว่านี่เป็นลมธรรมดา หากแต่ว่ามันคือเจ้านี่ต่างหาก!” ว่าจบร่างใหญ่ก็ผายแขนไปด้านข้างพร้อมกับเสียงลมที่ค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครา
วูม! วูม!! เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกคราแต่ทว่าเอริคสามารถใช้ดาบสั้นในมือของตนปัดป้องเอาไว้ได้ ก่อนที่ต้นตอของสายลมนั้นจะไปหยุดที่มือของราฮาลแล้วจึงเผยสภาพให้เห็นเป็นดาบเล่มใหญ่บนมือ
“ชิ อย่างว่าแหละ ไอ้ลูกไม้ดาบภูติตื้น ๆ นี่มันคงใช้ได้แค่ครั้งสองครั้งล่ะนะ” ราฮาลกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ก่อนที่จะก้าวตรงไปยังร่างของภูติตัวน้องที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้าตน “แต่ถ้าเมื่อครู่เจ้าไม่เข้ามาขวางละก็ เจ้ามนุษย์หน้าโง่นั่นคงโดนข้าตัดหัวไปแล้ว” ราลเอ่ยพร้อมกับใช้มือซ้ายข้างที่ยังคงว่างอยู่คว้าเข้าไปที่คอของภูติกวางน้อยเบื้องล่างของตน แล้วจึงยกร่างนั้นสูดดมครั้งหนึ่ง
“อืม ยังไม่ตาย ยังกินไม่ได้สินะ” ว่าจบก็เขวี้ยงร่างของภูติน้อยในมือไปยังโคนของต้นไม้ยักด้านหลัง แต่ทว่าเอริคสามารถกระโดดตามไปคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่จะม้วนตัวลงมายืนกับพื้นแล้วจึงวางร่างน้อยในอ้อมแขนของตนลงอย่างแผ่วเบา
“ขอบใจเจ้ามากนะ เจ้าภูติน้อย ที่ยอมเจ็บตัวเพื่อปกป้องข้า” ว่าจบเจ้าตัวก็หันหลังกลับไปยังร่างที่กำลังเดินตรงมาหาเจ้าตัวพร้อมกับควงดาบยักในมือของตนไปมาราวกับแท่งไม้ “ข้าจะสะสางเรื่องนี้ให้เจ้าเอง”
ชายหนุ่มเดินตรงไปที่ร่างตรงหน้าพร้อมกับกระชับดาบสั้นในมือของตนเอาไว้อย่างแน่นหนา นัยน์ตาที่เคยเป็นสีครามบัดนี้ได้ทอแสงเรืองรองขึ้นภายในมองดูราวกับมีดวงดารานับพันที่กำลังล่องลอยอยู่ในนั้น
“โฮะ โฮ นี่เดินมาหาข้าเองเลยอย่างนั้นนะหรือ” ร่ายใหญ่กล่าวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้น้ำลายหยดย้อยลงมา “เอาเถอะ ถ้าเจ้ายอมให้ข้าฆ่าเสียดี ๆ ข้าจะแสร้งทำเป็นปล่อยเจ้าภูติชั้นต่ำนั่นหลุดรอดไปซักครั้งก็ได้ ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“นั่นเจ้ากำลังหัวเราะอยู่ ใช่รึเปล่า” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับปล่อยเพลิงสีครามลุกโชนขึ้นบนใบมือของดาบสั้นในมือ “ข้ามองเห็นนะ หัวใจทั้งสองดวงที่กำลังเต้นระรัวอยู่ของเจ้าน่ะ”
“หืม” ร่างใหญ่หยุดนิ่งก่อนที่หรี่ตามองตรงไปที่ร่างตรงหน้าอีกครั้ง “นะ นี่เจ้า!!” ว่าจบร่างใหญ่ก็ไม่รอช้าพุ่งตัวตรงเข้าใส่ชายหนุ่มพร้อมกับง้างดาบในมือที่เคลือบเอาไว้ด้วยพลังเวทเข้มข้น หมายจะสะบั้นร่างของชายหนุ่มให้ขาดออกเป็นสองส่วยเสียบัดเดี๋ยวนั้นแต่ทว่า
ปั่ก! เอริคเอี้ยวตัวหลบนิดหน่อยก่อนที่จะใช้กำปั้นชกไปที่ข้อมือของร่างใหญ่ข้างที่กำลังถือดาบยักนั้นอยู่อย่างรุนแรง ทำให้วิถีของดาบนั้นถูกเบี่ยงออกไปก่อนที่เจ้าตัวจะใช้ดาบสั้นอาบเพลิงเวทสีครามในมือของตน แทงเข้าไปที่กลางทรวงอกของร่างนั้นครั้งหนึ่งทำให้ร่างนั้นหยุดชะงักไป แต่ทว่ายังไม่ทันทันที่เจ้าปีศาจจะได้สูดลมหายใจครั้งต่อไป ชายหนุ่มดึงดาบสิ้นนั้นออกจากทรวงอกของร่างใหญ่แล้วจึงปักมันอีกครั้งตรงกลางหน้าท้องของร่างใหญ่ ก่อนที่เจ้าตัวใช้นิ้วของตนดีดใส่ด้ามดาบเล่มสั้นอย่างแรงคราหนึ่งแล้วจึงกระโดนทิ้งระยะห่างออกมาก
“แอ่ก อั่ก! จะ เจ้า มนุษย์!” ร่างปีศาจพ่นเลือดออกมาจากปากของตนคำโตก่อนที่จะหงายหลังล้มลงไป
“อืม...ว่าอย่างไรรึ” ชายหนุ่มกล่าวในขณะที่กำลังก้าวเดินลงไปยืนข้าง ๆ ร่างที่กำลังสั่นเทิ้ม
“จะ เจ้ากำลังฆ่าข้า เจ้ากำลังฆ่าเราทั้งสอง จะ เจ้า...” เสียงนั้นค่อย ๆ แผ่วลงพร้อมกับม่านตาที่ค่อย ๆ ขยายออกจนหม่นแสงไป “ปลดปล่อยเรา...” สิ้นคำกล่าวเพลิงสีครามก็ลุกขึ้นท่วมร่างใหญ่จนทั่วร่างหากแต่ไร้ซึ่งความร้อนใด ๆ แผ่ออกมา
ผงธุลีค่อย ๆ ลอยล่องขึ้นไปสูงทีละนิด ทีละนิด ปลิวละลิ่วไปตามสายลมที่โบกสะบัด ดวงตาสีครามทอแสงค่อย ๆ หลับพริ้มลงพร้อมกับหย่อนกายลงนั่งบนผืนหญ้าเบื้องล่าง
“เขาได้กลับคืนถิ่นกำเนิดแล้ว” กวางน้อยที่เพิ่งจะพยุงร่างของตนลุกขึ้นได้เอ่ยขึ้น ก่อนที่จะเดินมานั่งลงด้านข้างของเอริค
“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั่น” ชายหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก่อนที่มองลงไปที่ดาบสั้นในมือตนที่ค่อย ๆ กร่อนลงสลายไปบนมือของเขาเนื่องจากไม่สามารถทนต่อพลังเวทที่เจ้าตัวใช้ไปเมื่อครู่ได้ “ใครกันนะที่ทำเรื่องแบบนี้!”
“อึก..แอ่ก!” ร่างของชายหนุ่มอัศวินนั่งทรุดลงไปกับพื้นพร้อมกับพ่นกองเลือดออกมา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงใช้ดาบในมือของตนปัดป้องกรงเล็บอันคมกริบออกไปได้
“เจ้าคงจะรู้ตัวดีอยู่แล้ว แต่ข้าอยากจะย้ำเตือนตัวเจ้าอีกสักครา” เวฟาลกล่าวในขณะที่กระโดดล่นออกไป “เจ้ากำลังโดนผลของพิษจากเลือดข้าที่สัมผัสเข้ากับร่างของเจ้าเมื่อครู่” ว่าจบก็ย่างก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าของอัศวินหนุ่มอีกครั้งที่กำลังใช้ดาบทรงตัวอยู่
“เจ้าน่ะ มันจบเห่แล้ว ถึงแม่ว่าเจ้าจะจัดเป็นอัศวินที่ฝีมือดี แต่ก็ยังคงไร้ซึงประสบการณ์การต่อสู้”
“ขะ ข้ายังไม่ พะ แพ้” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นพร้อมกับเค้นพลังเฮือกสุดท้ายออกมาปรากฏเป็นพลังเวทเข้มข้นไหลผ่านจากร่างลงไปที่ใบดาบก่อนจะเสียบดาบเข้าไปยังทรวงอกของร่างตรงหน้าที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
“กระจุยไปซะ!” ใบดาบที่แทงทะลุทรวงอกเข้าไปส่องแสงเรืองรองขึ้นก่อนที่จะระเบิดออกเหลือไว้เพียงรูโบ๋ ณ ใจกลางลำตัวเท่านั้น
“หึ” เสียงแค่นในลำคอดังขึ้นพร้อมกับบาดแผลที่ค่อย ๆ สมานตัวเข้าหากัน “จงสิ้นหวังเสียเถิดเจ้ามนุษย์อัศวิน ข้าจะเป็นผู้ปลดเปลื้องวาระทั้งหมดให้กับเจ้าเอง!”
“บะ บ้าเอ้ย! เจ้าไม่มีหัวใจรึยังไงกัน!” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนที่จะพยายามใช้เวทสร้างใบดาบขึ้นมาจากด้ามดาบเปล่า ๆ ในมือของตน เนื่องจากใบดาบนั้นสลายไปจากการระเบิดเมื่อครู่
“มี แต่มันไม่ได้อยู่กับข้า ก็เท่านั้นเอง” ร่างนั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับกรงเล็บที่กางออก แล้วจึงใช้เท้าข้างหนึ่งขยี้ลงไปที่ข้อมือข้างที่ถือด้ามดาบของอัศวินหนุ่มอยู่จนหลุดไป
“จะ เจ้าบ้าที่หนีไปนั่น!” เวฟาลเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจคำกล่าวของชายหนุ่ม แต่ทว่าก็หาได้เกิดความตระหนกใด ๆ ไม่
“เจ้านี่มันพวกหัวกะทิหรือยังไงกัน!” ร่างปีศาจกล่าวก้มหน้าลงไปมองใบหน้าของชายหนุ่มใกล้ ๆ “ทัพอัศวินคงจะเสียดายเจ้าชีวิตอันจ้อยร้อยของเจ้าไม่น้อยแน่”
“ฆะ ฆ่าข้าซะสิ! เจ้าชนะแล้ว เจ้าปีศาจ”
“นั่นแสดงให้ข้าได้เห็นถึงการเตรียมใจของเจ้า” เวฟาลกล่าวก่อนจะหลับตาลงครู่หนึ่ง “ข้าจะขอภาวนาให้กับดวงวิญญาณของเจ้าก็แล้วกัน”
เสียงกล่าวจบลงพร้อมกับกรงเล็บของร่างปีศาจที่ง้างขึ้นจนสุดรอบแขน
“ขอเจตจำนงแห่งองค์เทพจงสถิตอยู่กับข้า...” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับหลับตาลงยอมรับความตายที่อยู่เหนือหัวของตนไปเพียงแค่มือเอื้อม
“...” ราวกับทุกสิ่งรอบตัวนั้นนิ่งสงบลงก่อนที่จะมีหยดน้ำบางอย่างค่อย ๆ หยดลงมาสัมผัสกับใบหน้าของชายหนุ่มทีละหยด ทีละหยด
ซ่า! ซ่า! ด้วยจำนวนหยดน้ำที่หยดลงมากขึ้นจนทำให้ชายหนุ่มเข้าใจได้ว่านี่คือสายฝนที่กำลังโปรยลงมาอย่างไม่ผิดแน่
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!” พร้อมกันนั้นเองร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ เบาขึ้น บ่งบอกถึงการจางหายไปของคำสาปเลือดและพิษของปีศาจที่ตนประมือด้วย และไม่ว่าเจ้าตัวจะหันไปยังทิศทางใด ก็ไม่พบร่างของผู้ที่เกือบจะปลิดชีพตนเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเรื่องเมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาอย่างไรอย่างนั้น ทว่าสิ่งที่เป็นเหมือนเครื่องยืนยันเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ก็คงจะเป็นเพียงชุดเกราะหนังของศัตรูที่มีรอยเชือดเฉือนจากคมดาบของเขาที่ถูกกองทิ้งเอาไว้บนพื้นข้างตัว ณ ตำแหน่งเดียวกันกับร่างเมื่อครู่นี้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“นี่บ้าอะไรกันเนี่ย!!!”
