บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5.1 ออกเดินทางสู่มหานครเซนต์เบิร์ก (1)

ออกเดินทางสู่มหานครเซนต์เบิร์ก

ณ ยามสายอันไร้ซึ่งแสงอาทิตย์สาดส่อง แต่ทว่ากลับมีแสงหนึ่งที่กำลังพุ่งตัวลัดเลาะไปตามทางของบริเวณป่าอย่างรวดเร็ว ซึ่งเจ้าของแสงนั้นก็หาได้เป็นคนอื่นใดไม่ หากแต่เป็นเอริคที่กำลังมุ่งหน้าตรงไปยังมหานครเซนต์เบิร์กด้วยความรวดเร็วสูงสุดของเจ้าตัวนั่นเอง

หลังจากที่ได้ล่ำลากับทุกคนแล้ว สิ่งเดียวที่ข้าพอจะทำได้ในครานี้คือ ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างสุดกำลังตามเส้นทางที่ข้าได้เลือกมันเอาไว้

จ๊อก จ๊อก... อ่า ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นแสงอาทิตย์เบื้องบน แต่ข้าก็พอที่จะรับรู้ได้ว่าขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว สังเกตได้จากเสียงร้องเตือนของท้องข้าที่สั่งให้รีบยัดอะไรเติมใส่ลงไปเพิ่ม

“เอาเป็นตรงนั้นก็แล้วกัน” ข้าเลือกโคนต้นไม้ใหญ่โตที่อยู่ห่างออกไปไม่มาก ซึ่งหากลองประมาณจากสายตาดูแล้วขนาดของมันน่าจะราว ๆ สิบคนโอบเห็นจะได้ ต้นไม้ตนนี้ตั้งตระหง่านอยู่อย่างเด่นชัดโดยมีผืนหญ้าเตี้ยที่ขึ้นอยู่บริเวณรอบ ๆ มองดูเหมือนพรมที่ปูเอาไว้ซึ่งแตกต่างจากต้นไม้ต้นอื่น แต่ปัจจัยสำคัญที่ข้าเลือกเจ้าต้นนี้นั่นก็เพราะร่มเงาจากกิ่งก้านสาขาของมันที่อาจจะพอช่วยกันปอยฝนที่อาจจะตกลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ ซึ่งนั่นจะทำให้ตัวข้าและสัมภาระที่พกเอามานั้นเปียกปอนและเสียหายเอาได้

“อ่า” ถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะดูมืดครึ้มไปหน่อย แต่นั่นเองก็เป็นผลดีกับข้าที่อาจจะต้องเดินทางตลอดทั้งวัน เพราะถ้าหากลองกลับกันเป็นแดดส่องสว่างจ้าแทนแล้วล่ะก็ ข้าคงจะต้องเป็นลมลงไปนอนชักกระแด่วตายก่อนที่จะได้ย่างกรายเข้าประตูรั้วเมืองไปได้เป็นแน่

ข้านั่งลงไปบนพื้นหญ้าเบื้องล่างก่อนที่จะเอาถอดกระเป๋าและถุงผ้าที่ได้จากไคลด์ออกมาวางเอาไว้บนตัก แล้วจึงสังเกตมองไปยังภูมิประเทศรอบ ๆ โดยใช้พลังเวทเสริมเพื่อเพิ่มระยะการมองเห็น

“เอาล่ะ มาดูซิว่าถึงไหนแล้ว” ข้าล้วงแขนลงไปในกระเป๋าสะพายหยิบเอาแผนที่ออกมาสังเกตระยะทางและเส้นทางที่จะไปต่อ ซึ่งเจ้าแผนที่นี้จะทำงานหลังจากที่ผู้ใช้ส่งผ่านพลังเวทลงไปซึ่งว่ากันตามจริงแล้วข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจกลไกการทำงานของมันมากนักหรอก หากแต่พอส่งพลังเวทลงไปแล้วมันจะแสดงให้เห็นตำแหน่งและที่อยู่ของผู้ใช้ว่าอยู่ตรงจุดใด โดยเมื่อเราทราบจุดตั้งของเราแล้วเราก็จะสามารถมองออกได้ว่าเราควรจะเดินทางไปในทิศทางใดต่อ

“อืม...ยังอีกไกลพอสมควร แต่ก็ยังดีที่เส้นทางต่อไปยังคงเป็นป่าซะส่วนใหญ่” แน่นอนว่าตัวแผนที่มีการบอกถึงลักษณะภูมิประเทศให้ผู้อ่านได้ทราบด้วย ซึ่งในจุดนี้ข้าขอยกยอสรรเสริญผู้ที่สร้างเจ้านี่ขึ้นมาจากใจเลยเชียวล่ะ

“เอาล่ะ ถึงเวลาของพวกเจ้าแล้ว! พวกข้าสึกทั้งหลาย” ข้าเอ่ยอย่างว่าเล่นก่อนที่จะม้วนเจ้าแผนที่ในมือยัดเก็บลงไปในกระเป๋า แล้วจึงหยิบเอากล่องเสบียงที่เตรียมเอาไว้ออกมา ซึ่งอาหารเสบียงที่ข้าเตรียมมานั่นก็มีเยอะพอสมควรเพราะส่วนนึงนั้นเป็นของที่ท่านปู่เป็นคนจับยัดใส่กระเป๋าให้ ข้าจนเจ้ากระเป๋าแทบปริแตกออกมา อา...ว่าแล้วข้าล่ะก็คิดถึงพวกท่านจริง ๆ

“นี่มันใช่เวลามานั่งคร่ำครวญซะที่ไหนกันเล่าเอริค!” ข้าเอ่ยก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าที่คงจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะนำพาให้ข้าได้เชื่อมต่อกันทุก ๆคนได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นแห่งหนใด ท้องฟ้าผืนนี้ก็จะยังคงเชื่อมต่อกันอยู่เช่นนี้มิได้แบ่งแยกออกจากกัน เช่นเดียวกับสายสัมพันธ์ของข้า กับทุก ๆ คนที่จะยังคงอยู่มิได้ขาดหาย

แป๊ะ...แป๊ะ ข้าใช้มือทั้งสองข้าตบหน้าตัวเองเบา ๆ เพื่อดึงสติอีกคราแล้วจึงลงมือจัดการกับข้าศึกที่ท่านปู่เตรียมมาอย่างเต็มคราบเต็มคราม ซึ่งหลังจากกินเสร็จแล้ว สิ่งต่อไปก็คือฆ่าเวลาเพื่อให้อาหารย่อยไปเสียก่อน และสิ่งที่ใช้ฆ่าเวลาได้ดีที่สุดสำหรับข้านั้นก็คือ การงีบหลับยังไงล่ะ!

“เอาล่ะ!” หลังจากที่ข้านำเอากระเป๋ามาพิงกับโคนต้นไม้ด้านหลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าก็จัดแจงจัดที่ทางให้เหมาะแก่การท่องนิทราของตนเองโดยใช้กระเป๋าที่วางเอาไว้เป็นที่หนุนอิง และด้วยบรรยากาศและภูมิทัศน์ที่รายล้อมนี้แล้ว คงจะไม่มีช่วงเวลาใดที่เหมาะแก่การนอนหลับไปได้มากกว่าตอนนี้อีกแล้วล่ะ

ชายหนุ่มเอนตัวลงพร้อมกับผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ สองสามครา แล้วจึงหลับผล็อยไปทั้งอย่างนั้น สังเกตได้จากการสูดลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะพร้อมเพรียง โดยที่เจ้าตัวนั้นไม่รู้เลยว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังคลืบคลานเข้ามาในเขตแดนแห่งนี้อยู่

ฟึบ วูม... วงเวทเคลื่อนย้ายปรากฏขึ้นพร้อมกับการก้าวย่างออกมาของร่างหนึ่ง

ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองไปรอบ ๆ อย่างพินิจราวกับกำลังมองหาสิ่งที่ตนกำลังตามหาอยู่อย่ากระตือรือร้น ทว่าเต็มไปโทสะ

“เวฟาล! ข้าไม่เห็นต้นไม้ใหญ่ที่เจ้าบอกเลย นี่เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้เปิดวงเวทมาผิดที่อีก หา!” เสียงใหญ่อันแตกพร่าดังขึ้นโวยวายในขณะที่กำลังหมุนตัวมองไปรอบ ๆ อย่างกระฟัดกระเฟียด “ไหนล่ะต้นไม่ใหญ่! มันอยู่ไหน!”

“ราฮาล เงียบปากของเจ้าซักทีได้ไหม มันน่ารำคาญ สมองของเจ้านี่มันคงถูกสลายย่อยออกไปเลี้ยงกล้ามเนื้อโง่ ๆ พวกนั้นอย่างที่ปีศาจตนอื่น ๆ เขาว่ากันจริง ๆ สินะ” เสียงที่ตามหลังดังขึ้นอย่างเหน็บแนมพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างที่ตามมา

แกร็ก แกร็ก เสียงขบเขี้ยวดังขึ้นพร้อมกับการก้าวขึ้นมายืนคู่กันของทั้งสอง ใบหน้าของทั้งสองนั้นมีความคล้ายคลึงกันคือ มีส่วนหน้าที่ยื่นออกมาพร้อมกับเขี้ยวทั้งสองซี่ที่โค้งโง้งออกมานอกบริเวณปาก แขนขาและลำตัวนั้นแซมไว้ด้วยเส้นขนสีดำและน้ำตาล ทว่าความแตกต่างของทั้งสองนั้นก็คือขนาดของร่างกายและอาวุธประจำตัว โดยราฮาลที่มีร่ายกายกำยำและสูงใหญ่น้ำสะพายหลังเอาไว้ด้วยดาบเล่มใหญ่ แต่ส่วนของเวฟาลนั้นสวมเอาไว้เพียงถุงมือเสริมเวทสีขาวที่ตราเอาไว้ด้วยอักขระเวทโบราณสีแดงเข้มเพียงเท่านั้น

“ฮ่า ๆ ๆ จะหมายถึงเจ้าพวกที่โดยข้าเคี้ยวหัวพวกมันเล่นอย่างนั้นเรอะ!” ร่างใหญ่ของวาราลกล่าวขึ้นพร้อมกับหัวร่อออกมาในชนิดที่น้ำลายกระเซ็นไปทั่วบริเวณพื้นด้านหน้า

“นี่เจ้าไปได้เชื้อโสโครกจากไอ้เฒ่าบาสเตียนนั่นมารึไง” ราฮาลกล่าวพร้อมกับหยิบผ้าสีขาวสะอาดออกมาเช็ดไปที่บริเวณแขนของตนที่โดนน้ำลายหยดลงใส่

“เอ้า ขอโทษที ๆ พอดีนึกถึงหน้าของเจ้าพวกนั้นแล้วเกิดหิวขึ้นมาน่ะสิ”

“อืม เรื่องนั้นน่ะเอาไว้ก่อน เราต้องรีบไปทำงานของเราให้เสร็จก่อนที่พวกนักเวทของมนุษย์จะตรวจเจอความผิดปกติของเวทเขตแดน” เวฟาลว่าจบก็ชี้นิ้วของตนไปยังทิศที่มีต้นไม้ต้นมโหฬารตั้งตระหง่านอยู่ “ที่นั่นแหละ เราจะไปจับภูติตนนั้นกันที่นั่น”

“นั่นมันเห็ดยักไม่ใช่เรอะ!” ราฮาลเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นมาเกาหัว ซึ่งนั่นทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างตนนั้นเกิดมีน้ำโหขึ้นมาในทันทีทันใด

“ฟังที่ข้าพูด!” เวฟาลเอ่ยขึ้นก่อนที่ส่งหน้าแข้งของตนเตะเข้าไปยังข้อพับด้านหลังของร่างใหญ่อย่างแรงจนทรุดเข่าลงไปกับพื้นแล้วจึงใช้มือข้างหนึ่งคว้าหมับเข้าไปที่ปอยผมของราฮาลพร้อมกับใช้เท้าข้างหนึ่งยันแผ่นหลังเอาไว้หลังเอาไว้

“ที่นี่ มันแดนมนุษย์ และแดนมนุษย์ ไม่มีเห็ดยักษ์เหมือนที่บ้านเรา” เวฟาลกล่าวในขณะที่ค่อย ๆ เหยียดขาและดึงปอยผมของราฮาลให้ใบหน้าใหญ่นั้นเชิดขึ้นมองไปยังต้นไม้ที่ตนได้ชี้ไปมือครู่ “เข้าใจที่ข้าพูดไหม ราฮาล”

“ข้า เข้าใจแล้วพะ พี่ข้า!”

“ดี!” เวฟาลกล่าวขึ้นอย่างพอใจพร้อมกับปล่อยมือและเท้าออกจากร่างของราฮาล แต่ทว่าในขณะนั้นเอง

“โอ๊ะโอ ดูซิว่าเราเจอแขกที่ไหนกัน” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเริงร่างก่อนที่ร่างนั้นจะกระโดดลงมายืนอยู่ตรงหน้าของทั้งสอง

“นี่ไม่ทราบว่ากำลังหลงทางกันอยู่หรือยังไงกันจ๊ะ” นัยตาสีเพลิงจ้องมองสลับไปมายังร่างของทั้งสองก่อนที่จะยกมือข้างหนึ่งขึ้นชักดาบเล่มยาวที่สะพายอยู่ด้านหลังของตนออกมา

“ว่าแต่ มาทางไหนช่วยกลับกันไปทางนั้นเลยจะได้ไหม พอดีข้าไม่ค่อยพร้อมจะใช้กำลังด้วยซักเท่าไหร่” ร่างสูงโปร่งภายใต้ชุดเกราะหนังกล่าวขึ้นพร้อมกับการก้าวเท้าเดินตรงไปด้านหน้าสองสามก้าวอย่างไร้ซึ่งความยำเกรงต่างจากคำพูดที่เพิ่งจะเอื้อนเอ่ยออกมา

“จมูกไวกันจริง ๆ เลยนะเจ้าพวกมนุษย์ แต่ไม่ว่าจะไวเพียงใดก็ไม่น่าจะตามพวกข้าเจอได้เร็วขนาดนี้ พวกเจ้าใช้วิธีอะไรกัน?” เวฟาลกล่าวก่อนที่จะส่งสัญญาณมือให้ราฮาลเดินเว้นระยะห่างออกไป ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำดังกล่าวนั้นยังอยู่ในสายตาของอัศวินผู้นั้นตลอดเวลา

“ก็แค่ได้รับความอนุเคราะห์จากคนใหญ่คนโตนิดหน่อย บวกกับความเร็วของตัวข้าเองอีกนิดนึง ก็เลยมาทันเห็นพวกเจ้ากำลังเล่นตลกกันอยู่พอดี ก็แค่นั้น”

“หึ แค่ตนเดียว เจ้าหวังจะล้มข้าทั้งสองได้งั้นรึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สิ้นประโยคเวฟาลก็กรอกดวงตาเร็ว ๆ คราหนึ่งราวกับเป็นสัญญาณบางอย่างให้กับผู้เป็นน้อง

“จะเข้ามาพร้อมกันงั้นเหรอ ข้าเองก็ไม่ได้รังเกียจหรอกนะ” ชายหนุ่มกระชับดาบในมือพร้อมกับตั้งท่าเตรียมรับการโจมตี

‘จากการประมาณการเราคงต้องระวังไอ้เจ้าตัวใหญ่นั่นเอาไว้ให้ดีงั้นสินะ’

“จะเป็นอย่างที่เจ้าคิดเอาไว้รึเปล่าน้า ท่านอัศวิน!” เอ่ยจบร่างของเวฟาลก็พุ่งตรงเข้าใส่ร่างตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนอัศวินหนุ่มถึงกับเบิกตาโพลงขึ้นด้วยความตระหนก แต่ทว่าก็สามารถกระโดดถอยออกไปได้อย่างทันท่วงที

“ไปรอข้าที่นั่นราฮาล!” เวฟาลกล่าวพร้อมกับปล่อยพลังเวทลงไปในถุงมือของตน แล้วจึงปล่อยหมัดลงใส่พื้นเป็นเหตุให้ดินบริเวณนั้นระเบิดขึ้นมาอย่างรุนแรง

“อย่าให้ข้ารอนานนักละเวฟาล” ราฮาลที่เดินตรงไปยังต้นไม้ใกล้ ๆ ร่างของตนเอ่ยขึ้นก่อนที่จะโอบแขนกำยำไปที่บริเวณลำต้นแล้วจึงออกแรงดึงมันขึ้นมาจากฟื้นดิน “นี่เป็นของขวัญจากข้า เจ้าอัศวินหน้าละอ่อน อ้าก!” ราฮาลเอ่ยก่อนจะโยนต้นไม้ที่ตนถอดมันขึ้นมาไปยังจุดที่อัศวินนายนั้นเพิ่งจะกระโดดหลบไป

“ขยันทำลายป่ากันจริง ๆ นะ เจ้าพวกปีศาจ!” ร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่มองดูชวนขนลุกไม่น้อย ก่อนที่จะฟันดาบในมือของตนเข้าใส่ต้นไม้ที่ลอยเข้ามาเกือบจะประชิดตัวของตนอย่างรวดเร็วจนแตะกระจายออกไป

“ฝีมือดาบช่างน่าประทับใจ” เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านหลังชายหนุ่มอัศวินพร้อม ๆ กับการตวัดดาบกลับหลังไปของเขาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนได้ยินเป็นเสียงผ่าอากาศ แต่ทว่าเจ้าของเสียงเอ่ยนั้นก็ยังคงตีลังกาหลบไปได้อย่างเฉียดฉิว

“อุ้ย ๆ เกือบไปแล้วเชียว...”

“นั่นสินะ ทั้งที่คิดว่าโดนแล้วแท้ ๆ แต่กลับหลบไปซะได้” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมเป่าควันที่ลอยออกมาจากใบดาบเนื่องจากความร้อนของการเสียดสีกับอากาศเมื่อครู่ แล้วจึงพาดมันลงบนบ่าของตนด้วยท่าทีสบาย ๆ “แต่ก็เอาเถอะ เพราะครั้งต่อไป ข้าไม่พลาดแน่!”

ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ อากาศรอบตัวก็ค่อย ๆ อบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ และนั่นมันทำให้ข้ารู้สึกตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้สัมผัสถึงสิ่งผิดปกติอะไรก็ตาม

“ฮ้าว...” ข้าลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความรู้ถึงแรงกดทับน้อย ๆ ตรงบริเวณต้นขาของข้า ก่อนที่สายจะละสายตาก้มลงไปดูถึงได้รู้ว่ามีเจ้าลูกกวางเผือกน้อยตัวหนึ่งกำลัวนอนขดเอาหัวพาดตักข้าอยู่อย่างน่ารักน่าชัง อา...ทำไมข้ารู้สึอยากจะเลี้ยงเจ้าตัวน้อยนี่ไว้จัง

“ทำไมมาหลับตรงนี้เสียล่ะเจ้าตัวเล็ก” ข้าค่อยลูบตัวเจ้ากวางน้อยอย่างเบามือที่สุดพร้อมกับค่อย ๆ มองไปแล้วตัวและสิ่งที่ข้าเห็นนั้นก็ทำให้ข้าชะงักงันไปครู่หนึ่งเลย นั่นก็เพราะไม่ใช่แค่เจ้ากวางน้อยเท่านั้นที่มานอนหลับอยู่ที่นี่ แต่บรรดาเหล่าสัตว์น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ก็ต่างพากันมานอนหลับพักผ่อนอยู่ตรงนี้ด้วย

“คงจะเป็นที่พักผ่อนของพวกเจ้ากันล่ะสินะ” ข้ามองไปรอบๆด้วยความรู้สึกที่หลากหลายโดยที่มือของข้าไม่ได้หยุดลูบหัวเจ้ากวางน้อยที่ยังคงนอนอยู่บนตักข้าแต่อย่างใด อา...ขนเจ้านี่ ช่างนุ่มมือดีจริง ๆ

“ที่นี่ไม่ใช่ที่นอนประจำของพวกข้าหรอกนะท่าน” ทว่าครู่หนึ่งเหมือนข้าได้ยินเสียงเล็กดังขึ้นจากตรงไหนซักแห่ง แต่ถึงแม้จะรีบหันซ้ายหันขวามองหาต้นตอของเสียงเท่าไรก็ไม่อาจพบได้ และแน่นอนว่าในใจลึก ๆ ของข้าตอนนี้เริ่มรู้สึกหวิว ๆ มาบ้างแล้วล่ะ

“ท่านจะมองไปทางไหนกันล่ะ ข้าอยู่นี่”

“โอ๊ะ!” ข้าถึงกันต้องร้องเสียงหลงออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ก็จู่ ๆ เจ้ากวางน้อยดันเอาหัวโหม่งใส่ข้าเสียได้ ตะ แต่เดี๋ยวนะ!

“นี่เจ้าพูดได้งั้นหรอ!” แน่นอนว่าถึงปากข้าจะถามออกไปอย่างนั้น แต่ในหัวข้านี่คิดแต่เรื่องจะเผ่นออกไปอย่างไรให้เร็วที่สุดอย่างเดียวแล้ว

“ใช่แล้วข้าพูดได้ ก็ข้าเป็นภูตินี่นา” เจ้ากวางกล่าวขึ้นพร้อมกับเอียงคอมองข้าอย่างน่ารักน่าชัง โดยที่ไม่รู้เลยว่าข้านี่ถึงกับเหงื่อตกในเลยนะนั่น

“จะ เจ้าเป็น...ภูติ สินะ” ข้ายังมองร่างตรงหน้าพร้อมกับหยาดเหงื่อที่เริ่มผุดออกมาเรื่อยๆ ถ้าเกิดเจ้ากวางน้อยน่ารักนี้จู่ ๆ ดันแยกเขี้ยวออกมางับหัวข้าล่ะจะทำยังไง!

“ใช่แล้ว...ขอบคุณท่านมาก ที่ทำให้ข้าได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มซักที” แค่คำขอบคุณของเจ้าก็เกินพอแล้วล่ะไม่ต้องเอาขนนุ่ม ๆ ของเจ้ามาถูแขนข้าก็ได้ ถึงแม้ว่ามันจะดูน่ารักเพียงไรก็เถอะ แต่ข้ายังไม่ไว้ใจหรอก!

“ทำไมเจ้าเอ่ยราวกับว่าเจ้านั้นไม่ได้พักผ่อนมานานอย่างไรอย่างนั้นเลยล่ะ” แน่นอนว่าประโยคเมื่อครู่มันรบกวนใจข้า ละแน่นอนข้าอยากรู้

“อื้อ ๆ ไม่มีอะไรหรอก” เจ้ากวางน้อยส่ายหัวไปมาเบา ๆ ก่อนที่จะค่อยชัดตัวลุกขึ้น ซึ่งนั่นเองทำให้ข้ามองเห็นบาดแผลเล็กตามตัวของเจ้าตัวน้อยได้อย่างชัดเจน

“นี่เจ้าโดนทำร้ายมารึ” ข้าเอ่ยขึ้นในขณะที่เจ้าภูติตัวน้อยกำลังสะบัดขนขาวของตัวเองจนฟูฟ่อง

“เป็นเรื่องปกติสำหรับภูติเร่ร่อนล่ะนะ” เสียงเอ่ยนั้นดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ดูจะหงอย ๆ ลงของเจ้าตัว ก่อนที่ใบหน้าน้อย ๆ นั้นจะหันตรงมาสบตาข้าราวกับว่ากำลังจะสื่ออะไรบางอย่าง “หรือว่าท่านจะ....”

วูม..วูม!.ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ฟังประโยคนั้นจากเจ้าภูติตัวน้อย ก็ปรากฏลมกรรโชกสายหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามาพร้อมกับการล้มลงเป็นแนวยาวของต้นไม้นับสิบด้านหน้า ซึ่งแน่นอนว่าปลายทางนั้นคือจุดที่ข้ากับภูติกวางตัวน้อยอยู่

“ถ้าข้าเดาไม่ผิด คงจะเป็นเจ้าพวกนี้สินะที่สร้างแผลให้กับเจ้า!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel