บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 จากลา New! (100%)

ร่างในชุดเกราะสีทองรีบชักดาบออกจากมือของชายหนุ่มตรงหน้า แล้วจึงถอยห่างออกไปสมทบกับร่างในชุดเกราะเงินหลังจากถูกรับคมดาบอันรุนแรงของตนเอาไว้ด้วยมือเปล่าๆ เพียงข้างเดียว ทั้งสองจ้องมองไปที่ร่างตรงหน้าของตนที่กำลังค่อย ๆ ก้าวย่างตรงเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับจิตสังหารอันวิปโยค พลังรอบกายของเขาที่ประทุออกมานั้นทำให้อากาศรอบ ๆ สั่นไหว ใบหน้าที่เคยดูอ่อนโยนบัดนี้ได้เผยรอยยิ้มอันแสนจะวิปลาสอกกมานั้นทำให้มั่นใจได้เลยว่าสติสัมปชัญญะของเจ้าตัวได้สูญไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

“ท่านเบนวาซ ข้าว่านี่มันแย่กว่าที่ข้าลองประเมินไว้ในคราแรกเสียอีกนะขอรับ” ไคลด์หันมากล่าวกับเบนวาซด้วยน้ำเสียงกังวลเป็นอย่างมาก

“ใช่...ไม่มีอะไรหยุดเอริคได้อีกแล้วนอกจากตัวของเขาเอง” สิ้นคำพูดดาบคู่ใจของเขาก็เกิดแสงเรืองรองขึ้น

“หวังว่าข้าจะได้เจอกับเจ้าอีกครานะ เจ้าหลานชายข้า…” เบนวาซเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบาก่อนที่จะเบิกตาขึ้นอย่างหนักแน่น “ไคลด์กางพรมแดนซะ ความพิโรธจะเริ่มแล้ว” สิ้นสุดคำพูดร่างในชุดเกราะสีทองอร่ามก็ระเบิดพลังขึ้นมาจนถึงขีดสุด

“ขอให้ข้าได้รอดไปพบเจ้าที่เป็นเจ้าจริง ๆ นะเอริค!” ร่างในชุดเกราะเงินท่องบทเวทอย่างชำนาญจนจบก็ปรากฏม่านพลังเวทที่ตราไว้ด้วยอักขระซ้อนทับกันเป็นจำนวนมาก

“ถ้าหากเราทั้งสองใกล้จะจบสิ้นเจ้ากับข้าต้องเป็นผู้ตราผนึกเทพผนึกเอริคเอาไว้....เจ้าเข้าใจดีใช่ไหมว่าการตราผนึกเทพหมายถึงเราทั้งสองจะต้องกลายเป็นผนึกกันทั้งคู่ และนั่นหมายความเราทั้งสองต้องเสียสละทั้งร่าง พลัง และวิญญาณไปเพื่อการนั้น” เสียงของเบนวาซเอ่ยขึ้นออกมาภายใต้หน้ากากสีทอง

“ข้าเข้าใจดี...ท่านเบนวาซ” เสียงไคลด์กล่าวออกมาอย่างหนักแน่น “ถ้าหากเป็นการทำเพื่อท่านผู้นั้นแล้วล่ะก็ เท่านี้มันไม่ยังไม่เท่าไหร่หรอกขอรับ!”

“ดี...งั้นเริ่มกันเลย!” สิ้นสุดคำพูดร่างในชุดเกราะสวรรค์ทั้งสองก็พุ่งเข้าโจมตีใส่ร่างของเอริคในทันที

เอ่อ…นี่ข้าไม่รู้หรอกนะว่าตัวข้าอยู่ที่ไหนแต่ที่ข้ารู้แน่ ๆ ก็คือนี่ไม่ใช่บ้านข้าแน่นอน ก็แหมที่นี่มันมืดจะตายหากเป็นที่บ้านจริง ๆ ข้าคงทำใจอยู่ไม่ได้แหง ๆ ล่ะ แต่เสียงนั่นมีเสียอะไรกัน!ดังเหมือนกับมีใครเขามาซ้อมดาบกันแถวนี้ แต่คงเป็นไปไม่ได้หร๊อก ๆ ถ้ามีใครมาบ้าพลังตีกันละก็ได้โดนท่านปู่จับลงบ่อแมลงกุจจี่แหงๆ เอ...พูดถึงท่านปู่แล้ว...

ข้าค่อยๆลืมตาของข้าขึ้นแล้วมองไปรอบๆข้าก็ได้รู้ว่าที่นี่มันเป็นห้องสีเทากว้างขนาดที่เขาคนทั้งหมู่บ้านข้ามาอยู่ด้วยกันได้สบาย ๆ และที่ข้าคิดว่ามืด ๆ ตอนแรกนี่คือข้ายังไม่ได้ลืมตาเองแหละ บ้าที่สุด!

พอลองมองไปรอบ ๆ ตัวก็ไม่เห็นแม้แต่ร่างของผู้ที่จะพอให้คำตอบได้ว่าที่นี่มันที่ไหน แต่แล้วพลันสายตาหายนะของข้าก็ไปประสบเข้ากับเงาของบางสิ่งที่อยู่ตรงมุมมืดที่สุดของห้อง ซึ่งแน่ล่ะข้าไม่คิดจะเดินดุ่ม ๆ ตรงเข้าไปหาเจ้าร่างเงานั่นแหง ๆแต่ยังไงก็ลองทักถามซักหน่อยก็แล้วกัน

“ท่านที่อยู่ตรงนั้นน่ะ! บอกข้าหน่อยได้ไหมว่าที่นี่มันที่ไหนกัน” ข้าตะโกนออกไปสุดเสียงแต่เงาร่างนั้นก็ยังคงไม่ไหวติง อืม...ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าข้าคงจะต้องเดินไปใกล้ ๆ หน่อยสินะ“ดวงตานั่น...สีผมนั่น หึ ช่างน่าขันยิ่งนักที่ตัวข้าผู้นี้จะต้องถูกนำมาเป็นประโยชน์ให้กับคนอย่างเจ้า...” เสียงหนึ่งดังขึ้นกังวานขึ้นมาในอากาศ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่อยู่ตรงนั้นอาจจะเป็นผู้เอื้อนเอ่ยมันออกมา

“ท่านรู้จักข้า?...”

“รู้จักเรอะ! อย่าได้บังอาจเอ่ยเรื่องอะไรน่ารังเกียจพรรณ์นั้นออกมาอีก มิเช่นนั้นข้าจะสลายเจ้าทิ้งซะ!” เสียงนั้นดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกับจิตสังหารที่พลันถาโถมเข้าใส่ข้าจนเห็นทุก ๆ สิ่งรอบด้านเป็นเหมือนคลื่นน้ำกระเพื่อม ซึ่งแน่นอนรวมไปถึงตัวข้าที่กลับมาอยู่ในร่างจิตนี้เช่นกัน

“แต่ข้าต้องขอให้ท่านช่วยพาข้ากลับออกไป” ข้าเอ่ยพร้อมกับก้าวร่างจิตนี้ตรงเข้าไปให้ใกล้ร่างนั้นขึ้นอีก

“ช่วยให้เจ้ากลับออกไปงั้นรึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า หึ๊” เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังขึ้นพร้อม ๆ กับการแค่นเสียง “พวกสีครามเช่นเจ้านั้น ยังคงไร้เดียงสาอย่างเช่นเคย”

“พวกสีคราม?” บางครั้งข้าเองก็เคยได้ยินท่านปู่เรียกข้าแบบนี้อยู่บ้างเหมือนกัน

“เจ้า! เฟียร์...ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้เจ้าแน่! บังอาจส่งมอบข้าผู้นี้ให้กับพวกสีครามเสียได้” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นราวกับว่ากำลังคุยกับตัวเองด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว แต่ที่แน่ ๆ คือข้าได้ยินคำว่า‘เฟียร์’ ในประโยคนั้น “เจ้าน่ะ จงมาเป็นหุ่นเชิดของข้าซะ” อืม..ครานี้เหมือนเขาคงจะคุยกับข้าสินะ

“ไม่” ข้าเอ่ยขึ้นตอบเสียงแข็งอย่างที่ไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยแม้แต่เสี้ยววินาที

“อย่ามาบังอาจปฏิเสธคำข้า! เจ้าสีคราม ข้าไม่ใช่ผู้ที่คนอย่างเจ้าจะมาต่อรองได้จำเอาไว้เสีย” ข้าชักไม่แน่ใจตัวเอง แต่ยิ่งข้าได้ยินเสียงอันเกรี้ยวกราดนั่นแล้ว มันยิ่งทำให้ข้ารู้สึกอยากแกล้งอย่างไรชอบกล

“ที่ท่านเอ่ยมานั้นมันไม่ดูเอาแต่ได้เกินไปหน่อยเหรอขอรับ ท่านควรที่จะขอร้องสิถ้าอยากให้ผู้อื่นทำอะไรให้ล่ะก็”

พรึ่บ!จู่ ๆ ดวงไฟสีทมิฬก็ปรากฏขึ้นนับสิบดวงรอบ ๆ ตัวข้า

“ข้าไม่สนใจหรอกนะว่าตรรกะอันปวกเปียกของเจ้ามันเป็นยังไง แต่ ณ เวลานี้ที่ร่างจิตของเจ้ายังไม่สลายไป ก็เพราะข้าผู้นี้ยังมองเห็นประโยชน์ในตัวเจ้วอยู่” น้ำเสียงเย็นยะเยือกนั้นดังขึ้นพร้อมกับการลุกโชนขึ้นของดวงไปทมิฬเป็นพัก ๆ

เกร้ง เกร้งเสียงของแข็งบางอย่างกระแทกชนกันก่อนที่เงาร่างนั้นจะเริ่มขยับขึ้น

“สำหรับข้าแล้ว ความสัมพันธ์ที่แท้จริงนั้นมีเพียงสองประการเท่านั้น นั่นก็ความสัมพันธ์ระหว่างนาย และข้ารับใช้ที่มีประโยชน์” เสียงเอ่ยนั้นดังขึ้นพร้อมกับร่างตรงหน้าที่เคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ “ส่วนความสัมพันธ์อื่นนั้นล้วนเป็นเพียงเรื่องเหลวไหล”

เกร้ง!!!เสียงตรึงของบางสิ่งดังขึ้นพร้อมกับการที่ร่างนั้นหยุดชะงักไป แต่ทว่าด้วยระยะเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ข้ามองเห็นดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นได้อย่างชัดเจน

“และผู้เป็นนายไม่จำเป็นต้องขอร้องผู้เป็นข้ารับใช้”

“แต่ข้าไม่ใช่ผู้รับใช้ของใคร” ข้าเอ่ยตอบก่อนที่จะยกมือขึ้นมากอดอกเพื่อแสดงถึงจุดยืนของตนเอง “แน่นอนว่าข้ารู้จักความสัมพันธ์นายและข้ารับใช้ แต่ทว่าข้าไม่ได้นับถือท่านให้เป็นนายเสียหน่อย”

“ความนับถืองั้นเรอะ!? ไร้สาระ!” พลันไฟสีทมิฬก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครา ทว่าน่าแปลกที่แม้ดวงไฟจะเป็นสีดำแต่มันกลับทำให้ข้ามองเห็นรอบด้านได้ชัดเจนมายิ่งขึ้น “ความหวาดกลัวต่างหากล่ะที่จะทำให้เจ้าสามารถควบคุมเบี้ยในมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ” เสียงนั้นดังขึ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจพร้อม ๆ กับร่างของชายผู้นั้นที่ค่อย ๆ ชัดแจ้งขึ้นจนข้าสามารถสังเกตผิวที่ขาวจนซีดนั้นได้อย่างชัดเจน

เปรี๊ยะ!เสียงดีดนิ้วดังขึ้นพร้อมกับประจุเวทที่แตกกระจายออกมาจากนิ้วมือทั้งสอง ก่อนที่ไอพลังบางอย่างจะเริ่มก่อตัวขึ้นด้านหลังของชายคนดังกล่าวขึ้นมาในรูปแบบของบัลลังก์สีดำสนิท

“เจ้าคงจะรู้ได้ ว่าข้าในตอนนี้ถูกขังอยู่ในตัวของเจ้าอยู่...” ร่างตรงหน้าเอ่ยขึ้นก่อนที่จะทิ้งตัวลงไปนั่งบนบัลลังก์ด้านหลังของตนพร้อมกับจ้องมองตรงมาที่ข้า และนี่เองก็เป็นครั้งแรกที่ทำให้ข้าสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกอันไร้ที่สิ้นสุดของดวงตาสีแดงชาดคู่นั้น “และที่มากไปกว่านั้น ด้วยพันธะบ้า ๆ บอ ๆ นั่นมันทำให้ข้าต้องเป็นกำลังให้กับเจ้าไปจนกว่าเงื่อนไขนั้นจะถูกเติมเต็ม”

“เงื่อนไขหรือ?” ข้าเอ่ยพร้อมกับจ้องมองไปยังใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์ขุ่นมัวตรงหน้าพลางนึกถึงเรื่องที่เจ้าตัวเพิ่งขู่จะสลายดวงจิตข้าเมื่อครู่

“ข้าไม่ได้ขู่!” ราวกับอ่านจิตใจข้าได้ร่างนั้นตอบสวนกลับมาอย่างทันควันพร้อมกับจ้องเขม็งตรงมาที่ข้าอีกครา “แต่อย่างที่ข้าบอก ตัวเจ้านั้นยังคงมีประโยชน์กับข้าอยู่ ก็เท่านั้น” เอาล่ะข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว! ทีข้าบ้างล่ะนะ

“ข้าคิดว่าท่านควรใช้เปลี่ยนคำพูดเป็น‘ข้าจำเป็นต้องพึ่งเจ้าจนกว่าจะเจอคำตอบของเงื่อนไขที่ว่านั่น’ มากกว่ากระมัง” ขอรับข้าเอริคเองขอรับ!

“เจ้า!” แน่นอนว่าข้าไม่ได้ปล่อยให้ท่านขู่ข้าไปเรื่อยหรอกนะ แต่การฟังและวิเคราะห์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนที่จะลงมือทำอะไรซักอย่าง อ๊ะ! แล้วนั่นท่านจะแยกเขี้ยวใส่ข้าทำไมกัน

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เราควรจะมาทำข้อตกลงกันในฐานะอื่นที่ไม่ใช่นายกับข้ารับใช้ดีไหมล่ะขอรับ”

“เจ้าคิดจะต่อรองกับข้าผู้นี้งั้นเรอะ!” ร่างนั้นเอ่ยขึ้นเสียงแข็งก่อนที่ดวงไฟทมิฬจะลุกโชนขึ้นอย่างบ้าคลั่งมากกว่าคราไหน ๆ

“ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน” ข้าเอ่ยขึ้นและแน่นอนมันทำให้บุคคลตรงหน้าต้องแสดงอาการงุนงงออกมาอย่างเห็นได้ชัด “เอาตรง ๆ ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจมันซักเท่าไหร่หรอกนะขอรับ แต่ตามที่ข้าเคยอ่านเจอมาในหนังสือ มันเป็นสิ่งที่ใช้เรียกความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และแน่นอนว่าข้าไม่อยากได้พลังของท่านมาใช้อยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะขอรับ กลับกันข้าจะเป็นพลังให้กับท่านด้วยเช่นกัน” พลันรอยยิ้มแสยะก็บังเกิดขึ้นบนใบหน้าตรงหน้า ซึ่งข้าคิดว่ามันมองดูเจ้าเล่ห์อย่างไรชอบกล

“หึ เป็นพลังให้กับข้างั้นรึ นี่เจ้ากำลังจะบอกว่า เจ้าจะช่วยให้ข้าหลุดพ้นออกไปจากพันธนาการนี้อย่างนั้นสินะ” เขาเอ่ยพร้อมกับยกแขนที่วางตรงที่พักแขนด้านข้างขึ้นมาเท้าคางของตนก่อนที่จะหลับตาพริ้มลงอย่างคนที่กำลังใช้ความคิด

“ขอรับ” แน่นอนว่าข้าหมายความตามที่เอ่ยไปจริง ๆ ไม่ได้คิดจะตุกติกแต่อย่างใด

“ถึงแม้ว่านั่นจะทำให้เจ้าต้องสูญพลังที่ทั้งสี่ภพปรารถนาจะครอบครองมันไป เจ้าก็จะไม่เปลี่ยนใจงั้นรึ” ข้าพยักหน้าพร้อมกับจ้องประสานเข้าไปในดวงตาสีชาดที่ทอแสงขึ้นมาราวกับเจ้าตัวกำลังพยายามจะทำอะไรบางอย่างก่อนที่จะหลับพริ้มลงไปเช่นเดิมแต่ทว่า

โฮก!!!!ทันใดนั้นร่างตรงหน้าที่ดูนิ่งเฉยกลับพุ่งตรงเข้ามาใส่ตัวข้าด้วยความเร็วในแบบที่ไม่สามารถทิ้งตัวห่างออกได้ทัน สีผิวขาวซีดที่เคยมองเห็นบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนไปเป็นสีดำทะมึนอันเต็มไปด้วยตัวอักษรอักขระที่มองดูราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกโชนอยู่บนผิวเนื้อ มือข้างหนึ่งยื่นออกมาด้านหน้าราวกับจะพยายามคว้าเข้ามาตรงใบหน้าของข้า แต่ทว่ากลับหยุดชะงักเอาไว้เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวก่อนที่จะถึงตัว

“หึหึ” เขาแค่นเสียงหัวเราะออกมาสองสามคราก่อนที่จะใช้นิ้วชี้ที่ยื่นออกมาแตะตรงไปที่หน้าผากของข้า “ข้าจะคอยดูก็แล้วกัน”

ฟึบ! ฟึบ!สิ้นคำเอ่ยดังกล่าวก็ปรากฏโซ่ตรวจสีทองอร่ามที่พุ่งออกมารัดตัวร่างของบุรุษคนดังกล่าวก่อนที่จะดึงร่างนั้นกลับไปกระแทกเข้ากับบัลลังก์สีดำทมิฬแล้วจึงสลายหายไป

“อา...เป็นพันธนาการที่น่ารำคาญอย่างเช่นเคย” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างเอือมละอาก่อนที่จะชันมือขึ้นเท้าคางตามอิริยาบถเดิมพร้อม ๆ กับการหายไปของอักขระที่ปรากฏเมื่อครู่

“...” ข้าไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปได้ เพราะถ้าหากเขาต้องการที่จะสลายกายจิตของข้าจริง ๆ แล้วล่ะก็ เมื่อครู่นี้ข้าคงจะเหลือเพียงแค่ชื่อไปแล้ว

“ข้ายอมรับข้อเสนอของเจ้า” เขาเอ่ยก่อนที่จะหลับตาพริ้มลงอย่างพอใจในบางสิ่ง

“ขอรับ”

“แต่ทว่าตอนนี้เหมือนร่างต้นของเจ้ากำลังจะสนุกกับการใช้พลังของข้าอยู่นะ อีกไม่นานเจ้าสองตนนั่นคงจะรับมือต่อไม่ไหวแล้วล่ะ” เขาเอ่ยขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาอยู่ ซึ่งสองคนนั้นถ้าจะให้เดาก็คงเป็นพวกท่านปู่อย่างไม่ผิดแน่

“ข้าคงต้องรีบไปก่อน ขอบคุณท่านมาก ที่ยอมรับข้อตกลงของข้า” ข้าเอ่ยขอบคุนก่อนที่จะหันหลังกลับ แต่ทว่าก็ต้องหยุดชะงักแต่เพียงเท่านั้น นั่นก็เพราะว่า....

“ว่าแต่ทางกลับมันคือทางไหนหรือขอระ...” ยังไม่ทันสิ้นคำเอ่ยก็ปรากฏบางสิ่งที่ซัดเข้าตรงที่ช่วงท้องของข้าอย่างแรงจนขนาดที่ข้าในร่างจิตยังรู้สึกจุกได้

“อั่ก อ้ากก!”

“มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นสิเจ้างั่ง...” เสียงของชายผู้ที่ขณะนี้กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์สีดำทมิฬอันเรียบเชียบกล่าวขึ้นก่อนที่จะหลุดเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมาเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งแล้วจึงหายไปเป็นใบหน้าอันสงบนิ่งตามเดิม ก่อนที่เขาจะเอื้อนเอ่ยบางอย่างออกมาเสียงแผ่วจนเนื้อความนั้นกลืนหายไปกับความเงียบสงัดรอบกาย

“เป็นอย่างนั้นสินะ...”

บรึ้ม!!!เสียงระเบิดของพลังสีดำทะมึนดังไปทั่งบริเวณจนทำให้ผิดน้ำนั้นสะเทือนไหวหวั่น

“สุดแรงต้านแล้วขอรับท่านเบนวาซ ขืนยังยื้อต่อไปเช่นนี้ มีหวังเราทั้งสองคงจะมีพลังเวทไม่พอสร้างผนึกแน่” ไคลด์กล่าวพร้อมกับรับลูกพลังสีดำลูกเท่าผลแตงโมที่ถูกซักเข้ามาหาเขาด้วยชุดเกราะที่สะบักสะบอมเต็มที

“อืม...จบแค่นี้สินะ” เสียงกล่าวดังขึ้นอย่างเรียบนิ่ง หากแต่ข่มความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน

“ลาก่อนนะ หลานปู่...” ร่างใหญ่กล่าวขึ้นก่อนที่จะถอยออกห่างจากร่างของเอริค พร้อมกับจ้องมองลงไปที่มือทั้งสองของตนครู่หนึ่งพลางคิดว่า ด้วยมือคู่นี้เองนะหรือที่จะต้องใช้มันผนึกหลานชายที่ตนชุบเลี้ยงมากว่าสิบเจ็ดปี

“ข้าคงไม่ได้เห็นเจ้าโตเป็นอัศวินอย่างที่เจ้าหวังเอาไว้แล้วสินะ...เอริค” ไคลด์กล่าวพร้อมกับปักดาบในมือของตนลงกับพื้นพสุธาตรงหน้า เป็นผลให้ผืนแตกออกเกิดเป็นแสงสีเงินสว่างจ้า “ขอโทษด้วยนะ เจ้าหนุ่ม”

บรึ้มเสียงของระเบิดของแสงสีเงินสว่างจ้าดังขึ้น เป็นการถ่วงเวลาเพื่อเตรียมวงเวทย์ผนึกให้พร้อม

“ข้าเรียกหาเจ้า‘บานประตูจอมอสูรแห่งพสุธา’ จงตื่นขึ้นมาผนึกทุกสิ่งไปกับข้าทั้งสอง!!!” สิ้นค้ำเอ่ยแสงสีทองก็สว่างจ้าไปทั่วทั้งพื้นที่ก่อนที่ประตูบานยักสูงเสียดฟ้าอันมีหน้าของบางสิ่งที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่จะปรากฏขึ้นด้านหลังของทั้งสอง

“เอาล่ะนะ!”

“ขอรับ” สิ้นคำตอบรับของไดลด์ ร่างของทั่งสองก็ทะยานพุ่งตรงเข้าใส่เอริคที่ยังคงนิ่งงันอยู่ในทันที

“พวกท่านเล่นอะไรกันเนี่ย ข้าแสบตานะขอรับ!!” แน่สิ แสงสีทองอย่างนี้ต่อให้ปิดตามองก็ยังแสบตาเลยนะขอรับ ข้าต้องการแว่น!

“หา...” นั่นจะทำตาถลนกันทำไมกันเล่า ข้าไงขอรับข้าเอง

“ข้ากลับมะ...” ข้าหาได้เอื้อนเอ่ยคำกล่าวนั้นจนจบไม่ เพราะร่างใหญ่ทั้งสองตรงหน้าดันดิ่งเข้ามารวบตัวข้าเอาไว้เสียเต็มแรงเลยน่ะสิ ว่าแต่เมื่อครู่ข้าเห็นหน้าของตัวอะไรบางอย่างด้วย สงสัยว่าข้าคงจะตาฝาดไปล่ะนะ

“นะ นี่ข้าเกือบจะจบชีวิตเจ้าแล้ว เจ้ารู้ตัวไหมเอริค” ท่านปู่เอ่ยขึ้นเสียงเครือก่อนที่จะยกมือข้างหนึ่งมาลูบหัวข้าเบา ๆ สองสามครา ยะ อย่าบอกนะว่าท่านจะให้เจ้าตัวที่ข้าเห็นแว๊บ ๆ เมื่อครู่กินข้าเข้าไปน่ะ ม่าย!

“สมแล้วจริง ๆ ที่เป็นศิษย์เอกของข้า” ดะ เดี๋ยวนะขอรับ นั่นท่านจะดูภูมิอกภูมิใจอะไรขนาดนั้นกันท่านไคลด์ ว่าแต่ข้าว่านี่กลายไปปเป็นศิษย์ของท่านตั้งแต่ตอนไหนกัน

“นี่ท่านทั้งสองไม่ได้...” ข้าเอ่ยขึ้นก่อนที่ท่านปู่จะค่อยคลายอ้อมแขนออกแล้วจึงหันหน้าไปทำปากจู๋อย่างคนไม่รู้ไม่ชี้

“อะแฮ่ม..นั่นมันอาจจะดูเป็นวิธีออกจะประหลาดและโบราณไปหน่อย แต่การที่จะทำให้พลังพรของเจ้าทำงานขึ้นมา มันก็มีแค่ไม่กี่วิธี โดยเฉพาะกับเจ้า คนที่ไม่เคยโกรธใครมาก่อนเลย” ไคลด์ที่เหมือนจะเข้าใจเรื่องราวดีที่สุดเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือใหญ่มาตบลงบนบ่าข้าสองสามครา “ข้าเป็นคนคิดแผนการนี้เอง เจ้าอย่างได้ถือโทษท่านเบนวาซเลย”

“มะ ไม่หรอกขอรับ ยังไงเสียที่ท่านทั้งสองทำ ก็เพื่อข้า” ข้าเอ่ยก่อนที่จะยกมือคือมาโบกไปมา ซึ่งเอาตรง ๆ ข้าก็เริ่มจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้วล่ะ ทั้งหมดคงเป็นเพราะพลังนั่นที่ข้าได้รับมาสินะ

“อืมยังไงเสียทุกอย่างก็จบลงด้วยดีแล้ว เรามาใช้เวลาที่เหลืออยู่พักผ่อนกันเถอะ” ท่านปู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับดีดนิ้วมือคราหนึ่งปรากฏขึ้นมาเป็นแสงสีทองอร่ามพาให้เราทั้งสามข้ามวงเวทกลับมายังหน้าบ้านหลังเดิมอันแสนจะคุ้นเคย สายลมอ่อน ๆ และเสียงใบไม้ที่กำลังพัดไหวนี่เองที่ทำให้ข้ารู้สึกผ่อนคลายอย่างเป็นที่สุดแต่ทว่าข้ากลับรู้สึกตงิดใจกับประโยคหลังที่ท่านปู่เอ่ยออกนิดหน่อย จะว่าก็ว่าเถอะ ท่านปู่กับท่านไคลด์คงจะเหนื่อยกันมากแล้ว ข้าไม่ควรมาถามเรื่องอะไรไม่เป็นเรื่องให้มันมากความไปกว่านี้

“เอาล่ะ...ข้าคงต้องขอตัวก่อนนะขอรับ” ท่านไคลด์เอ่ยขึ้นกับปู่ก่อนที่จะจ้องมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่ข้ารู้สึกว่ามันแปลกออกไปจากเดิม เพราะปกติแล้วสายตาของไคลด์นั้นจะมองดูมั่นคงและเปี่ยมไปด้วยพลังอยู่ตลอด แต่ตอนนี้กลับดูหม่นหมองลงอย่างไรชอบกล “เจ้าก็พักผ่อนให้เยอะๆ ล่ะ เอริค วันนี้คงจะหนักมากสำหรับเจ้า”

“ขะ ขอรับ ไม่ต้องห่วงข้าหรอกขอรับ เพราะตอนนี้ข้าเป็นศิษย์ของท่านแล้วนี่!” ข้าเอ่ยขึ้นก่อนที่จะยกแขนขึ้นมาเบ่งกล้ามอวดอย่างที่ข้ามักจะทำอยู่ตลอด

“ฮ่า ๆ ๆ” ไคลด์หัวเราะอย่างชอบใจก่อนที่จะเอามือมาขยี้ผมข้าจนฟูฟ่อง “ดีมาก ศิษย์ข้า” ดะ เดี๋ยวนะ นั่นท่านยิ้มให้ข้าหรือนี่

“ขอบใจมาก ไคลด์ เจ้าไปพักผ่อนเถอะ” ท่านปู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับวางมือลงบนบ่าใหญ่ของไคลด์

“ขอรับ” ไคลด์กล่าวขึ้นก่อนที่จะโค้งลงคำนับท่านปู่ข้าคราหนึ่งแล้วจึงปลีกตัวออกไป แต่ทว่าแผ่นหลังอันใหญ่โตของเขากลับทำให้ข้ารู้สึกใจหายอย่างน่าประหลาด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“เอาล่ะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว เอริค” เสียงเอ่ยของท่านปู่ดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดออกอย่างแผ่วเบา ก่อนที่ร่างเดิมของท่านปู่ที่ข้าคุ้นเคยจะเดินเข้าไปด้านใน

“ขะ ขอรับ”

ชายหนุ่มเดินตามผู้เป็นปู่ของตนเข้าไปพร้อมกับบานประตูที่ปิดสนิทลง โดยที่เจ้าตัวนั้นหาได้รู้เลยว่าการเดินทางของตนเองกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว ใช่แล้ว การเดินทางของเขาเพียงคนเดียว...

“ตื่นได้แล้วล่ะ เอริค” เสียงหนึ่งดังขึ้นในเช้าตรู่ต่อมา ซึ่งเจ้าของเสียงนั้นก็หาได้เป็นของใคร หากแต่เป็นของท่านปู่ที่กลับมาอยู่ในร่างเดิม แต่ที่ดูจะแปลกไปก็คงเป็นดวงตาสีอัมพันคู่นั้นที่กำลังจ้องตรงมาที่ข้าด้วยความรู้สึกที่ข้าไม่อาจจะอธิบายได้ มือใหญ่ของเขาที่ข้าคุ้นเคยนั้นบัดนี้กำลังลูบลงบนหัวของข้าอย่างอ่อนโยน “วันนี้เจ้าต้องเดินทางแล้วนะหลานปู่ เตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้วรึ”

“ขอรับ” ข้าเอ่ยก่อนที่จะค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง “เตรียมไปเท่าที่จำเป็นแล้วล่ะขอรับ”

“ดีมาก ที่เหลือก็แค่เจ้าตัวแล้วสินะ” ท่านปู่เอ่ยก่อนที่ขยี้หัวข้าแรง ๆ สองสามครา “ไปเตรียมตัวเจ้าเองให้พร้อมซะสิ”

หลักจากจบบทสนทนาดังกล่าวท่านปู่ก็เดินจากไป ก่อนที่ข้าจะกวาดสายตาไปยังรอบ ๆ ห้องนอนของตัวเองที่ไม่ได้มีอะไรแต่งแต้มเป็นพิเศษ แต่ทว่ากลับเป็นที่ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและความทรงจำตลอดกว่าสิบปีที่ข้าอาศัยอยู่ และเป็นห้องที่ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่กลับเข้ามา

“ข้าคงไม่ได้เจอพวกเจ้าอีกนานเลยล่ะ” มันอาจจะดูตลกที่มาคุยกับโต๊ะเก้าอี้พวกนี้ แต่ทว่าในส่วนลึกของตัวข้ากลับบอกให้ข้าได้แสดงออกไปเช่นนั้น

หลังจากที่จัดทำธุระส่วนตัวจนเสร็จสรรพข้าก็หยิบเอาสัมภาระทุกสิ่งอย่าง ซึ่งอันที่จริงแล้วมีเพียงแค่กระเป๋าสะพายขนาดใหญ่พอประมาณเพียงใบเดียวเท่านั้น ก็นะข้าเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีของใช้ส่วนตัวซักเท่าไหร่

“เรียบร้อยแล้วรึ ทำเวลาใช้ได้เลยนี่” ท่านปู่ที่อยู่ในห้องครัวเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกจานใบเบ้อเร่อที่เต็มไปด้วยเนื้อน่องชิ้นใหญ่ส่งกลิ่นหอมหวนตลบชวนน้ำลายสอมาวางลงบนโต๊ะประจำของเราทั้งสอง

“มากินเสียสิ ตอนเดินทางจะได้ไม่หิวจนไปขโมยไข่มังกรไฟอีกยังไงล่ะ” ท่านปู่ว่าจบก็ทิ้งตัวนั่งลงบนที่นั่งฝั่งที่ท่านมักจะนั่งอยู่เป็นประจำ และแน่นอนว่าตัวข้าเองก็ไม่รอช้า รีบบึ่งตรงไปที่นั่งตรงข้ามกับท่านปู่ในทันที แต่เดี๋ยวก่อนข้าไม่ได้จะไปขโมยไข่เจ้ามังกรไฟแม่ลูกอ่อนนั่นมากินซักกะหน่อย แค่หลงไปเข้าไปต่างหาก!

“ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้วนะขอรับท่านปู่! ข้าหลงเข้าไปต่างหาก” ข้าโวยขึ้นก่อนที่มองแรงท่านปู่ไปคราหนึ่ง ซึ่งเจ้าก็ทำเพียงแค่หัวเราะออกมาอย่างสนุกอกสนุกใจ

“อ้อ เป็นงั้นเองรึนี่ ฮ่า ๆ ๆ”

“ชิ ข้าไม่สนแล้ว” ข้าเอ่ยก่อนที่จะเอื้อมมือตรงไปคว้าเนื้อน่องชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมาสวาปามอย่างไม่รีรอ “ทานล่ะนะขอร้าบ” เอาล่ะเจ้าข้าสึกแห่งโต๊ะกับข้าว ข้ามาแล้ว!!

“เอ้า ค่อย ๆ กินสิเจ้างั่ง เดี๋ยวก็ติดคอหรอก” เสียงกล่าวเตือนปนหัวร่อดังออกมาจากร่างที่อยู่ตรงหน้าก่อนที่ร่างนั้นเองจะหยิบเอาเนื้ออีกชิ้นมาวางลงในจานของข้า “กินเสร็จก็เช็ดหน้าเช็ดตาให้เรียบร้อยซะด้วยล่ะ เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ ”

“โอ่ อ้ออันอาอ่อยอี่อ๋ออับ”(โธ่ ก็มันอร่อยนี่ขอรับ) ข้าเอ่ยในขณะที่เนื้อยังคงอัดแน่นอยู่ในปากก่อนที่จะคว้าเอาแก้วน้ำมาซดตามลงไปรวดเดียวจนหมดแก้ว “ขอลุยต่อล่ะนะขอรับ”

เวลาแห่งการรับประทานอาหารของข้าและท่านปู่ก็ดำเนินต่อไปจนข้าสึกทั้งหลายโดนข้าเก็บเรียบจนเหี้ยนโต๊ะ และแล้วก้ได้เวลาออกเดินทางไปยังนครเซนต์เบิร์กเสียที ซึ่งหากว่ากันตามจริงแล้ว ข้าเองก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องออกเดินทางไปเร็วขนาดนี้ ทว่าเมื่อวานหลังจากที่กลับมาถึงบ้านท่านปู่ยืนกรานว่าข้าจะต้องเดินทางในวันรุ่งเช้าซึ่งก็คือวันนี้นี่เอง

“เอาล่ะไปกันเถอะ ข้าจะไปส่งเจ้าที่หน้าหมู่บ้าน” ท่านปู่เอ่ยในขณะที่ข้ากำลังแบกสัมภาระขึ้นบนบ่า

“ขอรับท่านปู่” ข้าเอ่ยก่อนขึ้นพร้อมกับก้าวเดินตรงไปยังบานประตูตรงหน้า แต่ทว่าในจังหวะหนึ่งเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างมาทำให้ข้าต้องหันหลังกลับไปมองสิ่งของและบรรยากาศภายในบ้านหลังที่ข้ากำลังจะจากออกไปหลังนี้อีกคราหนึ่ง

“ข้าไปก่อนนะขอรับ” ข้าเอ่ยขึ้นเต็มน้ำเสียงแล้วจึงหันกลับไปยังบานประตูตรงหน้าที่มีท่านปู่กำลังยืนรออยู่ด้วยรอยยิ้มและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ข้าไม่อาจจะเข้าใจได้ แต่แปลกที่ภายในกลับรู้สึกหวิว ๆ อย่างที่ตัวข้านั้นไม่เคยเป็นมาก่อน

“ไปกันเถอะ” ท่านปู่เอ่ยขึ้นอีกคราก่อนที่ข้าจะก้าวเดินออกจากตัวบ้านโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูให้สนิทเหมือนอย่างเคย

ข้าเดินตามร่างของท่านปู่ไปยังหน้าหมู่บ้านซึ่งเป็นประตูทางออกเพียงทางเดียวของหมู่บ้าน ซึ่งหากลองสังเกตดูรอบ ๆ แล้วก็นับว่าน่าแปลกที่ไม่ยักจำมีผู้คนในหมู่บ้านออกมาทำกิจวัตรกันเหมือนอย่างเคย ซึ่งสาเหตุนั้นก็อยู่ตรงที่ประตูทางออกที่ห่างจากจุดที่ข้ากำลังเดินอยู่ไม่ไกลนัก

“ไง! เจ้าตัวแสบ นอนหลับสบายไหมล่ะเมื่อคืน” เสียงนั้นดังขึ้นมาจากไคลด์ที่กำลังยืนอยู่ท่านกลางเหล่าชาวบ้านทุกคนที่มารวมตัวกัน ซึ่งแน่นอนรวมถึงผู้เฒ่าพยากรณ์ที่ข้าชอบแซวที่กำลังยืนกอดอกทำท่าที่ฮึดฮัดอยู่ด้วย

“ขะ ขอรับ” ข้าเอ่ยตอบก่อนที่จะมายืนหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคน โดยมีท่านปู่ที่เดินตรงไปยืนอยู่ข้าง ๆ ไคลด์

“ข้ามีของขวัญจะให้เจ้าด้วยนะ” ร่างใหญ่ตรงหน้าข้าเอ่ยขึ้นก่อนที่เขาจะนำเอาห่อผ้าสีขาวมัดหัวท้ายด้วยเชือกสำหรับสะพายไหล่ที่ภายในดูเหมือนจะห่อบางสิ่งที่เป็นรูปร่างทรงกระบอกเอาไว้

“เอ้า รับไปสิ” ไคลด์กล่าวย้ำอีกคราก่อนที่ข้าจะยื่นมือไปรับสิ่งนั้นมาสะพายเอาไว้บนบ่าข้างหนึ่ง

“ขอบคุณขอรับ” ข้าเอ่ยขอบคุณไคลด์พร้อมกับก้มหัวลงเพื่อแสดงความเคารพ แล้วจึงหันไปที่ชาวบ้านทุก ๆ คนที่กำลังส่งยิ้มมาให้ข้า ถึงแม้ว่าของท่าผู้เฒ่านักพยากรณ์จะดูฝืน ๆ หน่อยก็เถอะนะ

“ตอนนี้ก็หมดหน้าที่ของเราทุกคนแล้ว” ท่านปู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับแสงสีทองอัมพันที่เปล่งประกายออกมาทำให้ร่างของเขากลับกลายเป็นชายร่างสูงในชุดสีน้ำเงินขลิบทองงามสง่า

“ข้าต้องขอโทษที่ไม่ได้ชี้แจงเรื่องทุกอย่างให้กระจ่าง จนอาจทำให้เจ้าเกิดสับสนขึ้น แต่ทว่าถึงแม่ว่าเจ้าจะสับสนเพียงใด ตัวเจ้าเองก็ยังคงผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนั้นมาได้” ร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด “ข้านั้นคือเจ้าสวรรค์ รวมถึงทุก ๆ คนในหมู่บ้านเองก็ต่างเป็นชาวสวรรค์ทั้งสิ้น เราทุกคนอยู่ที่นี่ด้วยจุดประสงค์เดียวกัน คือปกป้องเจ้าเอริค”

“ปกป้องข้างั้นหรือ? จากสิ่งใดกันขอรับ” ถึงแม้ข้าจะเก็บความสงสัยทั้งหมดเอาไว้ แต่ทว่าเรื่องที่ข้ากำลังได้ยินนั้นทำให้ข้าสับสนไม่น้อย

“สิ่งที่เจ้าจักต้องต่อกรในอนาคต”

“แล้วที่ท่านบอกว่าหน้าที่สิ้นสุด...”

“อย่างที่เจ้าเข้าใจ ตอนนี้หน้าที่ของเราได้สิ้นสุดลงแล้ว”

“เช่นนั้นแล้วพวกท่าน...”

“ใช่...เมื่อเจ้าได้รับรู้แล้วว่าพวกเราเป็นใคร เราต้องออกไปจากดินแดนมนุษย์ มันเป็นพันธะสัญญาที่ห้ามมิให้เราข้องแวะเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้ หากมิเช่นนั้นแล้ว กลียุคจะเกิดขึ้นกับทั้งสี่ภพ”

“เช่นนั้นแล้วทำไมกัน ทำไมพวกท่านถึงได้...”

เสียงอันสั่นเครือของชายหนุ่มได้เปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกผูกพันและความทรงจำทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นความอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง ครอบครัวและทุกสิ่งที่อยู่กับเขามาตลอดสิบเจ็ดปีนั้นจะกำลังจะต้องจากเขาไป

“เจ้าจะได้รู้ทุกอย่างเมื่อเวลานั้นมาถึง เอริค” เบนวาซกล่าวขึ้นก่อนที่จะเดินไปหยุดลงตรงหน้าของชายหนุ่มแล้วจึงวางมือทั้งสองข้างลงไปบนบ่าของเขา “ทุก ๆ อย่าง เจ้าจะได้รู้เอง”

“แล้วข้า...จะยังคงเป็นหลานของท่านอยู่รึเปล่าขอรับ...” ใบหน้าของชายหนุ่มจ้องไปใบหน้าของร่างตรงหน้าก่อนที่หยดน้ำใส ๆ ไหลหยดลงอาบแก้มทั้งสองพร้อมกับร่างที่สั่นเทิ้ม

“จะ เจ้างั่ง...” ร่างใหญ่ของเบนวาซเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นเครือก่อนที่จะสวมกอดไปยังร่างของหลานชายที่ตนชุบเลี้ยงขึ้นมากับมือ “หล่ออย่างนี้ จะไม่ใช่หลานข้าได้ยังไงกันเล่า”

ทั้งสองโอบกอดกันเช่นนั้นโดยมีปิยฝนที่ตกลงมาราวกับท้องนภากำลังร่ำไห้ให้กับการจากลาของพวกเขาเหล่านี้

“ดะ ได้เวลาแล้วล่ะขอรับฝ่าบาท” ร่างของเฒ่าพยากรณ์เอ่ยขึ้นเสี้ยงอู้อี้ในขณะที่มือทั้งสองของเขาเองนั้นก็ยกขึ้นปากน้ำตาไปมาอย่างไร้ท่าทีว่าจะหยุด

“อืม เอาล่ะได้ถึงเวลาที่ปู่ต้องไปแล้วล่ะ” เบนวาซเอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบเส้นผมสีฟ้าของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา “จงจำเอาไว้นะหลานปู่ การจากลานั้นหาใช่เรื่องที่เจ้าจะต้องจมปลักไปกับมัน หากแต่จงจดจำช่วงเวลาดี ๆ เหล่านี้เอาไว้จนกว่าเราจะได้พบกันใหม่อีกครั้ง และไม่ว่าเจ้าจะมีอำนาจเพียงใด มีพลังมากล้นเพียงไหน เจ้าก็มิอาจเอาชนะการจากลาได้ เพราะฉะนั้นจงมองไปข้างหน้าเสีย มองไปยังหนทางที่จะนำพาเจ้าไปพบกับสิ่งที่ปรารถนา เราทุกจะคอยเฝ้าดูเจ้าอยู่เสมอ”

“ขะ ขอรับ” เอริคเอ่ยขึ้นโดนที่ยังคงก้มหน้าเอาไว้

“ข้าเองก็จะเอาใจช่วยเจ้านะ เจ้าตัวแสบ!” ไคลด์เอ่ยขึ้นก่อนที่จะเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มแล้วจึงยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาวางลงบนบ่าของเขา

“...” แสงสีเหลืองนวลสว่างจ้าขึ้นบนผืนแผ่นดินที่ทุกคนยืนอยู่ก่อนที่วงเวทจะแผ่ขยายขึ้นมาเบื้องล่างจนครอบคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่ของหมู่บ้าน ทำให้ร่างของชาวสวรรค์ทุก ๆ ตนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดค่อย ๆ กลายเป็นแสงเลือน

“ทะ ทุกคน....” เอริคเอ่ยขึ้นก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นทำให้เขาได้เห็นรอยยิ้มที่แสนจะอบอุ่นที่ส่งตรงมาให้เขา

“ขอบคุณสำหรับทุก ๆ อย่าง และ....” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มที่อาบไปด้วยหยดน้ำตาของเจ้าตัว ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างจะค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้น

“ลาก่อนขอรับ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel