บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 ความอำมหิตของท่านปู่ผมทอง New!

ณ ดินแดนอันแห้งแล้งที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดของยามรัตติกาล มีเพียงแต่ดวงจันทราสีโลหิตบนท้องนภาเท่านั้นที่คอยฉายแสงสีแดงฉานออกมาคอยส่องให้เห็นพื้นที่อันกว้างขวางของห้องโถงขนาดใหญ่แห่งนี้ ที่ซึ่งประดับเอาไว้ด้วยข้าวของที่ล้วนสรรค์สร้างขึ้นมาจากอัญมณีล้ำค่าที่หามีผู้ใดอาจหาญมาประเมินราคาให้กับพวกมันได้

ปึ้ง!!! เสียงของกำปั้นกระทบกับของแข็งดังสนั่นไปทั่วทั้งสารทิศ โดยมีต้นตอมาจากที่พักมือข้างบัลลังทองคำอันเป็นผลให้ลวดลายวิจิตรที่ถูกสลักเอาไว้นั้นบุบเบี้ยวออกจากรูปลักษณ์ที่มันควรจะเป็น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์อันขุ่นเคืองอย่างรุนแรงของผู้กระทำ

“นี่มันเรื่องอะไรกัน! เหตุใดจู่ ๆ พรแห่งราชาที่ข้าเฝ้าตามหามาตลอดถึงได้ถูกมอบไปให้ผู้อื่นได้อย่างง่ายดายเช่นนี้!” น้ำเสียงอันเกรี้ยวกราดถูกตวาดออกมาพร้อมด้วยอาการหายใจเข้าออกอย่างรุนแรงของร่างใหญ่ที่ซึ่งนั่งทอดกายอยู่บนบัลลังดังกล่าว ดวงตาสีแดงชาดมองลอดออกไปยังนอกหน้าต่างบานใหญ่ของตัวห้องโถงอย่างเย็นชา ซึ่งถ้าหากลองสังเกตไปยังใบหน้าของเขา ก็จะปรากฏภาพริ้วรอยอันเป็นสิ่งบ่งบอกถึงช่วงอายุที่ผ่านมาของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

“บาสเตียน!” เสียงใหญ่เอ่ยขึ้นดังกังวานไปทั่วบริเวณพลันก็ควันสีดำค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงกลางห้องโถง

“ขอรับนาย ท่าน…” เสียงแหบพร่าดังขึ้นพร้อมกับร่างของพ่อมดชราในชุดคลุมสีดำและไม้เท้าผุ ๆ ที่คอยแผ่ไอพลังอันหน้ารังเกียจออกมาอย่างไม่ขาดสาย

“หากเป็นเจ้าจะทำเช่นไร เมื่อสิ่งที่เฝ้าตามหามาค่อนชีวิตถูกผู้อื่นที่ไม่ใช่บุตรของเจ้าช่วงชิงไป” เสียงนั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับเบนหน้ากลับมามองไปที่ร่างตรงหน้า ด้วยสายตาอันเย็นชาเช่นเก่า

“คะ คือว่าองค์ฝ่าบาท อันพลังแห่งพรนั้นมีอีกมากมายหลายประการนัก ไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องนำตัวผู้ที่ถือครองพลังอันประเสริฐสุดนั้นมามอบให้กับองค์ชายได้ในไม่ช้านี้แน่ขอรับ คิก คิก...” เสียงอันฟังดูน่าสะอิดสะเอียนได้เอื้อนเอ่ยออกมาจากร่างชราก่อนที่เขาจะเงื้อมืออันเหี่ยวย่นนั้นคว้าหมับไปที่แมลงวันตัวหนึ่งที่บินมาเกาะยังไม้เท้าของตนอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

“เจ้าคิดเช่นนั้นรึ แต่ถึงกระนั้นแล้วความทรงอำนาจที่ว่านั่นล่ะ เจ้าก็รู้แก่ใจดีนี่...” ร่างใหญ่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดุดันพร้อมกับจ้องมาที่พ่อมดชราที่กำลังหย่อนแมลงในมือของตนเข้าไปในปาก

“ข้ามีความเห็นในเรื่องนี้ว่า ผู้ที่ได้รับพลังอันทรงอำนาจเช่นนี้อาจจะมิสามารถใช้สิ่งที่ตนถือครองได้ในเร็ววันนักหรอกขอรับฝ่าบาท และข้าคิดว่าในระหว่างนั้นเราควรที่จะไปสังหารมันให้สิ้นชีพ แล้วจึงค่อยใช้เวทย์ดำที่พระองค์ถือครองดึงเอาพรนั้นออกมาให้กับองค์ชายเสียเอง” เสียงแหบกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์พร้อมกับแหงนหน้ามองไปยังบุคคลตรงหน้าที่กำลังยิ้มออกจากมุมปากด้วยความพึงพอใจ

“เช่นนั้นแล้ว ข้าก็ขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าไปจัดการก็แล้วกัน บาสเตียน อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังล่ะ” ผู้เป็นนายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง พร้อมกับใช้ดวงตาสีแดงก่ำนั้นจ้องมองตรงมาที่ร่างเบื้องหน้า แล้วจึงยกมือนั้นขึ้นมาโบกเป็นเชิงว่าบทสนทนาได้สิ้นสุดลงแล้ว

“ขะ ขอรับฝ่าบาท” ร่างชรากล่าวขึ้นตอบรับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ก่อนที่ไอพลังสีดำจะไหลออกมาจากไม้เท้าในมือเข้าคลุมไปที่ร่างของเจ้าแล้วจึงสลายหายไปในเวลาถัดมา

“น่าสะอิดสะเอียนเสียจริง ๆ” ร่างใหญ่เอ่ยขึ้นในขณะที่จ้องมองไปยังความว่างเปล่าตรงหน้า ก่อนจะหันกลับไปมองทางหน้าต่างบานใหญ่ดังเดิม

นี่ข้าไม่รู้จริง ๆ เลยว่าตัวข้าได้ฝึกกับท่านปู่ผมทองตรงหน้านี้มานานเท่าไหร่แล้ว แต่เท่าที่ข้ารับรู้ได้ก็คือการฝึกฝนตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงตอนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยได้กระทำมาก่อนทั้งสิ้น แถมท่านปู่เองก็ยังเข้มงวดกับการฝึกนี้เอามาก ๆ ก็เขาเล่นห้ามไม่ให้ข้าใช้พลังอื่น ๆ นอกจากกำลังทางกายภาพของข้าเองล้วน ๆ เลยนี่นะ

“จงจำไว้ว่าการเป็นอัศวิน เจ้าจะพึ่งแต่พลังเวทไม่ได้ ร่ายกายเจ้าเองนั้นจะต้องแข็งแกร่งให้เทียบเท่ากับพลังเวทที่เจ้ามีด้วย”

“แฮ่ก แฮ่ก…” ข้าพอจะเข้าใจที่ท่านเอ่ยนะขอรับท่านปู่ แต่ข้ากลับคิดว่าการให้ข้าวิ่งหนีเจ้ามังกรดินตัวยักษ์ ที่วิ่งเร็วเสียจนข้าหายใจแทบจะไม่ทันเช่นนี้มันดูจะเกิดไปกระมังขอรับ แน่ล่ะว่าถ้ามันเป็นพื้นดินธรรมดาข้าจะไม่เอ่ยบนเลยซักนิด แต่นี่มันมีแต่ดินเหนียวกับน้ำตั้งหน้าแข้งข้าเชียวนะ! แล้วยังไม่พอยังจะให้ข้ามาดันพลังกับเจ้าแรดยักษ์คลั่งตัวแดงเถือกอีก แถมขนาดตัวของมันเนี่ยก็น้อง ๆ เจ้ามังกรดินนั่นเชียวนะ แต่ก็ถือว่าเคราะห์ยังดีที่ข้ายังเอาชนะมันมาได้ถึงแม้จะเกือบโดนเจ้ากีบเท้าใหญ่ยักษ์นั้นเหยียบไปถึงสองครั้งสองคราก็เถอะ

“เอาล่ะสิ่งต่อไปที่เจ้าต้องทำก็คืออ่านเจ้าหนังสือพวกนั้น” เขาเอ่ยขึ้นก่อนที่จะชี้นิ้วหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งที่เป็นพื้นที่ยกสูงขึ้นมาจากจากบ่อโคลนที่ข้ากำลังยืนเปียกอยู่

“ทะ ท่าน” ข้าเอ่ยพลางส่งยิ้มแหยะให้กับท่านผมทองตรงหน้าก่อนที่จะชี้นิ้วหงิก ๆ ไปยังกองหนังสือที่จัดวางอยู่บนชั้นอันโอฬารตรงหน้าที่ตัวข้าเองก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะอ่านมันจนหมด

“อย่ามองข้าแบบนั้น ข้าไม่ได้จะให้เจ้าอ่านมันแบบปกติซักกะหน่อย” กล่าวจบมือของเขาก็แปะลงบนหัวข้าพร้อมกับส่งพลังเวทอะไรบางอย่างเข้ามาในหัวของข้าและมันทำให้ข้ารู้สึกว่าหัวสมองมันประมวลผลได้เร็วขึ้นกว่าปกติมาเสียจนรู้สึกประหลาด สังเกตได้จากการที่ข้าสามารถจดจำตัวอักษรบนสันเล่มที่เรียงรายกันอยู่บนนั้นได้เพียงแค่จ้องมองเพียงปราดเดียว

"ขอบคุณขอรับ ท่านปู่" ข้าเอ่ยก่อนที่จะรีบวิ่งปรี่ตรงไปหาเจ้าชั้นหนังสือมหายักษ์นั่นอย่างเต็มแรงกายในทันที แน่นอนว่าข้าจะไม่ยอมปล่อยให้เวลานับจากนี้ไปต้องสูญเปล่าแม้ซักวินาทีเดียวเลยล่ะ

“ท่านปู่งั้นเรอะ อ้า…” เบนวาซกล่าวขึ้นในเด็กหนุ่มตรงหน้าของตนกำลังหยิบคว้าหนังสือบนชั้นออกมาเปิดอ่านอย่างกระตือรือร้น ก่อนที่จะยกมือขึ้นปาดหยดน้ำตาที่ไหลออกมาอาบแก้มของตนด้วยรอยยิ้มอันเคอะเขิน “ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง ๆ”

“นี่มันใช่เวลามากล่าวชมเจ้าตัวแสบซะที่ไหนกันเล่าขอรับ ท่านจ้าวสะ...” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยประโยคหลังอันเบาหวิวพร้อม ๆ กับเงาของร่างใหญ่ที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของเบนวาซ

“อืม...ไปเตรียมการกันต่อเถอะ” ว่าจนทั้งเบนวาซและเงาดังกล่าวก็หายวับไปเหลือเอาไว้เพียงประกายแสงสีทองที่ลอยตลบไปทั่วบริเวณ 

เพียงแค่ข้าเป็นอ่านผ่าน ๆ เท่านั้นก็สามารถจดจำได้ทุกตัวอักษรทั้งหมดได้ในแทบจะทันที นี่คงจะเป็นฤทธิ์พลังเวทชั้นสูงที่ข้าต้องไม่เคยได้พบเจอมาก่อนแน่ ๆ แต่ถ้าว่ากันตามเนื้อหาของหนังสือแล้ว เจ้าหนังสือพวกนี้มีแต่เนื้อความที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังเวทย์ชั้นสูง และวิธีการพิชิตพลังกายขั้นสูงสุดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะผู้คนอื่น ๆ ที่ต้องการจะเป็นอัศวินเช่นข้าเองก็คงจะต้องสำเร็จศาสตร์พวกนี้กันอยู่แล้วแน่ ๆ

"โอ้...นี่เล่มสุดท้ายแล้วนี่นา" ข้าเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อมองไปรอบ ๆ ที่มีแต่หนังสือเล่มหนาเกือบวางซ้อนกันสูงเกือบท่วมตัวข้าวางตั้งอยู่ที่พื้นเต็มไปหมดผนวกเข้ากับความว่างเปล่าบนชั้นวางหนังสือตรงหน้า เว้นแต่เพียงเล่มที่ข้ากำลังอ่านหน้าสุดท้ายของมันอยู่

“จบแล้วงั้นรึ ดีมาก เอาล่ะเรามาว่ากันเรื่องต่อไปเลยดีกว่า” ท่านปู่ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวตรงหน้าข้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับโบกมือพัดเอาหนังสือในมือข้าที่เพิ่งจะอ่านจบพอดีกับเล่มอื่น ๆ ให้กลับขึ้นไปอยู่บนชั้นจัดวางตามเดิม

“การใช้ความเร็วประสานกับพลังโจมตีที่รุนแรง เจ้าคงรู้ดีสินะ เมื่อเจ้าต่อสู้โดยใช้ความเร็วมากเท่าไหร่การโจมตีนั้นก็จะอ่อนแรงไปมากขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นแล้ว...” ข้าฟังท่านปู่พูดอย่างเข้าอกเข้าใจเพราะข้าจำได้ว่า เรื่องนี้มันมีเขียนอยู่ในหนังสือเล่มที่สามร้อยหกสิบเก้าหน้าที่สามร้อยเก้าสิบเจ็ดบรรทัดที่สอง แล้วนี่ข้ามาบ้าจำมันได้ยังไงกันล่ะเนี่ย!? แต่ก็ช่างมันเถอะ              “ที่สำคัญอย่าลืมล่ะว่า เจ้าห้ามใช้พลังเวทย์ จงใช้เพียงร่างกายของเจ้าเสียเท่านั้น” ว่าจบท่านปู่ก็วาดมือไปเหนือศีรษะทำให้บังเกิดเป็นหินก้อนมหึมานับพันลูกร่วงลงมาจากฟากฟ้าราวกับห่าฝน นี่ท่านต้องคิดที่จะฆ่าข้าแน่ ๆ

“จัดการหินพวกนั้นให้หมดเสีย แล้วเราจะเข้าสู่บทฝึกสุดท้ายกัน” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับกำหมัดหยุดห่าก้อนหินเอาไว้บนฟ้าเหนือหัวของข้าราว ๆ สามช่วงตัวพร้อมกับทำสีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

“อ้อ! แล้วก็เจ้าหินพวกนั้นน่ะ ถ้ารีบไม่จัดการมันก่อนที่จะตกถึงผิวน้ำแล้วล่ะก็ มันจะระเบิดเปลวเพลิงออกมาใส่เจ้าจนเกรียมเลยล่ะ พอดีว่าพวกมันไม่ค่อยจะถูกกันกับน้ำน่ะนะ” น้ำเสียงอันเรียบเฉยที่ป่าวออกมาช่างฟังดูย้อนแย้งกับเนื้อหาของมันเสียจริง ๆ ท่านปู่ แต่ก็เอาเถอะ ยังไงข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วด้วย             ปึก!! แน่นอนว่านั่นเป็นเสียงหมัดของข้าที่เข้าปะทะกับเจ้าหินบ้าที่เพิ่งจะตกลงมาตรงที่ข้ากำลังยืนอยู่ และแน่นอนว่าผลลัพธ์เป็นตามที่คาดไว้ คือเจ้าหินนั่นมันไม่สะทกสะท้านอะไรเลยซักกะนิด

ซูม! ตูม!! ในทันทีที่เจ้าก้อนหินพุ่งเปลี่ยนทิศทางออกไปสัมผัสกับน้ำ เปลวไฟสีแดงฉานก็ลุกโชนขึ้นพร้อมกับการระเบิดกระจายเศษซากของมันไปทั่วรัศมีการทำลายรอบด้าน

“เมื่อครู่ท่านไม่ได้เอ่ยถึงการระเบิดเลยนี่ขอรับทะ...” ข้าที่กลิ้งตัวหลุน ๆ หลบออกมาได้ตะโกนออกมาพร้อมกับมองหาผู้ก่อเหตุดังกล่าว และแน่นอนว่ามีเพียงแค่ประกายเวทสีทองเท่านั้นที่อยู่รับคำโวยของข้า

“บ้าจริง!” ข้าโป้งท่านแล้ว!

ข้ากระโดดหลบเจ้าก้อนหินพวกนั้นไปเรื่อย ๆ พลางนึกถึงการเปิดทลายขีดจำกัดธรรมชาติ ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ข้าจำได้ว่าอ่านมาจากเจ้าชั้นมหาหนังสือนั่น เนื้อหาภายในเล่มหนังสือส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการปลุกหรือพิชิตพลังในตัวเอง โดยใจความสำคัญก็คือ สมองหรือเจ้าของเหลว ๆ ที่มีอยู่ในหัวของทุกคนรวมทั้งข้าด้วยนั้นในยามปกติมีการใช้งานอยู่ไม่ถึงครึ่งของประสิทธิภาพตามจริงของมัน และถ้าใครก็ตามที่สามารถเปิดและใช้งานในส่วนที่เหลือนั้นได้ทั้งหมด ก็จะทำให้สามารถใช้พลังกายอันบ้าบอเหนือคำบรรยายนั้นได้ ทว่าน่าแปลกที่กลไกเหล่านี้มันค่อนข้างต่างกันจากพลังเวท ที่ผู้มีพรสวรรค์ในการใช้เวทจะสามารถใช้ได้เลยโดยกำเนิด และไม่เกี่ยวข้องกับการทลายขีดจำกัดดังกล่าว

“มีแต่ต้องเสี่ยงเท่านั้นแล้วสินะ” หากมันจะทำให้ข้าสามารถผ่านเจ้าด่านทดสอบมหาระทึกนี่ไปได้แล้วล่ะก็ มันก็คุ้มมากที่จะลองเสี่ยงดู พอดีข้าเพิ่งสำเร็จวิชาการหลบหลีกโดยไร้สติมาด้วย น่าจะพอยื้อเวลาให้ข้าทำอะไรได้บ้างล่ะนะ

ฟึบ ! ตู้ม! เอริคกระโดดออกจากวงรัศมีระเบิดที่อยู่ใกล้กับตัวเขามากที่สุดออกมา แล้วจึงหลับตาลงเพ่งสมาธิไปที่ประสาทสัมผัสเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่หินเหนือศีรษะอีกก้อนจะหล่นลงมา ดวงตาของชายหนุ่มก็เบิกกว้างขึ้นพร้อมกับสติที่หลุดเข้าไปในจิตใจเบื้องลึกของตน แต่ทว่าร่างกายอันไร้ซึ่งการควบคุมนั้นกลับสามารถหลบการโจมตีของเหล่าหินยักษ์ไปได้อย่างไร้ที่ติ

ข้าเดินไปตามทางที่เหมือนถ้ำลึกไปเรื่อย ๆ โดยมีบรรยากาศอันหนาวเย็นเป็นเสมือนเพื่อนที่คอยวิงวนอยู่รอบกาย ทั้งยังดูเหมือนว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่แสงสว่างที่มีก็ยิ่งมืดและเย็นขึ้นมากเท่านั้น แน่นอนว่าถ้าเกิดมีตัวอะไรแปลก ๆ โผเข้ามาใส่ข้าแล้วล่ะก็ ข้าจะกรี๊ดใส่มันจนหูแตกเลยเอา! ก็ข้ากลัวนี่นา

“นี่สินะ ที่ในหนังสือเรียกว่าทางสัญจรสู่ดวงจิต” ข้าเอ่ยในขณะที่มองดูรอบด้านไปเรื่อย ๆ แล้วพลันสายตาของข้าก็ไปประสบเข้ากับคบเพลิงสองอันที่ถูกตั้งติดไว้บนผนังกำแพงเก่าคล่ำครึ โดยตรงกลางระหว่างคบเพลิงทั้งสองนั้นมีประตูหินบานใหญ่ ที่ถูกปิดและล่ามโซ่ตรวนขนาดใหญ่ราวกับผนึกเอาไว้ ซึ่งข้าคิดว่าข้าคงจะต้องใช้ขวานซักเล่มจามใส่เจ้าโซ่นั่นเป็นแน่ ทว่าเมื่อมองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นจะมีขวานอยู่ซักกะอัน ข้าเลยต้องจำใจเดินตรงไปตรงหน้าบานประตูยักษ์ตรงหน้าอย่างไร้ซึ่งความหวังใด ๆ

“ขอล่ะ ไม่งั้นแล้วข้าคงต้องโดนเจ้าพวกหินบ้านั่นทับแบน และโดนระเบิดซ้ำแหง ๆ” ข้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน ซึ่งแน่นอนว่านี่มันเป็นสิ่งเดียวที่ข้าพอจะทำได้ในตอนนี้

“จงหลุดออกมาซะ!” ข้าเอ่ยพร้อมกับเตรียมใช้มือทั้งคู่ดึงเจ้าโซ่ตรงหน้าอย่างสุดแรง แต่พอมือข้าสัมผัสมัน เจ้าโซ่นั่นก็คลายออกเองเสียนี่ ข้าดีใจที่สุด!!!

ครืน ครืน! หลังจากเจ้าโซ่ตรวนหลุดออก ประตูหินบานโตนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนเปิดออกพร้อมกับเสียงที่ดังมากจนหูต้องเอานิ้วขึ้นมาอุดหูทั้งสองข้างเอาไว้

“อึก…” ข้ากลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอก่อนที่จะตรงไปแอบมองตามรูช่องที่กำลังค่อย ๆ เปิดออกอย่างใจจดใจจ่อ คือข้าไม่ได้ตื่นเต้นหรืออะไรหรอกนะ แค่เผื่อว่ามีตัวอะไรโผล่ออกมาจะจับข้ากิน จะได้วิ่งหนีมันทันต่างหาก! แต่มันก็สูญเปล่า เพราะไม่ว่าข้าจะพยายามสอดส่องมากแค่ไหน สิ่งที่เห็นก็มีเพียงแต่ความมืดข้างในนั้น

“หรือว่าบางทีข้าควรจะหันหลังกลับไปดีนะ...” แต่พอลองนึกย้อนไปถึงเจ้าหินมหาโหดพวกนั้นที่กำลังหล่นลงมาทับตัวข้าเละแล้วละก็ ข้าว่าทางนี้ดูดีกว่าเป็นไหน ๆ พอคิดได้เช่นนั้นขาทั้งสองของข้าก็ไม่รอช้าเดินจ้ำตรงเข้าไปด้านในของประตูหินที่กำลังเปิดออกจนสุดกลไกของมัน แต่ในทันทีที่ข้าพาตัวเองมายืนหลังประตูเพียงครู่เดียวเท่านั้นเจ้าประตูหินก็ปิดตัวของมันดังปังอย่างรวดเร็วผิดกับตอนเปิดลิบลับ

“ทีนี้ล่ะข้าจะต้องพิชิตมันมาให้ได้” ข้าเอ่ยขึ้นให้กำลังใจตัวเองพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ตัวที่มีแต่ความมืดแต่แล้วทันใดนั้นเองแสงไฟก็สว่างพรึบขึ้นมาอย่างที่ข้าไม่ทันตั้งตัว บอกตรง ๆ ว่านี่เล่นข้าขาอ่อนไปแว๊บนึงเลยทีเดียวเชียว

ไร้ซึ่งสิ่งแปลกใหม่ ด้านหน้าก็ยังคงเป็นเพียงทางเดินที่เต็มไปด้วยคบเพลิงขนาดใหญ่ที่ถูกติดอยู่บนผนังเรียงรายกันไปเป็นแนวตามทาง ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ข้าเดินตามมันเข้าไป และแน่นอนข้ารับรับคำเชิญนั่น! แต่จนถึงตอนนี้แล้วข้าก็พึ่งรู้สึกว่าร่างกายมันเบาโหวงแปลก ๆ และพอก้มหน้าลงไปมองดี ๆ ข้าก็ต้องพบเข้ากับสิ่งที่คาดเอาไว้ก่อนแล้ว ซึ่งนั่นก็คือร่างโปร่งแสงลาง ๆ ของตัวเอง

“ก็เป็นร่างจิตนี่เนาะ”

ข้าเลิกสนใจสถานะกึ่งผีของตัวเองแล้วเดินต่อไปตามทางที่มีคบเพลิงที่ลุกโชนไปด้วยไฟอย่างสุขุมตามเดิมเพราะนี่ใช่ครั้งแรกที่เคยเสียเมื่อไหร่

เมื่อเดินมาจนสุดเส้นทาง ก็ปรากฏคบเพลิงขนาดใหญ่พิเศษถูกจุดอยู่ทั้งสองข้างแต่จะพิเศษหน่อยตรงที่เปลวเพลิงนั้นเป็นสีน้ำเงินครามดูงดงามแปลกตา และในส่วนตัวด้ามสีเงินก็มีลวดลายแกะสลักที่ดูวิจิตรงดงามสะท้อนรับกับแสงสีครามของคบเพลิงนั้นได้เป็นอย่างดี ส่วนสิ่งที่อยู่ระหว่างกลางคบเพลิงทั้งสองนั้นก็คือกำแพงหินที่ถูกสลักไว้เป็นลวดลายอะไรบางอย่างซึ่งข้ามองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ เนื่องจากแสงรอบด้านมันน้อยจดเกินไป แต่แล้วก็เหมือนมีบางสิ่งที่รับรู้ถึงความต้องการของข้า คบเพลิงที่เฉิดฉายแสงอยู่ทั้งสองลุกโชนขึ้นจากเดิมจนทำให้รอบด้านที่ข้ายืนอยู่ตรงนี้สว่างจ้าไปเสียหมด

“สะ สุดยอด” ปากของข้าเอ่ยโพล่งขึ้นเองโดยที่ข้าไม่รู้ตัวในทันทีที่ได้เห็นภาพจิตรกรรมบนฝาผนังที่มองดูสมจริงราวกับข้ากำลังมองดูเหตุการณ์นั้นอยู่กับตา

“นี่ คือใครกัน…” รูปจิตรกรรมตรงหน้าแสดงให้เห็นถึงกองทัพขนาดใหญ่หลายกำลังรบที่มีฉากหลังเป็นควันไฟ และท้องฟ้าสีส้มอันเกิดจากเพลิงแห่งการทำลายล้างที่ซึ่งกำลังลุกโชนอยู่อย่างไร้ท่าทีว่าจะดับ สายฟ้าสีดำสนิทฟาดกระหน่ำไปทั่วพื้นที่โดยรอบมองดูน่าเกรงกลัวอย่างหาสิ่งใดเทียบมิได้ แต่ทว่ากลับมีร่างหนึ่งที่กำลังสวมชุดเกราะสีเงินอันเต็มไปด้วยร่องรอยบุบสลายจากการถูกโจมตี ที่ยังคงยืนประจันหน้าอยู่กับศัตรูอันเหลือคณานับแต่เพียงผู้เดียว ดวงตาสีน้ำเงินครามเข้มนั้นจ้องมองไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่กลัวเกรงต่อสิ่งใด เส้นผมสีฟ้าที่สยายออกไปด้านหลังนั้นมองดูเปรียบเสมือนท้องนภาที่กำลังโอบรับความหวังของผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเขาผู้นั้นเอาไว้

“ดวงตาสีครามกับเส้นผมสีฟ้านั่นมัน...” ข้าได้แต่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องราวของบุรุษในภาพจิตรกรรมตรงหน้า แต่แล้วในที่สุดข้าก็ต้องละความสนใจไปจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะสายตาเจ้ากรรมดันพลันมองไปประสบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ตั้งอยู่ใต้ มองดูเป็นรอยยุบลงไปเหมือนกับว่ามีคนเคยนำเอามือมากดทับเอาไว้ หรือว่า เจ้านี่เองจะเอาไว้สำหรับประทับมือกันนะ ข้าว่าต้องใช่แน่ ๆ

“อืม เอาล่ะเป็นไงเป็นกัน!” หลังจากใช้เวลาเดินคิดวนไปวนมา ข้าก็ตัดสินใจทาบมือลงไปพร้อมกับเตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น

เอริคทาบมือของเขาลงไปในทันทีหลังจากที่เจ้าตัวพร้อม และในทันใดนั้นเองทุก ๆ สิ่งทุก ๆอ ย่างรอบตัวของเขาก็เริ่มเคลื่อนสั่นไหวเหมือนกับโยนก้อนหินลงไปในผิวน้ำนิ่งสนิท ลมอันรุนแรงพัดพรายไปรอบ ๆอย่างบ้าคลั่ง จนเกิดกลายเป็นเสียงกรีดร้องของอากาศขึ้นพร้อมกับเสียงลึกลับบางอย่างที่เอื้อนเอ่ยดังขึ้นกังวานไปทั่ว

“ตัวเจ้านั้นได้ตอบรับชะตาแห่งผูพิทักษ์แล้ว จงตื่นขึ้นเสียเถิด เจ้าสีครามเอ๋ย จงตื่นขึ้นเสียเถิดพลังอันไร้ผู้ทัดเทียม จงตื่นขึ้นเถิดดวงใจแห่งผู้ปกป้อง จงตื่นขึ้นเถิดจิตวิญญาณแห่งผู้พิทักษ์ ‘โอรีออส’ เจ้าสีครามคนสุดท้าย ด้วยนามของข้าผู้เป็นเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่ง ขอมอบหน้าที่สุดท้ายให้กับเจ้า จงนำความสงบสุขกลับมาสู่ภพทั้งสี่นี้เสียเถิด!” เสียงดังกังวานจบลง ทุก ๆ สิ่งอย่างก็ค่อย ๆ จางหายไปเหลือเพียงร่างของเรือนผมสีฟ้าเท่านั้นที่ยังยืนมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นี่มันอะไรกัน! จู่ๆบรรยากาศก็เกิดแปรปรวนขึ้นมาเสียอย่างนั้น ข้าตกกะใจแทบแย่แน่ะ แต่จะว่าไปแล้วเหมือนรู้สึกว่าข้าได้ยินเสียงอะไรแว่ว ๆ เมื่อครู่ แต่ก็ช่างเถอะตอนนี้ข้าคงต้องออกไปจากที่นี่เสียก่อน

ฟึบ วูม... ดูเหมือนว่าที่นี่จะสามารถเชื่อมต่อกับความคิดของข้าได้โดยตรงเลยสินะ ก็เพียงแค่ข้านึกสิ่งที่เป็นทางออกก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ซึ่งแน่ว่าข้าเองก็ไม่รีรออะไรหรอกนะ ข้ารีบกระโจนร่างอันโปร่งแสงของตัวเองเข้าไปตรงเจ้าสิ่งที่เป็นเหมือนประตูข้างหน้าในทันที และมันก็เป็นทางออกจริง ๆ เพราะในตอนนี้ข้าได้กลับเข้ามาในร่างกายของตนเองที่ใช้สัญชาติญาณการเอาตัวรอดหลบหลีกเจ้าก้อนหินยักษ์อยู่ได้อย่างไร้ข้อผิดพลาดใด ๆ แน่ล่ะว่าถ้าข้าพลาดล่ะก็...

“สวัสดีเจ้าหิน ข้ากลับมาแล้ว” ข้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับกำหมัดเอาไว้แน่นจนอากาศรอบ ๆ มือเริ่มสั่นไหว ก่อนที่จะมองตรงไปที่เป้าหมายที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาข้าทันทีโดยไม่ต้องเรียกเชิญ ข้ากำมือแน่นรู้สึกได้ถึงพลังที่เปี่ยมล้นออกมา

ตู้ม!!!! ข้าซัดหมัดรุ่น ๆ เข้าใส่เหล่าก้อนกลุ่มที่ตกลงมาจนระเบิดแหลกออกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่ถาโถมเขาใส่หมัดทั้งสองจนแทบจะคุมสติเอาไว้ไม่อยู่

“แฮ่ก แฮ่ก” ข้าหอบเหนื่อยจนต้องทรุดเข้าลงไปอย่างไร้การควบคุม ก่อนที่จะค่อยยกมือทั้งสองขึ้นมามองดู เพราะในตอนนี้ข้าไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกใด ๆ ได้อีกต่อไปแล้ว

“มะ มือข้า...” สีม่วงช้ำพร้อมกับหยดเลือดที่ค่อย ๆ ไหลออกมานั่นพาใจข้าสั่นไหวไม่น้อย แต่ก็ยังดีหน่อยที่มันยังคงขยับได้อยู่

“ดีมาเอริค เจ้าทำมันได้สมบูรณ์แบบตามที่ข้าคาดเอาไว้” ท่านปู่ที่ก้าวแหวกอากาศมายืนอยู่ตรงหน้าข้าเอ่ยขึ้น ก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าพร้อมกับส่งพลังบางอย่างเข้ามาคลุมมือทั้งสองข้างของข้าเอาไว้

“ขอบคุณขอรับ” เพียงครู่เดียว บาดแผลและรอยฟกช้ำก็ได้พลันจางหายไปพร้อม ๆ กับความรู้สึกที่ย้อนกลับมาเป็นดังเดิมอีกครา ทว่ากลับทิ้งรอยแผลเป็นจากบาดแผลใหญ่ ๆ เอาไว้ แต่นั่นก็หาใช่ประเด็นหลักไม่ เพราะตอนนี้มือข้ากลับมาแล้ว ข้าดีใจมากเลย!

“ต่อไปจะเป็นบทเรียนสุดท้ายก่อนเจ้าจะต้องฝึกก่อนออกเดินทางจากที่แห่งนี้ไป” เบนวาซกล่าวขึ้นพร้อมกับมองตรงไปยังเจ้าตัวแสบผู้เป็นหลานของตนอย่างอ่อนโยน ‘เวลากว่าสิบปีที่ผ่านมามันช่างรวดเร็วยิ่งนัก’เขาได้แต่คิดแบบนั้นอยู่ในหัวโดยที่ไม่ได้เอ่ยน้ำเสียงใด ๆ ออกไป“พลังแห่งพร” เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เจ้าได้รับมาจากสตรีผู้นั้น มิใช่สิ่งที่จู่ ๆ จะได้รับกันมาง่าย ๆ แต่ทว่าเจ้าก็ได้รับมันมา” ดวงตาสีอัมพันจ้องมองไปที่ชายหนุ่มคราหนึ่งก่อนที่จะกลับหลังหันไป

“พลังที่สามารถต่อกรกับเหล่าเทพได้ นั่นคือสิ่งที่เจ้าได้ถือครองมันอยู่”

“พลังที่สามารถต่อกรกลับเหล่าเทพอะไรกันขอรับท่านปู่ ข้าว่านี่มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนา” แน่นอนว่าข้าไม่เชื่อเรื่องอะไรพันนั้นหรอกถึงแม้มันจะออกมาจากปากของท่านก็ตาม

“จะเชื่อหรือไม่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าล่ะนะ ซักวันนึ่งเจ้าก็จะต้องอยู่กับมันอยู่ดี” เหมือนท่านจะดูยั๊ว ๆ นะนั่น

“เอาล่ะ เรื่องหยิบย่อยน่ะพักเอาไว้เท่านี้ก่อน ตอนนี้ข้าต้องทำให้เจ้าเปิดผนึกมันออกมาให้ได้”

“แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไรหรือขอรับ ถึงจะเปิดผนึกอะไรนั่นออกมาได้” ข้าเอ่ยขึ้นถามกลับไปพร้อมกับชันตัวลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมสำหรับอะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ไม่ต้องคิดอะไรมากมายหรอกหลานข้า เจ้าก็แค่ อั่ก....” จู่ก็บทสนทนาก็หยุดชะงักไปเสียดื้อ ๆ พร้อมกับสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสู้ดีของปู่ข้า

“นะ...นี่เจ้า!” ร่างใหญ่ค่อย ๆ หันกลับไปพร้อมกับกวาดดวงตาสีอัมพันหันไปมองอีกร่างหนึ่งที่กระโดดถ่อยห่างออกไปพร้อมกับไอพลังเวทอันเข้มข้นที่ก่อตัวอยู่บนมือของร่างนั้น

“อย่างถือโทษกันเลยนะ เจ้าหนู” สิ้นคำเอ่ยคลื่นพลังอันเข้มข้นลูกนั้นก็ถูกซัดเข้ากระแทกร่างของท่านปู่อย่างจัง

“ท่านปู่!” ร่างใหญ่ของท่านปู่ลอยเคว้งขึ้นจากการกระแทกของพลังดังกล่าวอย่างไร้ซึ่งการควบคุม แล้วจึงกระเด็นตรงมาตรงหน้าข้าที่กางแขนออกรับร่างใหญ่ได้อย่างหวุดหวิด

กึก...ข้ามองตรงไปที่ร่างตรงหน้าพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่กำลังครุกรุ่นขึ้นอยู่ภายใน

“เจ้าเป็นใคร!” ข้าเอ่ยตะโกนออกไปอย่างสุดเสียงจนได้ยินกังวานดังไปทั่วทั้งบริเวณ

ร่างนั้นสะท้านคราหนึ่งก่อนแล้วจึงถอดผ้าโพกหน้าของตนออกมา และนั่นทำให้ข้าแทบจะไม่อยากรับรู้อะไรต่อไปอีกเลย

“ไคลด์…เหตุใดท่านถึงทำกับปู่ข้าแบบนี้!” ข้าเอ่ยขึ้นถามพร้อมกับจ้องตรงไปที่ร่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่ก่อตัวขึ้นตรงกลางอก

“ก็แค่กำจัดสัตว์ไปอีกตัวหนึ่ง เหมือนอย่างเคยนั่นแหละ” ร่างใหญ่เอ่ยก่อนที่จะก้าวตรงเข้ามาพร้อมด้วยสายตาอันเย็นชาอันมิอาจจะนำสิ่งใดมาเปรียบได้ แล้วจึงชักเอาดาบที่คาดเอวเอาไว้ออกมาชี้ตรงมาด้านหน้าของข้ากับท่านปู่ “อ้อ...คราวนี้น่าจะเป็นสองสินะ” สิ้นคำกล่าวนั้นทุก ๆ อย่างรอบตัวข้าก็พลันพังทลายลงอย่างฉับพลันพร้อม ๆ กับแรงโทสะที่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างถึงขีดสุดจนสติและการรับรู้ทั้งหมดของข้าได้วูบดับไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน...

ผมสีฟ้านั้นปลิวโบกสะบัดไปด้วยแรงของพลังเวทย์สีดำทมิฬอันคลุ้มคลั่งที่กำลังแผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มราวกับไร้ซึ่งที่สิ้นสุด พื้นน้ำอันท่วมนองนั้นสั่นกระเพื่อมขึ้นอย่างรุนแรงจนมองเห็นก้นพื้น ดวงตาสีน้ำเงินครามเบิกอย่างแข็งกร้าวด้วยความโทสะอันไร้ซึ่งการควบคุม

“ท่านเบนวาซ ข้าว่านี่มันไม่ใช่เล่น ๆ แล้วละรีบหยุดการเปิดผนึกแต่เพียงเท่านี้ก่อนเถอะ” ไคลด์ที่ในตอนนี้ถูกจ้องด้วยสายตาอันน่าเกรงขามนั้น กล่าวขึ้นเรียกเบนวาซที่เร่งดันตัวขึ้นมาจ้องมองมาที่ร่างของหลานชายตนในตอนนี้ด้วยคิดที่ขมวดจนแทบจะชนกัน

“มาถึงขั้นนี้แล้วเราจะถอยไม่ได้ เพื่อให้ ผนึกนั้นเปิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เราต้องหยุดเขาเอาไว้ให้ได้ แม้ว่าเราจะสิ้นใจตายทั้งคู่ก็ตาม” เบนวาซกล่าวกร้าวขึ้นมาก่อนที่จะพุ่งตัวถอยหลังมายืนอยู่ข้าง ๆ ร่างของไคลด์

“หวังว่าคงจะไม่ถึงกับต้องเป็นอย่างนั้นเลยนะขอรับ” ไคลด์เอ่ยขึ้นพร้อมกับตั้งท่าเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป

“ระวังอย่าออมพลังเด็ดขาด” เบนวาซกล่าวเตือนร่างใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ตน

“นี่มันนานเท่าไหร่แล้วนะขอรับ ท่าน 'ราชาแห่งสวรรค์' ที่เราไม่เจอเรื่องอะไรแบบนี้มา” ไคลด์กล่าวจบร่างกายของเจ้าตัวก็ส่องประกายขึ้นพร้อมกับชุดเกราะสีเงินแวววาวสีขาวที่มีลวดลายอันวิจิตรบนตัว ซึ่งรวมไปถึงดาบใหญ่ในมือที่กลับกลายไปเป็นดาบเงินเล่มโตอันเต็มไปด้วยอักขระเวทสีม่วงส่องประกายออกมา

“ท่านก็รีบสวมเกราะเทวะเถิดขอรับ ต่อให้เป็นท่าน เจอพลังนั่นไปก็แย่ไม่หยอกเลยทีเดียว” ไคลด์กล่าวขึ้นบอกกับเบนวาซอย่างเกรง ๆ พร้อมกับกระชับดาบในมือจนแน่น

“อืม...ครานี้ข้าไม่ขอปฏิเสธ” เบนวาซกล่าวจบชุดเกราะสีทองอร่ามก็ปรากฏขึ้นบนสวมอยู่บนร่างของเจ้าตัวพร้อมกับดาบยาวสีทองอร่ามภายในมือ

“เพื่อ โอรีออส!” ร่างทั้งสองเร่งพลังเวทย์จนถึงขีดสุดแล้วตรงเข้าใส่ร่างของชายหนุ่มทันที

เปรี้ยง !! ร่างทั้งสองพุ่งตรงเข้าปะทะกับร่างของเอริคอย่างรุนแรงจนเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

“เจ้าจะต้องไม่เป็นไร! หลานข้า” เบนวาซกล่าวขึ้นพร้อมกับทุ่มเทพลังทั้งหมดเข้าฟาดฟันกับเอริคในทันที แต่ทว่าชายหนุ่มกับใช้เพียงแค่มือเปล่าอาบไอเวทย์สีทมิฬนั้นปัดป้องการโจมตีของทั้งสองเท่านั้น

“ถอยออกไปไคลด์!” เบนวาซกล่าวในขณะที่กระโดดหลบคลื่นพลังสายหนึ่งที่ถูกปล่อยออกมาจากชายหนุ่ม ก่อนกระโจนเข้าหาร่างของเอริคพร้อมกับแสงสีทองสว่างจ้าขึ้นมาของดาบในมือ “จงฟาดฟัน ดาบแห่งข้า เอลดาซ!” ดาบในมือเบนวาซระเบิดพลังสีทองเงินออกมาอย่างเต็มเปี่ยมก่อนที่จะฟันลงเข้าใส่ตัวของเอริคอย่างเต็มกำลัง สายตาสีครามมองการโจมตีที่กำลังจะถึงตัวของตนด้วยสายตากร้าวกว่าเดิมหลายเท่า ก่อนที่จะเปลี่ยนพลังเวทย์สีดำในมือขวาของตนให้มีรูปร่างคล้ายดาบ แล้วจึงมันฟันโต้เข้ากับดาบของเบนวาซจนเกิดการระเบิดของพลังต้านกันทันที

“หึหึ!” เสียงแค่นหัวเราะอันเย็นยะเยือกดังขึ้น พร้อมกับพลังเวทแบบเดิมที่ก่อตัวขึ้นอีกครั้งในมือซ้ายข้างที่ โดยเหลือหมายที่จะเงื้อฟันเข้าใส่ร่างของเบนวาซ แต่ก็ได้ดาบสีเงินของไคลด์เข้ามารับต้านไว้ได้อย่างทันท่วงที

“ข้าบอกว่าอย่าทำให้ปู่เจ้าลำบากใจไม่ใช่หรือไงกัน เอริค!” ไคลด์ตะโกนบอกกับเอริคพร้อมกับต้านพลังของเอริคเอาไว้อย่างสุดกำลัง

“หึ่ม!” แต่น่าเสียดายที่เอริคในเวลานี้นั้นมองว่าทั้งสองเป็นเพียงศัตรูที่ต้องฆ่าเท่านั้น

ดาบพลังเวทย์สีดำทั้งสองข้างถูกเพิ่มพลังขึ้นมาอย่างฉับพลันจนทำให้ทั้งสองถึงกับถอยกรูดไปข้างหลังอย่างยั้งไว้ไม่ได้

“แย่ล่ะ!” เบนวาซกัดฟันกรอดพร้อมกับส่งสัญญาณบอกให้ไคลด์ถอยห่างออกไปทันที

บรึ้ม!! และเพียงแค่ครู่เดียวที่ทั้งสองตนถอยร่นตัวออกมา ดาบเวทย์ทั้งสองก็ระเบิดออกสร้างความเสียหายในวงกว้างกินพื้นที่ออกไปจนน่าตกใจ

“จง รับ ความ พิโรธ ของ ข้า!” เสียงของเอริคดังกังวานขึ้นทำให้ทั้งสองตะลึงไปชั่วขณะ

“ระวังตัวด้วยขอรับ จะเริ่มตอบโต้แล้ว!” ไคลด์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จากที่ได้ลองประเมินดูเมื่อครู่แล้ว สถานการณ์ค่อนข้างวิกฤติเลยล่ะขอรับ”

“อืม…เจ้าก็ด้วยไคลด์ ข้ายังไม่อยากคิดหา ขุนพลสวรรค์คนใหม่ตอนนี้” เบนวาซกล่าวด้วยน้ำเสียงเหย้าหยอกพร้อมกับมองไปข้างหน้าที่ไร้วี่แววร่างของหลานชายตน แต่แค่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นร่างของสูงของชายหนุ่มก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าของทั้งสอง ในระยะที่ห่างจากกันไม่ถึงสามเมตรด้วยซ้ำ

“จับการเคลื่อนไหวแทบไม่ทันเลยสินะ” ชุดเกราะสีทองทอแสงจรัสขึ้นครั้งหนึ่งพร้อมกับหมวกเกราะสีทองที่ปรากฏขึ้นมาสวมลงไปปิดใบหน้าของเจ้าตัว “ต่อไปข้าคงต้องใช้พลังเต็มที่เสียแล้ว!”

ดวงตาสีทองภายใต้หน้ากากจ้องมองมายังร่างตรงหน้าอย่างมีความหวัง

“เจ้าต
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel