บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 คำอำนวยพร New!

คำอำนวยพร

ตอนนี้ข้ากำลังเดินโซซัดโซเซอยู่ในป่าด้วยความหิวโหยหลังจากการต่อสู้อันไร้เหตุผลนั่นและข้าก็พึ่งจะรู้ตัวว่าตั้งแต่ที่เริ่มต่อยตีกับเจ้าตั๊กแตนพวกนั้นมาจนถึงตอนนี้มันก็ปาเข้าไปเที่ยงวันแล้ว แถมอากาศยามเที่ยงนี่ก็ยังร้อนไม่เกรงใจข้าเลยซักกะนิด แต่ก็ยังดีหน่อยที่มีต้นไม้เล็กใหญ่คอยบนบังแสงแดดให้บ้าง ไม่เช่นนั้นละก็ข้าคงได้ลงไปนอนชักเป็นลมแดดอยู่แถว ๆ โคนต้นหญ้าแห้งตรงไหนซักที่แหง ๆ

แต่ถึงแม้จะร้อนจะหิวเพียงใด ข้าก็ยังคงเดินต่อไปโดยที่บังคับไม่ให้ร่างกายแสดงอาการใด ๆ ออกมา เพราะว่าการแสดงความอ่อนแอให้สิ่งมีชีวิตอื่นโดยเฉพาะที่ที่มีพวกนักล่าอยู่ในรอบ ๆ บริเวณรับรู้นั้น จะทำให้ข้าอาจตกเป็นเป้าหมายของพวกมันได้และนั่นอาจจะทำให้ต้องเหนื่อยและหิวมากกว่าเก่าเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพท์ก็ดูเป็นที่น่าพอใจ เพราะว่ามีเพียงแค่เจ้าสัตว์ป่าธรรมดาตัวน้อยใหญ่ที่วิ่งผ่านไปผ่านมา เท่านั้นที่หยุดจ้องมองมาที่ข้าบ้างเป็นบางครั้งบางครา ก็แน่ล่ะ บางทีข้าอาจจะเหมือนตัวประหลาดในสายตาของเจ้าพวกนั้นก็ได้ ก็เรามันเป็นมนุษย์ยืนสองขานี่นะ ฮ่า ๆ ๆ นี่แน่ะ ข้าควงมีดสั้นนี่อวดเจ้าพวกนั้นหน่อยดีกว่า!

“สรรพสัตว์ต่างหยุดชื่นชมความสง่างามในตัวเจ้าต่างหาล่ะ คิคิ...” ทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นราวกับกำลังแอบฟังความคิดข้าอยู่อย่างไรอย่างนั้น หรือว่าจะมีผู้ใดกำลังสะกดรอยตามข้าอยู่กันนะ ขอบอกก่อนเลยถึงจะสะกดรอยตามข้าไปจนถึงหมู่บ้าน เจ้าก็จะโดนไคลด์จับโยนลอยเต้งเท้งออกมาอยู่ดีแหละ เพราะงั้นแสดงตัวของเจ้าออกมาซะดี ๆ !

“นั่นเสียงใคร” ข้าเอ่ยกึ่งตะโกนออกมาใส่เสียงลึกลับ แต่ทว่ากลับเป็นเหล่าสัตว์ตัวน้อยใหญ่เองที่วิ่งเตลิดหนีออกไป นี่ข้าป่าวไล่พวกเจ้าซักกะหน่อย!

"เอาล่ะ" ข้าไม่รอช้าเร่งเปิดประสาทสัมผัสแห่งการรับรู้ในตัวขึ้น เพราะตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเสียงลึกลับนั่นต้องการอะไรและไม่ต้องการปล่อยให้ใครก็ตามที่สะกดรอยข้ามา ตามไปถึงหมู่บ้านด้วย แต่ที่รู้ก็คือเสียงนั่นคงไม่ได้มาร้ายอะไรเพราะไม่เช่นนั้นคงจะไม่เอ่ยทักทายออกมาก่อนเช่นนั้นแน่ แต่ถึงจะยังไงก็เถอะนะขอร้องล่ะ อย่างน้อยก็อย่าให้เจ้าเป็นตัวอะไรแปลก ๆ เช่นพวกที่มีเท้าโต ๆ กับเล็บแหลม ๆ งอกอยู่รอบเท้า ตาโตโปนปูดน้ำลายฟูมปากลิ้นห้อยยาวลงแตะพื้นอะไรแบบนั้นนะ ข้าไม่ค่อยจะถูกด้วยซักเท่าไหร่

ทันใดนั้น ดวงตาสีน้ำเงินครามของเอริคก็ทอแสงประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวนับพันอันลอยล่องอยู่บนท้องนภาในยามราตรี และเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น เขาก็จับสัมผัสต้นตอของเสียงนั้นได้

ร่างบางร่างหนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้ก้านโตที่ห่างจากเขาไปไม่มากนัก ดวงตาสีเขียวมรกตอันกลมโตฉายแววซุกซนจ้องมองมายังชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสนใจ ก่อนที่จะค่อยยกมือเล็กของเธอขึ้นป้องผมสีเขียวอ่อนประกายแสงดุจดังมรกตที่กำลังปลิวสยายไปตามแรงลมโกรก เช่นเดียวกันกับชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตาที่ประดับได้ด้วยลายลูกไม้สีทองและผ้าคลุมไหล่บาง ๆ

โอ้! ช่างน่ายินดีเสียงจริง ๆ ที่ไม่ได้เห็นอะไรแปลก ๆ ไม่งั้นรับรองได้เลยว่าข้าคงจะได้วิ่งเผ่นแนบเข้าไปในป่าอีกรอบแน่ ๆ

“ดวงตาของเจ้าช่างมองดูน่าอัศจรรย์ใจอะไรเช่นนี้ เราคิดว่าเราต้องเคยพบดวงตาแบบนี้ที่ไหนมาก่อนแน่ ๆ” เสียงเอ่ยของนางดังขึ้นพร้อม ๆ กับการที่นางค่อย ๆ ร่อนตัวลงสู่ที่พื้นซึ่งแน่นอนว่าข้าไม่เคยเห็นการร่อนตัวอะไรแบบนี้มาก่อนเลย มันต่างจากการกระโดดดิ่งลงมา เพราะร่างของนางค่อย ๆ ร่อนลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวลในชนิดที่ไม่มีแม้แต่เสียงกระทบกับพื้นดินเลยแม้แต่น้อย

“ท่านจะเคยเห็นได้อย่างไรกัน ในเมื่อท่านกับข้าไม่เคยพบกันมาก่อนเลย แล้วที่สำคัญ ข้าคิดว่าท่านคงไม่ใช่คนในหมู่บ้านแน่ ๆ” ข้าตอบพร้อมกับจ้องตากับกับสตรีแปลกหน้าในชนิดที่ไม่ยอมลดละเลยทีเดียว เพราะจากการที่ข้ามองเห็นการเคลื่อนไหวของนางเมื่อครู่แล้ว สมองของข้ามันก็สั่งการให้เตรียมตัวรับมือเอาไว้ก่อน

“หืม...ไม่เอาน่า เราน่ะไม่จับเจ้ากินหรอก ว่าแต่เจ้าเป็นคนในหมู่บ้านเจ้าสีทองนั่นเองน่ะหรือ” สีทองอะไรกัน? เอ๊ะ หรือว่าหมู่บ้านที่ข้าอาศัยอยู่จะมีทองซ่อนอยู่กันนะ ว่าแต่เหตุใดข้าจึงไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยกันนะ สงสัยต้องรีบกลับไปขอท่านปู่แงะบ้านดูเสียหน่อยแล้ว ว่าแต่แล้วนั่นนางจะหัวเราะทำไมกัน นั่นมันทองเลยนะ ทอง! ข้าจะเอาไปซื้อขาไก่ย่างให้หมดเลยคอยดู

“ปะ…เปล่า เราแค่หัวเราะความคิดของเจ้าน่ะ มันช่างน่าขันเสียไม่มี เจ้านี่น่าจะเป็นมนุษย์ประหลาดสุด ๆ เท่าที่เราเคยเจอมาเลยล่ะ คิคิ” หืม...นี่คงจะทำให้ข้ามันใจได้เลยว่านางสามารถอ่านความคิดได้ อืม...ท่าจะไม่ดีเสียแล้วต้องรีบไปแจ้งท่านปู่เสียก่อนที่นางจะแอบไปทุบบ้านคนในหมู่บ้านแล้วเอาทองของข้าไปจนหมด เอ๊ะ ไม่ได้สิถ้าบอกท่านปู่ข้าก็อดเอาทองนั่นไปซื้อไก่ย่างล่ะสิ แย่ชะมัด

“พะ…พอเถอะ ขะ…ข้า มะ…ทนต่อไปอีก ไม่ไหว แล้ว” จู่ๆนางก็ทรุดตัวลงไปเอามือกุมท้อง แต่น่าแปลกที่ชุดขาวนั่นไม่เห็นจะเปรอะอะไรเลย แต่ที่แน่ ๆ คือนางต้องไปกินเจ้าผลหัวเราะต้องคำสาปที่อยู่ในป่าลึกเข้าไปอย่างแน่นอน นางถึงหัวเราะพร่ำเพรื่อแบบนี้

“อะ เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่านะ" นางเอ่ยขึ้นก่อนที่จะใช้มือเล็กนั่นปาดน้ำตาออกจากแก้มของตน "เจ้าจงรับนี่ไปให้ปู่ของเจ้าเสีย แล้วจึงบอกกับเขาว่า ‘เฟียร์’ ได้นำ 'สิ่งนั้น' มาให้แล้ว” นางเดินตรงเข้ามาแล้วจึงยืนมือสองข้างมาด้านหน้าของเราทั้งสอง เพียงครู่เดียวก็ปรากฏกระดิ่งทองจิ๋วปรากฏขึ้นบนมือของนาง

"รับไปสิ เราขอฝากมันไปให้กับปู่เจ้า"

ข้าหยิบเจ้ากระดิ่งนั้นมาจากมือของนางแล้วเก็บลงไปในกระเป๋าเสื้ออย่างมิดชิดก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมา ซึ่งเป็นเวลาเพียงครู่เดียวที่ข้าเผลอสบตาเข้ากับนางอย่างจัง แล้วทันใดนั้นเองทั่วร่างกายของข้าก็เหมือนกับต้องคำสาปและไม่สามารถกระดุกกระดิกร่างกายได้อีกแม้แต่น้อย

นางเดินตรงเข้ามาใกล้ข้าในระยะเพียงเอื้อมมือถึง แล้วจึงส่งรอยยิ้มหวานที่ดูเหมือนจะอบอุ่นมาให้ ซึ่งหากว่ากันตามจริงแล้ว ข้าก็ยอมรับว่านางนั้นเป็นสตรีที่งดงามไม่หยอกเลยผู้หนึ่ง ถึงแม้ข้าจะไม่ค่อยได้พบปะกับสตรีมากก็เถอะ แต่ข้าก็ได้ศึกษาเรื่องการจำแนกหน้าตาสตรีจากหนังภาพที่ท่านปู่แสนจะหวงแหนนั่นอยู่บ้าง โดยการสังเกตุจากการวงกลมพร้อมกับข้อความแบ่งระดับความสวยที่ท่านปู่ได้ทำเอาไว้ แน่นอนว่าข้าอ่านมันทุกเล่มเลยล่ะ แต่นี่มันใช่เวลามาจำแนกหน้าตาคนอื่นซะที่ไหนกัน! ข้าต้องแก้ไอ้พัฒนาการบ้า ๆ นี่ออกไปให้ได้ก่อนต่างหาก!

ข้าพยายามเรียกพลังเวทที่ได้ร่ำเรียนสำหรับการแก้คำสาปมาใช้แทบทุกบท แต่ก็เสียเปล่าเพราะสุดท้ายร่างกายก็ขยับอย่างที่ใจนึกไม่ได้เช่นเดิม

ร่างงามยืนจ้องเข้าไปในดวงตาเอริคอยู่ครู่หนึ่งเหมือนลังเลอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายความลังเลของเธอนั้นก็เหมือนจะหมดสิ้นไป เมื่อเธอได้ยื่นแขนเรียวบางเข้าสวมกอดกับชายหนุ่มที่แสดงหน้าตาเหลอหลาออกมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะหลับตาลงเพียงครู่เดียวแล้วเบิกตาขึ้นเหมือนกำลังตกใจกับอะไรบางอย่างที่เธอได้เห็นจากการสวมกอดนี้ เธอรีบผละตัวออกจากชายหนุ่มด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตระหนก และพร้อมกันนั้นเองการพันธนาการของเอริคก็ได้สลายออกไป

“นี่ท่านทำอะไรของท่านกันหา!” ข้าตะโกนใส่หน้าหญิงตรงหน้า ที่จู่ ๆ นางก็เข้ามาสวมกอดโดยไม่บอกกล่าวสักคำ นี่ข้าเป็นลูกมีพ่อมีแม่นะเอ่อ...ลืมไป ข้าไม่มีนี่นา แต่อย่างน้อยข้าก็มีปู่นะ!

“เจ้า...ทำไมกัน! นี่หรือว่าจะเป็นเจ้าจริง ๆ !”เอ่อข้าก็ไม่รู้นะว่านางเอ่ยอะไรของนางออกมา แต่ข้ากำลังเครียดเรื่องที่ข้าโดนสวมกอดครั้งแรกโดยสตรีแปลกหน้านี่ต่างหาก แล้วนั่นนางจะทำหน้าแปลก ๆ แบบนั้นทำไมกัน หรือว่าจะเป็นกลิ่นตัว…ก็ไม่น่าใช่เพราะข้าไม่ใช้คนมีกลิ่นตัวตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“อืม…นี่คงจะเป็นโชคชะตาของแดนมนุษย์ที่ได้นำพาเราให้มาพบกับเจ้า” โชคดีอะไรกัน? นี่ท่านคิดว่ากอดข้าแล้วจะมาพูดอะไรเหลวไหลได้อย่างงั้นหรอ! อย่ามาโมเมนะ อย่ามา!

“คิคิ…เจ้านี่ประหลาดคนเสียจริง ๆ" นางเอ่ยพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้มอีกครา

"ขะ ข้าคิดว่าท่านที่จู่ ๆ ก็มาสวมกอดคนอื่นน่ะ ว่าข้าประหลาดไม่ได้หรอกนะขอรับ" ข้าตอบโต้แล้ว! หึหึ เอริคผู้นี้ไมใช่คนใจง่ายหรอกนะบอกก่อน!

"ฮ่า ฮ่า อะ เอาล่ะ เราจะรับผิดชอบที่กอดเจ้าเมื่อครู่ด้วยการให้หนึ่งสิ่งอันประเสริฐสุดของเราแก่เจ้าก็แล้วกัน!” สิ้นสุดคำกล่าว ดวงตาสีเขียวมรกตก็ได้ปิดลง เพียงชั่วครู่เดียวแสงสีทองนวลสว่างจ้าก็ได้ทอประกายแสงออกจากร่างของเธอวูบหนึ่ง แล้วจึงหายไปพร้อมกับดวงตาสีทองอัมพันที่เบิกขึ้นจ้องมองมาที่บุรุษหนุ่มตรงหน้าของตน

“พสุธาแห่งภพทั้งสี่จงเป็นพยาน…บัดนี้เราได้พบกับผู้ที่โชคชะตาส่งมาแล้ว พรอันประเสริฐที่เราเก็บรักษาเอาไว้จะขอมอบให้แก่บุรุษผู้นี้ ด้วยความหวังว่าเขาจะเป็นผู้พิชิตทั้งสี่ภพในภายภาคหน้า ด้วยนามของเรา เฟียร์ ผู้เป็นเจ้าของพรความพิโรธแห่งราชาผู้ดับสูญ เราขอให้พรนี้จงสถิตอยู่กับเจ้าจนตราบวันสิ้นวิญญาณ”

ครืน ครืน เปรี้ยง!! สิ้นสุดคำเอ่ยประโยคอันดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วปฐพี ก็ปรากฏลมพายุโกรกหมุนเวียนขึ้นรอบด้านร่างของทั้งสอง ท้องฟ้าที่สดใสกลับมัวหม่นขึ้นในพริบตาพร้อม ๆ กับสายฟ้าสีแดงฉานที่แลบแปรบไปมาส่งเสียงดังสนั่นจนสติของชายหนุ่มแทบจะหลุดลอย แต่ทันใดนั้นเองแสงสีทองที่โอบล้อมก้อนมวลพลังของบางสิ่งที่เป็นสีดำทมิฬก็ได้พุ่งตรงเข้าใส่ร่างของเอริคก่อนที่จะหายวับไป ซึ่งเพียงอึดใจเดียวหลังจากนั้นบรรยากาศรอบ ๆ ก็ได้ผันกลับมาเป็นปกติดังเดิมราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน! อยู่ ๆ ตาของนางก็เปลี่ยนสีได้แล้วก็พูดอะไรซักอย่างออกมาเสียงดังจนทำข้าหูอื้อไปหมด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ข้าแปลกใจเท่ากับการที่จู่ ๆ ก็มีก้อนอะไรก็ไม่รู้ซึมเข้ามาในร่างหรอกนะ แต่จะว่าไปข้าคงตาฝาดไปเองกระมัง ก็ตานางมันก็ยังเป็นสีเขียวดังเดิมนี่ สงสัยข้าจะคิดอะไรเพลินไปหน่อยล่ะนะ

“เจ้านี่คงกู่ไม่กลับแล้วจริง ๆ สินะ เจ้าสีคราม” นางว่าแล้วพลางเอามือปิดปากที่กำลังหัวเราะเบา ๆ อา...ช่างน่ามองเสียกะไรนี่ ดะ เดี๊ยวก่อน! ไม่ได้การล่ะ นี่ข้าคงจะหิวจนเข้าขั้นวิกฤตแล้วแน่ ๆ ถึงได้เห็นอะไรก็น่ามองไปเสียหมด

“ตะ ตายแล้ว นี่มันเลยเวลากลับของข้าแล้วนะเนี่ย ข้าคงต้องขอตัวก่อนเดี๋ยวท่านปู่จะเป็นห่วงเอา” ข้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับท่าทีกระวนกระวาย แต่ที่จริงแล้วข้าหิวต่างหาก "แล้วท่านละ จะไปหาท่านปู่กับข้ารึเปล่า?"

“ไม่ล่ะ เราจะกลับแล้ว ตอนนี้เรารู้สึกเพลีย ๆ อย่างไรชอบกล แล้วเจ้าก็อย่าลืมเอาของที่เราฝากไว้ให้ปู่ของเจ้าด้วยล่ะ ไว้เวลานั้นมาถึงเราและเจ้าคงจะได้พบกันอีกครา ท่านพะ....” นางกล่าวประโยคสุดท้ายได้เบาหวิวจนข้าแทบจะจับความไม่ได้แล้วก็ยิ้มให้กับข้าทีหนึ่งแล้วจึงหายไปพร้อมกับสายลมที่พัดผ่านแต่ก็ช่างเถอะ นางอาจจะบอกว่านางเองก็หิวเหมือนกันก็ได้ แต่คราวหน้าข้าต้องไม่พลาดโดนท่านพัฒนาการอีกแน่ แค่มาพูดให้พรกันมันเทียบไม่ได้กับการโดนกอดหรอกนะจะบอกให้!

โครก! จ๊อก จ๊อก!

“อืม...สงสัยข้าต้องใช้แผนใหม่เสียแล้ว ขืนเดินไปแบบนี้คงไม่ทันการแน่ ๆ ไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกันนะตัวข้า!” เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ข้าก็ค่อย ๆ ย่อตัวลงตัวพร้อมกับมองเส้นทางที่จะดำเนินต่อไป แล้วจึงออกตัววิ่งสุดฝีเท้าทันที...เอริคสู้ตายว้อย!!

เมื่อวิ่งมาได้ระยะหนึ่งเขตป่าก็ค่อย ๆ ผ่านพ้นไปเป็นทางสัญจรของหมู่บ้านที่จะสามารถมองเห็นจุดหมายปลายทางของข้าได้บ้างแล้ว ทีนี้ล่ะข้าจะได้เติมช่องว่างในท้องให้เต็มเสียที!

“ท่านปู่! ข้ากลับมาแล้ว!” เสียงของเอริคตะโกนดังยาวมาตั้งแต่หน้าหมู่บ้าน จนทำให้ชาวบ้านรอบ ๆ หันมามองด้วยอาการส่ายหัวเบา ๆ ราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติที่ยังทำใจให้ชินไม่ได้เลยซักกะที

“โอ้ย! นั่นเจ้าจะแหกปากตะโกนมาทำไมล่ะนั่นดูซิ ชาวบ้านเขารำคาญกันหมดแล้ว เจ้าบ้า!” ชายชรานาม‘เบนวาซ ลีแกรน’ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปู่เอ่ยขึ้นเอ็ดเอริคด้วยสีหน้าเอือมละอา หลังจากออกมายืนรอรับเจ้าหลานชายตัวแสบในทันที่ที่ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังมาแต่ไกล

“โธ่...ท่านปู่ ก็ข้าหิวนี่นา” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นพรางจ้องมองไปยังใบหน้าของผู้เป็นปู่ที่เต็มไปด้วยริ้วรอยจากกาลเวลา ดวงตาสีทองอัมพันอันแฝงไปด้วยอำนาจนั้นจ้องมองไปที่ตัวเขาอย่างเอ็นดูก่อนที่จะเผยรอยยิ้มอันเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาให้กับตัวของเด็กหนุ่มอย่างเช่นทุกครั้ง และถึงแม้ว่าตัวของเอริคเองนั้นจะมิใช่สายเลือดแท้ ๆ ของเขา แต่เบนวาซเองก็เลี้ยงดูเด็กชายผู้นี้ขึ้นมาจนเขามีอายุได้สิบเจ็ดปีแล้ว ซึ่งแน่นอนว่านี่ อาจเป็นสิบเจ็ดปีที่ทำให้เขาต้องปวดหัวไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นมันอาจจะเป็นสิบเจ็ดปีที่เติมเต็มความสุขให้กับชีวิตของเขาก็เป็นได้

ข้ากับท่านปู่เดินเข้ามาในบ้าน ซึ่งภายในตัวบ้านเองก็เป็นเพียงแค่บ้านไม้ธรรมดา ๆ ไม่ได้หรูหราอะไรมากมายนัก โดยภายในจะจัดวางเอาไว้ด้วยข้าวของเครื่องใช้และชั้นวางหนังสือที่เป็นของเก็บสะสมของท่านปู่และมันก็รวมไปด้วยกับบทเวทต่างหลากหลายแขนง ที่ข้าอ่านจบไปจนหมดแล้วทุกเล่ม แน่นอนว่าข้าเปล่าอวดนา

“เอ้า เข้าไปเติมพลังซะสิ อาหารรอเจ้าอยู่ในครัวนั่นแล้ว” ท่านปู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับเบ้ปากไปที่โต๊ะอาหาร ที่อยู่ในห้องครัว แต่ก่อนที่ข้าลงมือจัดการกับศัตรูบนโต๊ะอาหารนั่น ข้าต้องนำเจ้ากระดิ่งไปให้ท่านปู่เสียก่อน และแน่ล่ะข้าจะไม่ลืมเล่าเหตุการณ์อันแสนจะน่าระทึกขวัญที่ข้าต้องเผชิญกับสตรีตาเขียวนั่นให้ท่านปู่ได้ฟังอย่างแน่นอน

ข้าได้ดำเนินการเล่าทุกรายละเอียดที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พร้อมกับส่งเจ้ากระดิ่งน้อยสีทองให้กับท่านปู่ ซึ่งหลังจากที่เขาได้รับของฝากนั่นไปก็ทำให้ใบหน้ายิ้มแย้มของท่านปู่นั้นเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที แต่ไม่ว่านั่นจะเป็นเพราะอะไรข้าก็ไม่รู้หรอกนะ เวลานี้ขอตัวไปจัดการเจ้าขาไก่บนโต๊ะนั่นก่อนดีกว่า!

ข้าได้จัดการอาหารสารพัดชนิดตรงหน้าจนหมดเกลี้ยงด้วยความรวดเร็วสูงสุด โดยต่อไปก็จะเป็นภารกิจเก็บถ้วยชามต่าง ๆ ไปทำความสะอาดให้เรียบร้อย ซึ่งภารกิจนี้เป็นสิ่งที่ท่านปู่เคยบอกว่า 'มันเป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายพึงทำ' มาตั้งแต่ข้ายังเด็ก แต่พอโตขึ้นมาได้ซักหน่อยข้าก็ได้เรียนรู้ว่ามันเป็นเพราะความขี้เกียจของปู้ข้าเองต่างหาก!

“อิ่มแปล้ไปเลยสินะตัวข้า ฮะฮ่า!” ข้าที่เพิ่งจะเสร็จภารกิจทำความสะอาดเดินแผ่ตีพุงออกมาจากห้องครัวก็ต้องหยุดชะงักลงอยู่ตรงหน้าของท่านปู่เมื่อสังเกตไปเห็นใบหน้านิ่วคิ้วขมวดนั่น ท่านไปโกรธใครมากันล่ะนั่น จะว่าไปแล้วหนังสือภาพอันแสนจะหวงแหนนั่นข้าก็แอบเอาไปเก็บไว้ที่เดิมแล้วนี่นา เพราะงั้นนั่นจะต้องไม่ใช่ข้าแน่ ๆ

"ปายดีกว่า..."

“เจ้าหลานเอริคเอ๋ย ปู่ว่ามันถึงเวลาที่เจ้าต้องเข้าโรงเรียนอัศวินแล้วล่ะ” และประโยคได้ยินมานั้น มันก็ได้ทำเอาข้าตกใจเสียยิ่งกว่าโดนจับได้ว่าแอบขโมยหนังสือภาพนั้นมาอ่านเสียอีก! ก็ปกติปู่ข้ามักคัดค้านเรื่องการเข้าโรงเรียนอัศวินมาตลอดเลยนี่นา หรือว่ามีภูตผีตนใดใจกล้าเข้าสิงท่านกันนะ ต้องเตรียมวงเวทไล่ผีซะแล้ว

"ท่านปู่ว่าอย่างไรนะขอรับ"

"ปู่ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าเวลานั้นจะเมาถึงเร็วเช่นนี้ แต่นี่แหละหนอที่เขาเรียกกันว่าชะตากรรม" ว่าจบท่านปู่ก็หยิบกระดิ่งจิ๋วขึ้นมาแกว่งอย่างเบามือ พร้อมกับการสลายไปของเจ้ากระดิ่งนั่นในเวลาต่อมา

“นั่นท่านปู่เมากระดิ่งทองนั่นไปแล้วหรืออย่างไรกันขอรับ ถ้าเป็นปกติท่านจะต้องพูดว่า ‘มันยังไม่ถึงเวลาของเจ้า เจ้ามันอ่อนปวกเปียกแค่หิวก็นอนลิ้นห้อยแล้ว’ ต่างหากล่ะ”

“เจ้าฟังไม่ผิดหรอกเอริค อีกสามวันการสอบเข้าโรงเรียนอัศวินที่นครเซนต์เบิร์กจะเริ่มต้นขึ้น เช่นนั้นแล้วเวลาต่อจากนี้ไป เจ้าจะต้องฝึกอะไรบางอย่างกับข้าให้สำเร็จเสียก่อน” น้ำของท่านปู่เอ่ยขึ้นอย่างเด็ดขาดพร้อมกันกับบรรยากาศรอบด้านที่จู่ ๆ ก็พลันแปรเปลี่ยนไป จากบ้านไม้อันแสนสงบสุขกับกลายเป็นพื้นดินเหนียวมีน้ำท่วมนองสูงเกือบถึงเข่าที่มองดูยาวไกลไปจนสุดสายตา เมื่อแหงมมองไปยังด้านบนก็เห็นได้เพียงท้องฟ้าสีเทาครึ้มที่มีเพียงแสงสลัว ๆ เล็ดลอดออกมาซึ่งแทบจะไม่ได้ช่วยให้สามารถมองเห็นอะไรได้ดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

“ที่นี่มันที่ไหนกัน” ข้าเอ่ยขึ้นพลันมองไปยังรอบ ๆ ตัว ที่มีเพียงน้ำที่ท่วมขึ้นมา แต่ที่เป็นปัญหาก็คือเจ้าดินเหนียวนี่ต่างหากที่ทำข้าก้าวเดินแทบจะไม่ออก

“นี่เป็นสถานที่ฝึกของเจ้า และข้าจะเป็นคนฝึกเอง” เสียงที่น่าจะเป็นเสียงของปู่ข้าดังขึ้นพร้อม ๆ กับแสงสีทองเจิดจรัสเปล่งออกมาจากร่างหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป

"นี่คงจะเป็นคราแรกกระมังที่เราได้เจอกันในรูปลักษณ์เช่นนี้" ร่างกายที่น่าจะเป็นปู่ของข้ากลับกลายกลายเป็นร่างของชายวัยฉกรรจ์รูปร่างภูมิฐานที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายในอาภรณ์สีทองอร่ามที่ปักเอาไว้ด้วยลวดลายอันแสนจะวิจิตรตระการตาในแบบที่ข้าแทบจะเบือนหน้าหนี ใบหน้าที่ควรจะแต้มเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความชรากลับแปรเปลี่ยนกลายไปเป็นใบหน้าอันคมเข้มที่มองดูทรงสง่า เส้นผมที่ควรจะเป็นสีขาวโพลนตามธรรมชาติก็กลับกลายเป็นสีทองประกายแสงตัดสั้นที่มองดูเข้ากันกับดวงตาสีทองอัมพันอันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตนั้นอย่างมิอาจหาที่ตำหนิได้

“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ขอรับ” นี่มันวันวินาศสันตะโรอะไรกันล่ะเนี่ยทำไมข้าถึงเจอแต่เรื่องที่ชวนปวดตับตลอดทั้งวันเลยล่ะ ทีแรกก็เป็นสตรีที่ตาของนางเองเปลี่ยนสีได้ แล้วครานี้ท่านปู่ที่อยู่กับข้ามาตลอดสิบเจ็ดปีกลับกลายเป็นคนผมทองตรงหน้าเสียอย่างนั้น นี่ข้านอนฝันอยู่ที่ไหนซักแห่งแน่ ๆ

“ข้าก็คือปู่ของเจ้านั่นแหละเอริคเอ๋ย เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว!" เสียงนั้นเอ่ยขึ้นเอ็ดข้าคราหนึ่งก่อนที่แปรเปลี่ยนไปเป็นขมวดคิ้วด้วยความจริงจัง "ตอนนี้เราเหลือเวลาอีกไม่มากนักแล้ว ข้าจะเริ่มการฝึกเจ้าเสียเดี๋ยวนี้เลย” สิ้นสุดคำพูดร่างใหญ่ตรงหน้าก็แผ่แรงกดดันตรงเข้ามาปะทะกับร่างของข้าทันที

“อึก...” ในตอนนี้ข้าควรจะหยุดความคิดอื่น ๆ เอาไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนเพราะแรงกดดันที่แผ่ออกใส่ร่างของข้านั้นมันไม่ธรรดาเลยจริง ๆ

“อืม…ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว แม้นว่าแรงกดดันขนาดนี้จะล้มมังกรทั้งตัวลงได้ แต่มันคงจะไม่มีผลอะไรกับตัวเจ้ามากสินะ เอริค” ร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันพึงพอใจพร้อม ๆ กับแรงกดดันที่คลายออกไปจนหมดสิ้น แต่ในทั้นใดนั้นเอง

“แล้วนี่ล่ะ เจ้าจะว่าอย่างไร” สิ้นคำเอ่ยพลังกดดันอันเกรี้ยวกราดก็พุ่งตรงเข้ามาปะทะกับร่างของข้าอีกละลอกหนึ่ง ซึ่งในครานี้มันเป็นอะไรที่ต่างระดับจากคราที่แล้วมาก แต่ทว่าข้ายังคงสามารถรับเอาไว้ได้ถึงแม้จะต้องกัดฟันดึงสติให้อยู่กับตัวเข้าไว้บ้างก็ตามที

“อืม อืม ยอดเยี่ยมมาก สมแล้วล่ะที่เป็นหลานชายเพียงคนเดียวที่ข้าผู้นี้ชุบเลี้ยงขึ้นมาเองกับมือ" ร่างนั้นยังคงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าพอใจพร้อม ๆ กับการยื่นมือขึ้นมากำหมัดแน่น ซึ่งกริยาลักษณะนี้มองดูคล้ายเป็นท่าประจำที่ปู่ของข้ามักจะทำเมื่อเขาพอใจกับอะไรซักอย่าง "แต่ว่าเอริคเอ๋ย ต่อจากนี้ไปจะเป็นแรงกดดันขั้นสูงสุดของข้า เจ้าจงรับมันเอาไว้ให้ได้ซะ” และหลังจากคำกล่าวนี้สิ้นสุดลง นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ทำให้ข้าได้เข้าใจกับประโยคที่ว่าสติแทบจะหลุด เพราะแรงกดดันในครั้งนี้มันช่างบ้าคลั่งราวกับว่ามันกำลังดึงข้าเข้าไปในใจกลางของพายุอันทรงพลังที่กำลังกู่ร้องและพยายามจะฉีกเอาร่างของข้าให้แหลกออกเป็นชิ้น ๆ

"อั่ก...อึก" ทันทีที่แรงกดดันนั้นได้คลายออกไปขาทั้งสองข้างของข้าก็ได้พลันทรุดลงกับไปพื้นโคลนอันนองไปด้วยน้ำพร้อมกับการหอบหายใจที่รัวหนักอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ ร่างกายที่ก่อนหน้านี้เคยขยับได้ตามต้องการบัดนี้กลับสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ถึงกระนั้นข้าก็ยังคงสติเอาไว้ได้ในท้ายที่สุด

"ทำได้ดีมาก เท่านี้ข้าก็หมดห่วงไปได้เปราะนึงแล้วล่ะนะ" ร่างใหญ่ที่ก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าข้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นกระบอกน้ำในมือตรงมาให้กับข้า แต่เมื่อยิ่งได้ยินเสียงของเขาชัด ๆ แบบนี้แล้ว มันยิ่งทำให้ข้าต้องยอมรับว่านี่มันเป็นเสียงของท่านปู่อย่างไม่ผิดแน่ แต่ทว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ "ข้าจะให้เจ้าได้พักซักหน่อยก็แล้วกัน" เมื่อสิ้นคำเอ่ยดังกล่าวร่างใหญ่ตรงหน้าก็ได้พลันกลายเป็นแสงสีทองหายวับไป หลงเหลือเอาไว้เพียงเศษประกายสีทองจรัสที่ลอยล่องไปทั่วบริเวณ ซึ่งข้าเองมักจะเห็นเจ้าเศษเช่นเดียวกันนี้ลอยฟุ้งในบ้านอยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่าก็หาได้ใส่ใจอะไรกับมันไม่ และในตอนนี้ข้าคิดว่าข้ารู้แล้วล่ะว่ามันเองเป็นประกายเวทของท่านปู่ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเขาใช้พลังออกมา

"มีอะไรอีกมากมายเลยสินะที่ข้ายังคงไม่รู้" ข้าเอ่ยพร้อมกับยื่นมือไปรองรับเศษประกายเวทที่ค่อย ๆ สลายไปเมื่อตกลงกระทบกับพื้นผิวบนมือ "ท่านคงจะมีเหตุผลที่ทำให้ท่านต้องทำอะไรแบบนี้สินะขอรับท่านปู่" อืม...และข้าเองก็มีคำถามที่อยากจะถามท่านเป็นกองหนังสือเลยเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นนั้น...

"ได้เวลาไปต่อกันแล้วล่ะ เอริคเอ๋ย" เสียงเอ่ยอันแสนจะคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับแสงประกายสีทองจรัสที่สว่างจ้าไปทั่วทั้งบริเวณ

"ข้าคงจะต้องออกจากที่นี่ไปให้ได้เสียก่อน!"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel