ตอนที่ 10 เข้าไปเถอะน่า! ตอนที่ 2 (จบ)
โดคินหันหน้าไปมองอัศวินผู้เป็นมือซ้ายและขวาทั้งสองคราหนึ่ง พวกเขาก็พุ่งตัวตรงเข้าไปด้านในอย่างรู้ในหน้าที่ แล้วเพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นความสว่างก็บังเกิดขึ้นจากคบเพลิงขนาดยักษ์ที่ติดอยู่ภายในสองอัน เผยให้เห็นประตูขนาดใหญ่มหึมาอยู่ภายในอีกสามบาน โดยแต่ละบานนั้นก็จะมีรูปที่ถูกสลักเอาไว้
โดคินพร้อมทั้งผู้เข้าทดสอบอีกสี่คนเดียวเข้ามาภายในส่วนอีกคนนั้นถูกลากคอเข้ามา พวกเขาเดินเข้ามาเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่หน้าบานประตูทั้งสามบานที่มีอัศวินทั้งสองยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาจึงปล่อยเอริคออกจากมือให้ไปยืนรวมอยู่กับพวกที่เหลืออีกสี่คน
“พวกเจ้าทุกคนฟังข้า นั่นรวมถึงเจ้าด้วยนะเจ้าหัวเขียว” โดคินเอ่ยขึ้นพร้อมกับจ้องมองไปที่เอริคที่ยืนก้มหน้าอยู่อย่างคนที่โดนขืนใจ (ขืนใจเข้าทดสอบ)
“ต่อไปนี้จะเป็นการทดสอบพิเศษเฉพาะพวกเจ้าโดยที่พวกเจ้าจะต้องเข้าไปภายในประตูนั้น บานล่ะหนึ่งคู่ โดยที่ข้าจะเป็นคนคัดเลือกเอง ส่วนภายในนั้นจะมีอะไรรอพวกเจ้าอยู่ พวกเจ้าจะก็จงเข้าไปค้นหาด้วยตัวเองก็แล้วกัน” โดคินกล่าวพร้อมกับทอดสายตามองไปที่ผู้เข้าทดสอบทั้งห้าคนถึงจะมีหนึ่งคนที่ไม่ได้สบตาของเขาก็เถอะ
“เอาล่ะต่อไปข้าจะจับคู่ล่ะนะ” เขาเอ่ยพร้อมกับมองไปยังทั้งสี่คนแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร เพราะมีร่างเล็กของหญิงสาวผู้เข้าทดสอบอีกคนยกมือขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้ามีข้อสงสัยอะไร ว่ามา” โดคินเอ่ยพร้อมกับเดินมาหยุดตรงหน้าของนาง
“ถ้าทำอย่างที่ท่านว่าแล้ว ก็จะต้องมีหนึ่งคนที่ไม่มีคู่นะสิคะ ท่านโดคิน” ร่างขอเอริคกระตุกขึ้นเหมือนหลุดออกจากภวังค์คติในทันทีที่ได้ยินว่ามี หนึ่งคนที่จะต้องเข้าไปภายในเพียงผู้เดียว
“ใช่แล้วล่ะ! ถือว่ารอบคอบดีมาก เลเซีย อย่างที่เจ้าว่าจะมีหนึ่งคนที่จะต้องไปภายในเพียงผู้เดียว และนั่นก็คือ ไอ้เจ้าหัวเขียวนั่น” เขากล่าวพร้อมกับชี้ไปที่เอริคที่เหมือนกับสติจะหลุดลอยไปไกลโขแล้ว
“ต่อไปข้าจะจับคู่ล่ะ! เร็กซ์ เจ้าคู่กับ ซีรีน่า” โดคินชี้ไปทีคนชายผู้มีผมสีน้ำตาลไหม้กับหญิงสาวที่โวยวายเมื่อก่อนที่จะเข้ามา
“และเลเซีย เจ้าคู่กับเอ็นดีน” ครานี้เป็นผู้ที่เอ่ยถามเมื่อครู่ได้คู่กับชายผู้ดูแล้วจะเป็นคนที่มีจิตใจดี
“คู่แรกของ เร็กซ์กับซีรีน่าเจ้าไปที่ประตูด้านโน้น” โดคินเอ่ยขึ้นพร้อมกับผายมือไปทางดประตูด้านซ้ายมือสุด
“แล้วเลเซียกับเอ็นดีน เจ้าไปด้านโน้น” และอีกครั้งโดคินผายมือออกไปที่ประตูทางขวามือสุด
“ส่วนเจ้า ด้านหลังนี่เลย ฮ่าๆ” เอ็นดีนเอ่ยจบก็หัวเราะขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
นี่ข้าขอถามจริงๆเถอะชาติที่แล้วถ้าไปจับผีตนไหนถ่วงน้ำมารึไงกัน ชาตินี้ถึงได้เจอแต่เรื่องน่ากลัวๆอยู่ตลอด ข้าคิดตัดพ้อกับชีวิตตัวเองแล้วจึมองไปที่ประตูทั้งสองบานที่มีร่างของทั้งสี่ยืนคอยอยู่ตรงหน้าประตูและมีอัศวินอีกสองคนยืนกำกับอยู่คนละข้าง
“เจ้าพวกนั้นมีอาวุธกันครบเลยสินะ” ข้าลองสังเกตดูดีๆก็พบว่าแต่ละคนนั้นเตรียมพร้อมมา อย่างกับรู้ว่าเห็นอนาคต
“เจ้าไม่มีอาวุธมาเลยรึเจ้าหัวเขียว” ท่านอัศวินผมแดงเอ่ยขึ้นถามข้าที่ทั้งตัวไม่มีอาวุธอะไรเลย
“ไม่ทราบว่าท่านพอจะมีให้ข้ายืมไหมขอรับท่านอัศวินผู้เก่งกล้าและมีเมตตาเปี่ยมล้น” ข้าเอ่ยขอพร้อมกับนึกคำชมขึ้นไปเป็นชุดๆ
“ไม่มีเฟ้ย! อยากไม่เตรียมมาเองก็ช่วยไม่ได้! เอ้า! ไปยืนหน้าประตูได้ซะ ใกล้ถึงเวลาเปิดแล้ว” เขาว่าพร้อมกับลากคอข้าไปยืนอยู่หน้าประตูบานกลาง ซึ่งหากมองดีๆแล้ว ไอ้บานนี้มันใหญ่ที่สุดเลยนี่! ทำไมท่านถึงทำร้ายข้าอย่างนี้ล่ะ ท่านอัศวินผมแดง เอาคำชมข้าคืนมา!
“ได้เวลาแล้ว! พวกเจ้าเตรียมตัวได้!” ประตูตรงหน้าข้าและบานอื่นๆเปิดออกภายในมีแต่ความมืดมิดและว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยที่อยู่ข้างในนั้นและถึงมีข้าว่าข้าก็มองไม่เห็นแน่นอน
“เข้าไปได้” ห้ะ! ข้าไม่ไปหรอก แต่แล้วข้าก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรท่านอัศวินผมแดงผู้เกรียงไกรก็จับข้าโยนยัดเข้าไปในประตูทันที ในตอนนั้นข้าไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกต่อไปภาพตรงหน้าข้าค่อยๆมืดสนิท พร้อมกับเสียงปิดลงของบานประตู
ปัง!
“ขอให้พวกเจ้าโชคดีนะ” โดคินและอัศวินทั้งสองที่ตอนนี้มายืนรวมกันแล้วเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“ท่านแม่ทัพ ทำไมท่านถึงได้ส่งเจ้าหนุ่มนั่นเค้าไปในประตูใหญ่คนเดียวล่ะขอรับ มันอันตรายมากเลยนะขอรับ” อัศวินคนหนึ่งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจปนเครียดนิดๆ
“ข้า มีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าเจ้านั่นมีอะไรที่พิเศษกว่าใคร” อัศวินคนนั้นทำสีหน้าแปลกใจก่อนจะเอ่ยถามมาอีกว่า
“ยังไงหรอขอรับ ท่านแม่ทัพ”
“เจ้าไม่เห็นรึไง ดวงตาสีครามที่ทอแสงราวกับมีดวงดาวนับล้านอยู่ในนั้น มันไม่ได้ทำให้เจ้านึกถึงอะไรบ้างรึไง” โดคินกล่าวจบอัศวินฝาแฝดอีกคนที่เงียบอยู่ในคราแรกก็กระตุกขึ้นอย่างแรงคราหนึ่ง
“เผ่าเทพ…หรือขอรับ” สิ่งสุดคำกล่าวอัศวินผู้ที่ถามในตอนคราแรกถึงกับหยุดอึ้งกับคำพูดที่ฝาแฝดของตนเอ่ยออกมา
“ใช่…เจ้าจำรูป ที่พวกเราปฏิญาณตนก่อนเป็นอัศวินเต็มตัวได้หรือไม่” โดคินเอ่ยพร้อมกับมองตรงไปข้างหน้า ซึ่งตรงบานประตูเริ่มจะมีอะไรปรากฏขึ้นลางแล้ว
“ขอรับ กระผมจำได้ไม่เคยลืมขอรับ” อัศวินผู้ที่ถามในคราแรกเอ่ยพร้อมกับก้มหน้าลง
“เหมือนใช่ไหมล่ะ เจ้านั่นน่ะ”
“ขอรับ เหมือนมากจริงๆ”
หลังจากที่บทสนทนาจนลงไม่นานก็เป็นเวลาที่บานประตูจะบอกอะไรบางอย่างพอดิบพอดี บานประตูทางซ้ายปรากฏรูปของอัศวินถือดาบคู่ขึ้นมาสองรูป
“เห็นไหมล่ะข้าว่าแล้วว่าเจ้าสองคนนั้นต้องได้เป็นรองประธาน” โดคินเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันข้ามประตูบานกลางไปมองที่ประตูด้านขวาก่อน และบนบานประตูนั้นก็ปรากฏเป็นรูปอัศวินถือดาบชี้ขึ้นฟ้าซึ่งกำลังหันหน้าไปทางซ้ายและขวา
“โอ้…นั่นมือขวาประธานสินะ ฮ่าๆ ข้าคิดไว้แล้วไม่มีผิด” โดคินหันหน้ามาทางอัศวินทั้งสองที่กำลังยืนอ้าปากค้างจ้องมองไปข้างหน้าอย่างงุนงง
“พวกเจ้าเป็นอะไรกันล่ะนั่น” ว่าจบเขาก็หันไปทางประตูบานกลางซึ่งเป็นประตูบานใหญ่ที่สุด
รูปอัศวินร่างใหญ่กำลังกุมดาบที่ปักลงพื้นอย่างสง่างาม พร้อมกับประกายแสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่เปล่งออกมาจากรูปดังกล่าวอย่างงดงาม
“ฮ่าๆๆๆๆๆ!!!!” โดคินหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งกว่าครั้งไหนๆ พร้อมกับกอดคออัศวินฝาแฝดทั้งสองคนที่ยังอึ้งอยู่ไม่หาย
“ข้าบอกคิดไว้แล้วไม่มีผิด! เห็นไหมล่ะ! เอาล่ะ ทีนี้ล่ะ ประธานคนแรกของโรงเรียนอัศวินเซนต์เบิร์กได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!”
เมื่อว่าถึงโรงเรียนอัศวินแห่งเซนต์เบิร์กนั้นจะไม่มีเป็นระดับชั้นปี แต่จะเป็นแค่ระดับเดียวนั่นก็คือ ผู้ที่ได้เขาโรงเรียนอัศวินแห่งนี้จะต้องถูกฝึกฝนในโรงเรียนอัศวินจนครบสามปี ถึงจะได้รับการแต่ตั้งให้เป็นอัศวินเต็มตัวในที่สุด และนั่นก็หมายถึงการที่โรงเรียนอัศวินจะไม่มีการสอบเกิดขึ้นตลอดสามปีนั้นอีกด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลได้ว่า เหตุใดในการสอบอัศวินนั้นถึงได้มีผู้มาเข้าทดสอบมากมายจนเปี่ยมล้น และรูปแบบการรับสมัครนี้จะใช้กับทุกโรงเรียนอัศวินในแดนมนุษย์ไม่ใช่เพียงที่เซนต์เบิร์กเท่านั้น
เอริคค่อยๆลืมตาขึ้นก็ได้พบเห็นท้องฟ้าในยามราตรีอันเต็มไปด้วยหมู่ดาวนับล้านดวงที่กำลังทอแสงระยิบระยับไปมาอย่างสวยงาม มือของเขาสัมผัสลงบนหญ้านุ่มอ่อนเพื่อดันร่างของเขาเองให้ลุกยืนขึ้นยืนมองดวงดาวพวกนั้นให้ชัดเจนขึ้น โดยมีสายลมอ่อนๆพัดผ่านร่างของเขาไปมาอย่างอ่อนโยน
“เจ้าเห็นอะไรบนนั้นรึ” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นข้างๆตัวข้า แต่ข้าก็ไม่ได้ตกใจหรอกนะ ข้าหันไปมองยังเสียงนั้นด้วยท่าทีปกติ แล้วข้าก็ได้เห็นร่างของชายผู้มีเรือนผมสีฟ้าอ่อนยาวไปจรดถึงกลางหลังดวงตาสีครามน้ำทะเลทอแสงนั้นมองตรงไปยังดวงดาวบนฟากฟ้า
“ข้าเห็น ดวงดาวที่กำลังทอแสง” ข้าเอ่ยตอบร่างนั้นไปเสียงเรียบ พร้อมกับหันกลับไปมองดวงดาวบนท้องฟ้านั้นต่อ
“เจ้าคิดว่าพวกมันเหมือนกับอะไรงั้นหรือ?” ร่างนั้นเอ่ยถามข้าอีกคราโดยที่ไม่ได้ละสายตาจากดวงดาวบนท้องฟ้าแต่อย่างใด
“เหมือนชีวิตของผู้คน…” ข้าตอบกลับไปพร้อมกับค่อยทรุดตัวลงนั่งแล้วมองไปยังดวงดาวพวกนั้นต่อ
“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น?” ครานี้ร่างนั้นถามพร้อมกับหันหน้ามาทางข้า
“ผู้คนที่ยังมีชีวิตก็เหมือนกับดวงดาวที่กำลังทอแสง เมื่อสิ้นไป ก็ร่วงโรยตกลงสู่ความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด” ร่างนั้นหัวเราะขึ้นอย่างชอบใจคราหนึ่ง
“เจ้าเป็นนักกวีหรือไงกันตัวข้า” ข้าขมวดคิ้วคราหนึ่งแล้วจึงหันกลับไปถามยังเจ้าตัว
“ตัวข้า? ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน”
“ก็หมายความอย่างที่เจ้าได้ยินนั่นแหละ เจ้าก็คือข้า ส่วนข้าก็คือเจ้าเช่นกัน” เขาว่าแล้วจึงทรุดตัวลงนั่งด้วยท่านทีสบายใจ
“ข้าไม่เข้าใจ”
“ซักวันเจ้าจะเข้าใจเองแหละน่า เมื่อถึงเวลาน่ะนะ ฮ่ะๆ” นี่เจ้าพูดเหมือนตอนที่ท่านปู่เอาหนังสือบางอย่างไปแอบข้าเลยนะเนี่ย
“งั้นหรอ” ข้าเอ่ยขึ้นเบาๆ แล้วเราทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกครู่ใหญ่ๆ
“ข้าแค่คิดว่าอยากเป็นน่ะ”
“ฮ่าๆๆ อย่างนั้นหรอกหรือ อ้ะ! ข้ามีคำถามจะถามเจ้าล่ะ” ร่างนั้นเอ่ยขึ้นขำๆแล้วจึงหันมาหาข้า
“เชิญถามมาได้เลย” ข้าว่าพร้อมกับมองไปยังดาวดวงหนึ่งที่กำลังร่วงตกลง
“ชีวิตของผู้คนมากมายที่ไม่ข้องเกี่ยวกับเจ้า กับคนที่เจ้ารัก เจ้าจะเลือกสิ่งใด?”
