บท
ตั้งค่า

4 พี่สาวครับ ตอนนี้ผมเป็นหนุ่มแล้วครับ (1)

4

พี่สาวครับ ตอนนี้ผมเป็นหนุ่มแล้วครับ

ปลาวาฬตื่นขึ้นมาตอนบ่ายสอง...

และในระหว่างที่เขาขอตัวไปอาบน้ำอยู่นั้น ฉันก็ถือโอกาสทำโจ๊กร้อนๆ เตรียมไว้ให้ เพราะอย่างน้อยหมอนั่นก็เป็นน้องชายของเพื่อนสนิทและเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายฉัน ถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฉันต้องดูแล

แต่พอปลาวาฬออกมาเห็น เขาก็ทำหน้ายิ้มกริ่ม ก่อนใช้วาจาเจ้าเล่ห์เอ่ยล้อเลียน

“เราเหมือนคู่แต่งงานใหม่เลยนะครับ”

นี่ถ้าไม่ติดว่าฉันกำลังทำความสะอาด เก็บซากที่อเล็กซ์ทำรกไว้เมื่อคืนนี้อยู่ล่ะก็ สาบานได้ว่าฉันเดินไปหยิบถ้วยโจ๊กนั่นเททิ้งแน่

“หุบปากแล้วก็รีบๆ กินเข้าไปเถอะ”

“อร่อยจัง พี่อลิสทำเองเหรอครับ”

เขาฟังฉันบ้างไหมเนี่ย เพิ่งจะบอกให้หุบปากไปหยกๆ คำพูดฉันมันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดเลยหรือไง

ฉันหมั่นไส้ ก็เลยไม่ตอบ หันไปดูดฝุ่นพื้นพรมหน้าทีวีแสร้งทำเป็นไม่สนใจเขา แต่ปลาวาฬก็ยังไม่ยอมหยุดพูด

“แต่ไม่น่าใส่ขิงเลย ผมไม่ชอบกิน”

“เด็กชะมัด”

คราวนี้ฉันหลุดปากจนปลาวาฬโต้เถียงออกมา

“แค่ผมไม่กินขิงเนี่ย ถือว่าเป็นเด็กเลยเหรอครับ”

“ก็ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหน เขี่ยผักออกจากจานอาหารหรอก”

ฉันถือโอกาสบ่น ตอนที่ปลาวาฬเขี่ยขิงมากองไว้ที่จานรองถ้วยพอดี จนหมอนั่นถึงกับชะงักและถือช้อนค้างไว้เหมือนเด็กที่ลอบทำผิดแล้วโดนจับได้

“ทำอะไรเป็นเด็กๆ” ฉันว่า

“ก็ผมไม่ชอบกินขิงจริงๆ นี่ครับ” ปลาวาฬทำเสียงอ่อย “มันขม แล้วก็เผ็ด แต่... กินก็ได้”

ฉันหลุดขำตอนที่ปลาวาฬตักขิงกลับมาใส่ถ้วยโจ๊กตามเดิม ท่าทางของเขาเหมือนคนอยากเอาชนะ ทั้งๆ ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ปลาวาฬไม่รู้หรอกว่าการกระทำนั้นมันทำให้เขายิ่งดูเด็กเข้าไปใหญ่

“ไม่ชอบก็ไม่ต้องกิน ไม่ต้องฝืนหรอก ถ้าใครมาบังคับให้ฉันกินอะไรที่ฉันไม่ชอบ ฉันก็ไม่กินเหมือนกันนั่นแหละ”

“มีอะไรที่พี่อลิสไม่ชอบทานมั้ยครับ”

ปลาวาฬถามกลับ และหมอนั่นคงคิดว่าฉันไม่ได้มองเขาอยู่ล่ะมั้ง ถึงได้แอบตักขิงกลับไปวางที่จานรองถ้วยอีกครั้ง เฮ้อ เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย

“ขอบพิซซ่าล่ะมั้ง”

“พี่ไม่ชอบเหรอ”

“ไม่เชิงหรอก” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้ม “แต่ถ้าให้เลือกก็กินหน้าพิซซ่าดีกว่าไง”

“ขี้โกงนี่ครับ”

คราวนี้ปลาวาฬหัวเราะลั่น ฉันเองก็เผลอหัวเราะตามไปด้วย และเพราะอย่างนั้นล่ะ พอฉันหัวเราะ อีตาปลาวาฬเจ้าเล่ห์ก็ดันหยุดชะงักแล้วจ้องหน้าฉันก่อนจะเอ่ยชมขึ้นมา

“พี่อลิสหัวเราะแล้วน่ารักมากเลยนะครับ”

คำพูดราบเรียบที่ไม่มีอะไรเกินจริงเลยสักนิด กลับทำให้ใบหน้าของฉันเห่อร้อนขึ้นมา เด็กนี่...ฉันหมายถึงปลาวาฬน่ะ บทจะร้อนแรงแบบชายหนุ่มก็ทำให้ฉันลุกเป็นไฟ แต่พอเอ่ยชมฉันด้วยถ้อยคำที่ดูเหมือนเด็กน้อยแบบนั้น ก็ดันทำให้ฉันเขินอายยิ่งกว่าเรื่องเมื่อคืนได้อีก

ให้ตายเถอะ...

“รีบกินได้แล้ว ป่านนี้แล้วยังไม่ถึงบ้าน แม่กับโลมาเป็นห่วงแย่”

Rrrr~

ฉันพูดจาตัดบท ไม่อยากให้ปลาวาฬรู้ว่าคำพูดพวกนั้นดันมีอิทธิพลกับหัวใจฉันขึ้นมาได้ แต่กลายเป็นว่าเสียงโทรศัพท์ฉันดังขึ้นตอนที่พูดถึงรายชื่ออาถรรพ์ขึ้นมา โอ๊ย! คนพวกนี้ตายยากจังนะ ฉันอุตส่าห์เลี่ยงไม่พูดถึงอเล็กซ์ เพราะกลัวว่าหมอนั่นที่บอกว่าจะกลับมาตอนเย็นจะโผล่เข้ามาเห็นว่าปลาวาฬยังอยู่ให้เป็นเรื่องอีก แต่กลายเป็นว่าพอพูดถึงโลมาเข้าหน่อย ยัยเพื่อนวายร้ายก็ดันโทรเข้ามาพอดี!

“ว่าไง”

ฉันกดรับ สายตาชำเลืองไปทางปลาวาฬนิดหน่อย ก่อนที่จะเบนกลับมาเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้แอบฟังอยู่

[ว่าไงอะไรล่ะ ก็โทรมาคอนเฟิร์มนัดคืนนี้น่ะสิ]

“คืนนี้? ทำไมเหรอ”

[อะไรยะยัยอลิส นี่หล่อนสร่างเมาหรือยังเนี่ย คืนนี้ก็นัดซ่อมไง โทษฐานที่เมื่อวานฉันเบี้ยว]

“อ๋อ” ฉันขานรับเสียงเบา ลอบมองไปทางปลาวาฬอีกทีก็พบว่าเขาวางช้อนลงแล้ว ฉันจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้เขากลับไปได้เลย แต่ปลาวาฬก็ไม่ยอมทำตาม

[เจอกันที่ไหนดี]

“...กลับไปสิ”

ฉันไม่ได้ตอบคำถามโลมา แต่กำลังกระซิบบอกปลาวาฬ หมอนั่นส่ายหน้า และเขาก็เหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างตอบกลับมา แต่ฉันกลัวว่าโลมาจะจำเสียงน้องชายตัวเองได้ ก็เลยรีบพุ่งเข้าไปปิดปากเขาเอาไว้ จนปลาวาฬยอมหยุดพูดในที่สุด หมอนั่นยืนนิ่ง แต่ทว่าสายตากลับแพรวพราวเย้ายวนจนฉันใจคอไม่ดี

เดี๋ยวเถอะ!

ฉันใช้สายตาตวาดเขาไปแบบนั้น ก่อนหันมาตอบเพื่อนสนิทที่เอ่ยถามซ้ำอีกรอบ

[ว่าไง จะเจอกันที่ไหนดียะ]

“ที่เดิมก็ได้ แค่นี้ก่อนนะ ฉันยุ่งอยู่”

[ยุ่งนี่คือกำลังทำอะไรที่มันยุ่งๆ เหยิงๆ อยู่ใช่ม้า~] โลมาแซวอย่างรู้ทัน

ฉันนี่แทบจะตอกกลับเลยล่ะ เพราะเรื่องยุ่งๆ ที่เป็นอยู่เนี่ย มันเป็นเรื่องของน้องชายเธอล้วนๆ

“เออน่า แค่นี้ก่อนนะ”

ฉันกดวาง ก่อนหันมาเล่นงานเด็กหนุ่มที่เกือบจะทำให้เสียเรื่อง พร้อมกับนึกขึ้นได้ว่าฉันยังไม่ทันได้กำชับเขาเลยว่าห้ามพูดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้กับใคร โดยเฉพาะอเล็กซ์และโลมา

แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไร เขาก็เหมือนรู้ไปหมดทุกอย่าง

“เรื่องของเรา ต้องเป็นความลับขนาดนี้เลยเหรอครับ”

เขาถาม น้ำเสียงนั้นตัดพ้ออย่างเห็นได้ชัด แต่คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง

“แล้วนายอยากให้พี่สาวนายกับน้องชายฉันรู้เรื่องนี้งั้นเหรอ”

“ก็ถ้า...”

“ลืมๆ มันไปซะเถอะ” ปลาวาฬกำลังจะพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่ฉันขัดไว้ และมันก็ทำให้เขาหงุดหงิด

“พี่เห็นผมเป็นอัลไซเมอร์เหรอครับ”

“ฉันรู้ว่านายความจำดี” ไม่งั้นจะจำเรื่องสัญญาสมัยเด็กได้เหรอ “แต่ฉันขอล่ะ ขี้เกียจวุ่นวาย”

“แต่ผมจริงจังนะ”

“ปลาวาฬ”

“ครับ” เขาขานรับหน้านิ่ง ถึงจะรู้ว่าเขาไม่พอใจมาก แต่ฉันยอมให้เรื่องนี้ถูกเปิดเผยไม่ได้

ฉันยอมรับนะว่าคำพูดเขาทำให้หัวใจสั่นไหวเล็กน้อย แต่มันก็แค่นิดเดียวเท่านั้นล่ะ ลองนึกถึงความวุ่นวายที่ตามมาสิ ฉันแทบมองไม่เห็นความสงบสุขในชีวิตเลย

“นายก็แค่ปล่อยให้มันผ่านๆ ไปไม่ได้หรือไง”

“ผมต้องรับผิดชอบ”

“ไม่ต้อง” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ต้องมารับผิดชอบชีวิตฉัน ห่วงแค่เรื่องตัวเองเถอะ”

“ผมไม่ยอมแพ้หรอก”

“นี่! ไม่ยอมแพ้อะไร เราไม่ได้กำลังเล่นเกมอยู่นะ”

ฉันโวยวายขึ้นมาทันที เมื่อปลาวาฬทิ้งท้ายไว้แล้วก็เดินหนีดื้อๆ เขาไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู ก้มลงไปสวมรองเท้าและกำลังจะเดินออกจากห้อง ทำให้ฉันต้องรั้งเขาไว้ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“เรายังคุยกันไม่จบเลยนะ!”

แต่ปลาวาฬก็ยังคงนิ่ง ทั้งๆ ที่หมอนั่นก็ไม่พอใจ แต่เขาเลือกที่จะใช้ความเยือกเย็นดับความคุกรุ่น

“ผมไม่มีอะไรจะพูดแล้วครับ”

“ทำไมถึงดื้อด้านแบบนี้นะ”

“ครับ”

“นี่!” ให้ตายเถอะ ปลาวาฬกำลังทำให้ฉันหงุดหงิดอย่างร้ายกาจ เขายอมรับหน้าตาเฉยแบบนี้เลยเหรอ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น “ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่า...!”

ถ้อยคำต่อว่าของฉันหยุดชะงักในทันที เมื่อจู่ๆ ร่างสูงที่พลิกตัวกลับมากะทันหัน โน้มใบหน้ามาใกล้ และขโมยหอมแก้มฉันหน้าตาเฉย!

“แล้วเจอกันนะครับ”

โอ๊ย! ไอ้เด็กบ้า!

“ไปทำอะไรมา หน้าตาดูสดชื่นนะ”

พอร่างสมส่วนในชุดเดรสรัดรูปนั่งลงข้างกายฉัน ยัยโลมาก็เอ่ยทักขึ้นมาทันที

แต่ถามจริง...ที่แซวเนี่ย ใช้ตาหรือว่าหัวนิ้วโป้งเท้าดูกันแน่

“ฉันหงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว เอาอะไรมาพูดว่าดูสดชื่น ประชดหรือไง”

“เฮ้ย ไม่นะ หน้าตาแกดูดีอะ คือมันบลิ๊งค์ผิดปกติ”

“พอเหอะ” ฉันรีบพูดตัดบท เพราะทั้งน้ำเสียงและสายตาของยัยนั่น กำลังทำให้ฉันสับสนว่าจริงๆ แล้วมันประชดหรือว่ามีอะไรผิดปกติบนหน้าฉันจริงๆ กันแน่ “รีบๆ สั่งอาหารเลย ฉันหิว”

ตอนนี้เราทั้งคู่อยู่ในร้านอาหารกึ่งผับใจกลางเมืองที่ค่อนข้างมีระดับพอสมควร มันเป็นร้านเล็กๆ ที่ไม่ได้ชวนให้อึดอัดจนเกินไป ฉันชอบมาที่นี่เวลาเบื่อๆ เพราะทางร้านเน้นเล่นดนตรีแบบฟังสบายและไม่จำเจ

เดิมทีฉันกับโลมาตั้งใจว่าจะไปเจอกันที่ S-single PUB เลย แต่ฉันเซ็งเรื่องปลาวาฬไม่หาย ก็เลยโทรไปเรียกเธอให้มาเจอกันที่นี่ก่อนในตอนสองทุ่ม แล้วค่อยย้ายสถานที่ไปแดนซ์ในตอนหลัง

“เออ สั่งเลยก็ได้” โลมาพูดพลางกวักมือเรียกพนักงาน ก่อนหันมาบอก “อยากกินอะไร สั่งเลย เอาให้หนัก”

“ถามจริง?” ฉันแซวยิ้มๆ เพราะปกติโลมาขี้งกจะตาย

“จริง ต้องสั่งสอนซะหน่อย”

“หือ?”

ฉันเริ่มสงสัย เพราะคำพูดของโลมาดูมีลับลมคมใน แต่พนักงานรับออเดอร์ดันมาถึงพอดี ฉันเลยหันไปสั่งอาหารจนลืมความรู้สึกนั้นไปเสียหมด ความหิว ความเบื่อ ทำให้สติของฉันไม่อยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่ ยิ่งเห็นโลมาร่ายรายชื่ออาหารยาวเป็นหางว่าว ฉันก็ถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารครอบงำ

“สั่งซะเยอะ เดี๋ยวก็กินไม่หมด”

“ไม่เป็นไร ห่อกลับบ้าน”

“เอากลับไปแกก็ไม่กินอยู่ดี”

“แกก็เอากลับไปให้อเล็กซ์สิ บอกว่าฉันซื้อมาฝาก ฮ่าๆ” โลมาหัวเราะลั่น

มันเป็นเรื่องจริงที่สองคนนี้ชอบกัดกันบ่อยๆ อย่างที่รู้ว่าอเล็กซ์กวนประสาท มันชอบเรียกโลมาว่า ‘เจ้ขน’ น่ะ (โลมานอกจากจะเป็นชื่อปลาโลมาแล้ว ก็ยังเป็นคำราชาศัพท์ที่แปลว่าขนด้วย) ยัยนี่ก็เลยโมโหทุกทีที่ได้ยิน แต่ฉันรู้ว่าโลมาก็เอ็นดูน้องชายฉันมากพอสมควรนะ เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นเพื่อนสนิทของน้องชายเธอ

อ้อ! แล้วก็ไม่ต้องคิดว่าสองคนนั้นจะมีซัมติงหรอกนะ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ อเล็กซ์มันก็มีแฟนของมัน ส่วนโลมาก็เพิ่งคบกับพี่หมิง บอสใหญ่ที่ทำงานของฉันไปหยกๆ สองคนนี้ไม่มีฉากหวานแหววหรอก ไม่เหมือนฉันกับปลาวาฬ

เอ่อ... อย่าไปพูดถึงหมอนั่นเลย เสียอารมณ์เปล่าๆ

“แกล้งน้องฉัน”

“แกล้งบ้าไร ก็ซื้อมาฝากจริงๆ เพียงแต่ว่าฉันชิมก่อนก็เท่านั้น”

“ระวังจะโดนมันเอาคืน”

“ก็โดนจนชินละไง เลยกำลังหาทางเอาคืนอยู่เนี่ย” โลมาพูดแล้วก็ทำหน้ามู่ แต่เพียงชั่ววินาทีเดียว ยัยนั่นก็ยิ้มกว้าง และโบกไม้โบกมือไปทางด้านหลังฉัน “ทางนี้!”

แวบแรกฉันคิดว่าโลมาชวนพี่หมิงมาร่วมด้วย แต่พอหันไป ก็พบว่าร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีชมพูอ่อนกับกางเกงยีนสีดำที่กำลังส่งยิ้มมาให้อยู่นั้น ไม่ใช่คนอื่นไกลเลย!

ปลาวาฬ!!!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel