1 คืนวันศุกร์ที่แสนน่าเบื่อ (1)
1
คืนวันศุกร์ที่แสนน่าเบื่อ
6 ปีต่อมา...
@S-single PUB
10.00 PM
เสียงดนตรีจังหวะหนักหน่วงเร้าใจ ทำให้ร่างกายของฉันขยับเขยื้อนโดยอัตโนมัติ ฉันจึงวางแก้วบลูมาร์ตินี่ในมือลง ก่อนลุกขึ้นยืนและตามไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนที่รออยู่บนฟลอร์แดนซ์นานแล้ว
“กว่าจะลุกมานะแม่คุณ” มิ้นต์เอ่ยทักเสียงดัง “ฉันนึกว่าผู้ชายที่นี่จะอดเห็นของดีซะแล้ว”
“เวอร์ตลอด” ฉันบ่นแล้วก็เบือนหน้าหนี เพราะรำคาญที่จะต้องมาทนฟังยัยเพื่อนตัวดีที่ไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่ เอาแต่ค่อนขอดฉันว่านั่งอ่อยผู้ชายจนไม่ยอมลุกมาสนุกกับเพื่อนฝูง แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าฉันลุกมาตั้งแต่ทีแรก เพื่อนกลุ่มนี้ก็นินทาว่าฉันร้อนแรงตั้งแต่แรกเริ่มเหมือนกัน
น่าเบื่อ...
ฉันถอนหายใจกลืนไปกับเสียงดนตรีจังหวะหนักๆ ก่อนปล่อยให้เรือนร่างสมส่วนภายใต้ชุดเดรสสีดำรัดรูปสั้นกุดโยกเย้าไปมาอย่างยั่วยวน ทุกการเคลื่อนไหวของฉันถูกจับจ้องไปด้วยสายตาจากผู้คนมากมาย โดยเฉพาะกับเพศตรงข้าม ผู้ชายตรงหน้าฉันสองคนยกแก้วเหล้าทักทาย ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเดินเข้ามาใกล้ และขอทำความรู้จักเหมือนเคย
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกส่งมาในขณะที่เขากำลังย่างกราย และเมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้า ผู้ชายร่างสูงที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนในเครื่องแบบโน้มตัวเข้ามาใกล้ และใช้ริมฝีปากกระซิบอยู่ข้างใบหูแผ่วเบา
“ผมสนใจคุณ”
เขาพุ่งตรงประเด็น ซึ่งก็ดี ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ฉันคงสนุกกับการล่าเหยื่อตรงหน้าไปแล้ว แต่ตอนนี้อารมณ์เบื่อของฉันมาเต็มจริงๆ ทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ฉันยังแฮปปี้กับการแต่งหน้าแต่งตัวมาเที่ยวกลางคืนอยู่เลย ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะยัยเพื่อนสนิทดันเบี้ยวนัดฉันกะทันหันแท้ๆ
“ขอโทษนะคะ แต่เอาไว้วันหลังแล้วกัน”
ฉันตอบเขาพร้อมรอยยิ้มเชิญชวนที่กลายเป็นผลักไสโดยไม่รู้ตัว
แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทมากไปกว่านี้ ฉันจึงล่ำลาอีกครั้งด้วยการเลื่อนมือขึ้นไปโอบรอบลำคอเขาเอาไว้ และใช้เรือนร่างที่ใครต่อใครพากันชมว่าสุดฮอต! ขยับเขยื้อนไปมาอย่างเย้ายวนตรงหน้าเขา
ผู้ชายคนนั้นยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ แต่ก่อนที่นิ้วเรียวของเขาซึ่งแตะผ่านสะโพกมน ไล่มาจนถึงเอวคอดกิ่ว และลากเลื้อยมาจนถึงใบหน้าเรียวได้รูปของฉัน จะค่อยๆ เชยคางฉันให้ได้องศากับใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่โน้มลงมาเพื่อหวังประทับจูบ ฉันก็รีบผละออกอย่างน่าเสียดาย
“บอกแล้วไงคะว่าเอาไว้วันหลัง”
ฉันตัดสินใจยุติการกระทำพร้อมกับเดินหนีทันที เพราะเขาดูเหมือนคนพูดไม่รู้เรื่อง ถึงจะรู้ว่าอย่างไรซะ หมอนั่นก็ตามไปขอเบอร์ฉันจากยัยมิ้นต์ ไม่ก็เพื่อนคนอื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งมันก็จริง เพราะหลังจากฉันหนีกลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิม ผู้ชายคนนั้นก็เดินเข้าไปคุยกับมิ้นต์ พร้อมๆ กับที่ยัยนั่นพยักพเยิดหน้าทางฉันเพื่อเป็นการขออนุญาตแจกเบอร์ไปในตัว
หึ... อยากทำอะไรก็ทำเถอะจ้ะ
พอนึกถึงเรื่องโทรศัพท์ขึ้นมา ฉันก็หยิบ iPhone มากดส่งข้อความหาคนต้นเรื่องที่ทำให้ฉันเบื่อหน่ายทันที
‘แกทำให้คืนวันศุกร์ที่แสนวิเศษของฉันหมดสนุกเลยนะ ยัยโลมา!’
เรื่องจริง! เพราะการที่ฉันเบื่อขั้นสุดแบบนี้ ก็เป็นเพราะยัยโลมาเบี้ยวนัด ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนโทรมาชวนฉันให้ออกมาท่องราตรีอย่างสุดเหวี่ยงแท้ๆ ฉันนะอุตส่าห์เลิกงานเร็วกว่าปกติเพื่อกลับมาอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าที่คอนโดฯ นี่ลงทุนจัดเต็มเลยนะ แต่พอฉันมาถึง ยัยเพื่อนบ้าดันส่งข้อความมาว่าไปไม่ได้แล้ว เพราะต้องไปรับน้องชายที่เพิ่งกลับจากออสเตรเลียในคืนนี้ตามคำสั่งของพ่อกับแม่ มันเป็นเหตุสุดวิสัยฉันรู้ แต่มันก็อดเซ็งไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ
‘ฉันขอโทษ เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ว่ะแก เนี่ยอยู่สนามบินมาสองชั่วโมงละ เซ็งโคตร ไอ้น้องเวรดันเครื่องดีเลย์อีก’
โลมาตอบกลับรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่หายเบื่อ
‘ฉันไม่ชอบเที่ยวกับพวกมิ้นต์’
‘เออ ฉันรู้ งั้นแกก็กลับบ้านสิยะ’
‘ตอนที่แกส่งข้อความมา ฉันถึงแล้ว!’
‘แหะๆ ถึงแล้วก็กลับได้นี่นา’
‘ไม่รู้ล่ะ คืนพรุ่งนี้แกต้องชดเชยอย่างสาสม’
‘โอเค โลมาคนนี้จัดให้ ไม่อ้วกไม่กลับอะ’
‘ถ้าเบี้ยวอีกนี่เลิกคบนะ’
‘เออๆ ปลาวาฬมาละ ไว้ค่อยคุยกันนะแก เทคแคร์ด้วยจ้ะ เลิฟฟฟ~’
โลมาตัดบทไปดื้อๆ ฉันจึงเก็บมือถือลงกระเป๋าใบเล็กตามเดิม พลางยกแก้วบลูมาร์ตินี่ขึ้นมาดื่มอีกครั้งแบบรวดเดียวหมด ยัยมิ้นต์ที่ยังคงเต้นอยู่กลางฟลอร์หันมามองหน้าฉันแบบกระหยิ่มยิ้มย่อง รอยยิ้มแบบผู้มีชัยชนะจอมปลอมของเธอทำให้ฉันรู้ว่าเบอร์โทรที่ให้ผู้ชายคนนั้นไป คงหนีไม่พ้นเบอร์ตัวเองนั่นล่ะ
“ขอดราย มาร์ตินี่ค่ะ"
เครื่องดื่มบนโต๊ะของฉันหมดลงแล้ว คราวนี้ฉันจึงหันไปสั่งบาร์เทนเดอร์โดยเพิ่มเลเวลเป็นดราย มาร์ตินี่ที่แสนหนักหน่วงแทน ผู้ชายรอบข้างฉันได้ยินถึงกับแอบยิ้มที่มุมปาก คงคิดว่าฉันจะเมาหนักและเคลมฉันได้ง่ายๆ เลยมั้ง แต่ขอโทษเถอะ ฉันคอแข็งกว่าที่พวกเขาคาดคิดเยอะเลยล่ะ
ฉันคือ ‘อลิส’ นะ ผู้หญิงสุดฮอตที่ดื่มหนักมาตั้งแต่ตอนอายุสิบแปด ยิ่งพออายุครบยี่สิบปี ฉันก็ตระเวนเที่ยวและดื่มจนร่างกายชินชาไปหมดแล้ว และฉันก็ไม่ได้นอนกับผู้ชายไม่เลือกหน้าด้วย ฉันแค่สนุกกับการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง แต่ฉันไม่ได้มั่ว และไม่ใช่ว่าเป็นใครก็ได้ เข้าใจตรงกันนะ!
เห็นฉันเป็นผู้หญิงรักสนุกแบบนี้ ฉันก็คบผู้ชายทีละคน ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะอยู่ได้ไม่นานเพราะฉันเบื่อซะก่อน แต่ฉันไม่เคยควบสอง พูดง่ายๆ คือฉันจะบอกเลิกคนเก่าก่อน ค่อยไปคั่วคนใหม่ ซึ่งผู้ชายคนใหม่นั้นต้องเป็นคนที่ฉันถูกใจด้วยเช่นกัน
แต่ตอนนี้ฉันโสด ไม่มีแฟนมาสองเดือนแล้ว สาเหตุก็คือฉันเบื่อแบบสุดๆ ฉันเบื่อชีวิตคู่รักที่ต้องมาตามติดกันยิ่งกว่าปาท่องโก๋ ผู้ชายแต่ละคนที่คบกับฉัน ชอบเรียกร้องให้ฉันอยู่ด้วยตลอดเวลา จะไปไหนมาไหนคนเดียวบ้างก็ไม่ได้ ชอบกล่าวหาว่าฉันนอกใจบ้างล่ะ มีชู้บ้างล่ะ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วฉันก็แค่ออกไปสนุกสนานกับเพื่อนเท่านั้นเอง
ซึ่งพอฉันโสด ยัยมิ้นต์เพื่อนร่วมคณะที่ไม่ได้ถูกกันซักเท่าไหร่ แถมยังกลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานที่บริษัทเดียวกันอีกก็สกัดดาวรุ่งฉันแบบสุดๆ พวกผู้หญิงพากันนินทาว่าฉันเปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้า พวกผู้ชายขี้หลีหน่อยๆ ที่จีบฉันไม่ติด ก็เอาไปพูดว่าฉันเป็นผู้หญิงง่ายๆ ไม่เหมาะกับการครอบครอง
เหอะ! ถามจริงนะ มาบอกว่าฉันง่าย นี่เคยได้ฉันหรือยัง!
ก็ยัง! แล้วจะมีหน้ามาบอกว่าฉันง่ายได้ยังไง!
ทุเรศที่สุด!!
“เครื่องดื่มได้แล้วครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
ฉันรีบกล่าวขอบคุณและคว้าแก้วดราย มาร์ตินี่ขึ้นมาดื่มแบบรวดเดียวหมดอีกครั้ง ก่อนหันไปสั่งบาร์เทนเดอร์คนเดิมอีกรอบเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง
“ดราย มาร์ตินี่อีกแก้วนึงค่ะ”
เช่นเคยที่ทุกคนหันมามองฉันอย่างสนอกสนใจ ฉันควรบอกพวกเขาไหมนะว่าฉันไม่เมาง่ายๆ หรอก J อย่างดีก็แค่กึ่มๆ เท่านั้นแหละน่า
แต่ในระหว่างที่ดื่มอยู่นั้น พลันหัวสมองของฉันก็นึกถึงเรื่องของเด็กที่ชื่อปลาวาฬขึ้นมา...
ก่อนที่ภาพเด็กผู้ชายตาแป๋วจะฉายชัดขึ้น พร้อมกับคำพูดที่เขาทิ้งท้ายเอาไว้เมื่อหกปีก่อน
‘จูบกับผมได้ไหมครับ’
‘เหมือนที่พี่ทำกับผู้ชายคนนั้น’
เหอะ... เด็กน้อยชะมัด
แต่ป่านนี้คงโตทันใช้แล้วล่ะ ตอนนี้ฉันอายุยี่สิบสี่ เด็กนั่นก็คงยี่สิบปีละ ฉันไม่เจอเขาอีกเลยตั้งแต่วันนั้น เพราะอยู่ดีๆ พ่อกับแม่ก็ส่งเขาไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ทิ้งให้อเล็กซ์ของฉันร้องห่มร้องไห้ที่เพื่อนทิ้งไปดื้อๆ อยู่นานสองนาน พอๆ กับยัยโลมาที่ตอนนั้นเป็นแค่เพื่อนร่วมคณะงอแงไม่ยอมมาเรียน จนฉันต้องไปตามมาให้เข้าคลาส ทำให้เรากลายเป็นเพื่อนซี้กันมาจนถึงทุกวันนี้
ยัยนั่นรักน้องสุดๆ หวงมากด้วย โลมาย้ำกับฉันบ่อยๆ ว่าห้ามอ่อยน้องชายมันเด็ดขาด
จะบ้าตาย! ฉันไม่เคยอ่อยใครเลยนะ!
ยัยนั่นก็รู้ว่าฉันมีแรงดึงดูดกับเพศตรงข้ามเสมอ โดยเฉพาะกับผู้ชายที่อายุน้อยกว่า ฉันมีแฟนเด็กมาเยอะนะ เพื่อนของอเล็กซ์ก็เคยคบมาแล้ว และจะบอกว่านั่นแหละเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันมีผู้ชายต้องห้ามสองประการ
1.เพื่อนของน้องชาย!
อย่างที่รู้ว่าฉันเป็นพวกรักง่ายหน่ายเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จบลงด้วยดี แต่กอล์ฟเพื่อนของอเล็กซ์คือโคตรตื๊ออะ พอฉันสลัดทิ้งก็มาเข้าทางอเล็กซ์ ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังอยู่นานสองนาน พอน้องชายฉันช่วยอะไรไม่ได้ เขาก็เลิกคบกันเป็นเพื่อนไปอย่างบาดหมาง โดยมีฉันเป็นต้นเหตุ
ฉันสงสารน้อง แอบอายด้วย ก็เลยตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะไม่ยุ่งกับเพื่อนของน้องชายอีก
และ 2. น้องชายของเพื่อน!
สาเหตุที่มิ้นต์ไม่ค่อยชอบหน้าฉัน ก็เพราะฉันเคยคบกับน้องชายเธอนั่นแหละ แต่มันช่วยไม่ได้นี่ แม็กเป็นผู้ชายที่ขี้หึงจนเกินพอดีเอง เขาห้ามไปซะหมด เราก็เลยคบกันได้แค่สองอาทิตย์ ก่อนที่เขาจะเสียผู้เสียคนจนที่บ้านต้องส่งไปบำบัดด้วยการให้เขาย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศ
โอเค มันอาจเป็นความผิดฉัน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดไม่ใช่เหรอ พวกเขางี่เง่าไปเองทั้งนั้น
แต่เอาเถอะ เพื่อเป็นการตัดปัญหาเรื้อรัง ฉันก็จะไม่ยุ่งกับผู้ชายสองประเภทนี้แล้วกัน เพราะงั้นยัยโลมาวางใจได้เลย
