นางเอก..ตอนที่ 6 สูญเสียความเป็นตัวเอง
เซียวจวิ้นอุ้มร่างอ้อนแอ้นไว้แนบอก สาวเท้าก้าวไปข้างหน้าไม่หยุด ขณะผ่านเรือนใหญ่เข้าสู่โถงทางเดิน ในหัวกลับมีความคิดผุดขึ้นมาเต็มไปหมด เขาควรทิ้งลู่หนิงอันไว้ในห้องลงทัณฑ์ ปล่อยให้นอนอยู่บนพื้น สั่งลูกน้องไปยกน้ำมาสาดสักสองสามถัง ไม่เกินหนึ่งเค่อนางก็คงฟื้น มิใช่ตื่นตูมรีบอุ้มตรงมาที่เรือนเส่าเย่าเช่นนี้
ตลอดเส้นทางแม้ลูกน้องจะก้มศีรษะทำความเคารพ ทว่าทุกคนล้วนพากันตื่นตกใจ พวกนั้นเคยเห็นเขาสนใจสตรีเสียที่ไหน ยิ่งใกล้ชิดคลอเคลียเยี่ยงนี้ ยิ่งไม่เคยมี
นี่เขาเสียสติไปแล้วหรือ ถึงกับหลงลืมตัวตนชั่วขณะ สิ่งที่ทำอยู่นี้กำลังส่งผลต่อการปกครองของต้าหู่ ทำลายภาพลักษณ์เจ้าสำนักผู้เหี้ยมโหด ต่อไปลูกน้องจะยังเชื่อถือในตัวเขาอีกหรือไม่
ขาแข็งแรงทั้งสองข้างก้าวไปไม่เท่าไรก็มาถึงเรือนเส่าเย่า ประตูห้องพักของลู่หนิงอันถูกถีบออกกว้างอย่างไม่ไยดี ใบหน้าคมปลาบสบสายตากับคนสนิท ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายปิดประตู อาฟู่ที่ตามหลังมาติดๆ หูตาว่องไวรู้จักดูสีหน้าผู้เป็นนาย รีบดึงประตูปิดในทันที
เซียวจวิ้นเหลียวหลังเห็นว่าปลอดคน จึงวางร่างอรชรลงบนเตียงอย่างเบามือ สายตาคู่คมจับจ้องโฉมสะคราญไม่วางตา ร่างหนาพลางลืมตัวทรุดกายนั่งข้างเตียง ชายหนุ่มพิศใบหน้าซีดขาวนิ่งนาน ลู่หนิงอันยามสลบไสลไม่ได้สติเช่นนี้ชวนมองยิ่งนัก ความสนใจทั้งหมดล้วนพุ่งตรงไปที่นางจนสิ้น ดวงตาใสกระจ่างที่มักมองเขาด้วยความชิงชัง บัดนี้พริ้มหลับลงอย่างผ่อนคลาย ปลายจมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มอมชมพูน่าสัมผัส
สตรีนางนี้มีรูปเป็นทรัพย์ ความงามของนางคล้ายกับดักแสนหวาน ทำหน้าที่คอยล่อลวงเหล่าบุรุษให้มาติดกับ หากผู้ใดเผลอไผลไม่แคล้วต้องตกนรกอเวจี ยากจะหาทางปีนป่ายขึ้นมาได้
เรือนร่างอ้อนแอ้น สัดส่วนโค้งเว้า ชักชวนให้ลุ่มหลง ยิ่งพิศยิ่งรู้สึกราวต้องมนต์สะกด มิอาจควบคุมตนเองได้อย่างเคย เสมือนสูญเสียความเป็นตัวเองไปจนสิ้น หัวใจแกร่งดุจหินผาสะท้านไหว ยามเพ่งมองทรวงสาวขยับขึ้นลง จังหวะหายใจที่เนิบช้า พลันเปลี่ยนเป็นเต้นโครมคราม ร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มค่อยๆ โน้มกายลงไปหาคนงามอย่างช้าๆ สองมือประคองใบหน้างามไว้มั่น คนงามหลับตาพริ้มคล้ายกำลังรอรับสัมผัสวาบหวาม ไวเท่าความคิดเขารีบก้มลงฉกฉวย ครอบครองความหวานละมุนอย่างลืมตัว จุมพิตนั้นหนักหน่วงทั้งยังเรียกร้องเอาแต่ใจ ดูดดึงลิ้นเล็กอย่างหลงใหลราวปรารถนาจะขบเคี้ยวแล้วกลืนลงท้องเสีย
เซียวจวิ้นยามนี้ไม่ต่างจากชายวิปลาส ที่เกิดความกำหนัดได้แม้กับร่างไร้สติ เขาอ้อยอิ่งกระทำการบัดสีกับริมฝีปากลู่หนิงอันนานเท่าไรไม่รู้ จวบจนกระแสลมเย็นสายหนึ่งเล็ดลอดผ่านเข้ามาจากปานหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ชายหนุ่มที่อารมณ์พลุกพล่านเตลิดไปไกลจึงได้สติ รีบผละออกและดีดตัวลุกขึ้นราวจับต้องของร้อน
ริมฝีปากอิ่มจิ้มลิ้มติดจะซีดจางก่อนหน้านี้ กลายเป็นบวมเป่งแดงเป็นจ้ำไปเสียแล้ว เซียวจวิ้นถึงกับสติหลุดปู้ยี่ปูยำจุดนั้นของหญิงสาวอย่างบ้าคลั่ง
คนตัวโตสะบัดศีรษะสองสามที พยายามเรียกสติกลับคืน พร่ำบอกตนเองว่าลู่หนิงอันเป็นสตรีจอมมารยา คือตัวต้นเหตุทำให้น้องสาวเขาบาดเจ็บสาหัส เขาจะมามัวพิศวาสลุ่มหลงนางเช่นนี้ไม่ได้
ร่างหนาก้มไปประชิดร่างบางอีกครั้ง หนนี้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง สายตาวาววับโกรธกรุ่น มือแกร่งยกขึ้นเชยใบหน้างามขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงเปล่งวาจาเย้ยหยัน
“คิดว่าข้าพิศวาสเจ้างั้นสิ ฝันไปเถอะ ต่อให้โลกใบนี้เหลือเพียงเจ้าที่เป็นสตรี ก็ไม่มีวันได้รับแม้แต่เศษเสี้ยวความสนใจจากข้า” เอ่ยจบก็สะบัดมือรังเกียจ ปล่อยคางมนอย่างหยาบโลน
แค่ยืนมองนักโทษถูกทรมานถึงกับทนดูไม่ได้ ทำสำออยเป็นลมหมดสติในอ้อมแขนเขา หรือเมื่อครู่จะเป็นแผนการของนาง เพื่อต้อนให้เขาตกหลุมเสน่ห์ จะได้ใจอ่อนยอมปล่อยนางไปหาเว่ยเชียนเสียงใช่หรือไม่ ต้องเป็นเช่นนั้นแน่
แต่ฝันไปเถิด ตราบใดที่เขายังอยู่ ลู่หนิงอันไม่มีวันได้สมหวังกับชายชู้ เขาไม่มีทางยอม
ดี! อยากสำออยดีนักก็นอนเป็นผักต่อไป ไม่ต้องลุกขึ้นมาให้เห็นหน้าอีก เพียงแค่เห็นนางเขาก็แทบอาเจียนออกมา เหม็นขี้หน้านางยิ่ง
เซียวจวิ้นยืดตัวขึ้นเต็มความสูง เดินดุ่มๆ ออกไปกระชากประตูออก จังหวะกำลังดันประตูปิด เขาชั่งใจเหมือนลังเลบางอย่าง เบนสายตากลับมามองใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือดอีกครั้ง ขบคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงหันไปสั่งกำชับคนสนิท
“บอกเสี่ยวอี้มาเช็ดตัวนายหญิง เออจริงสิ..อย่าลืมให้นางต้มยาลดไข้มาด้วย” กล่าวจบแล้วก็สะบัดหน้าจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าหากอยู่นานอีกหน่อย ตนอาจเปลี่ยนใจกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง
“ขอรับ” อาฟู่พยักหน้าเข้าใจ รอจนเจ้านายหนุ่มจากไป จึงเดินไปแจ้งสาวใช้ ระหว่างทางอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาเกาศีรษะ หมู่นี้ท่านเจ้าสำนักดูแปลกไป อารมณ์ขึ้นลงไม่คงที่ คล้ายถกเถียงกับตัวเองตลอดเวลา เขาที่เป็นลูกน้องพลอยทำงานลำบากไปด้วย ดีหน่อยที่ตนอยู่กับผู้เป็นนายมานาน จึงเดาสีหน้าถูก มิเช่นนั้นคงโดนลงโทษวันละหลายสิบหนแล้วกระมัง
