นางเอก..ตอนที่ 7 ชินหวังซื่อจื่อ
หลังจากที่ไปพบเซียวจวิ้นในวันนั้น ลู่หนิงอันก็ไม่ได้ข่าวคนใจร้ายอีกเลย นางจำได้ว่าตนเองคับแค้นใจจนหมดสติไป รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในห้องพักของตนแล้ว ได้เสี่ยวอี้มาถามไถ่อาการรวมถึงนำยาลดไข้มาให้
หญิงสาวไม่แน่ใจว่าตอนที่ล้มลงไปนั้น ริมฝีปากนางเผลอไปกระแทกของแข็งเข้าหรือไม่ ถึงได้บวมเป่งแดงเป็นจ้ำเช่นนี้ ลิ้นน้อยๆที่ซ่อนอยู่ด้านในก็เหมือนจะเป็นแผล ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากอาการร้อนใน
ใช่แล้ว..ที่ลู่หนิงอันเป็นลมล้มพับไปเพราะนางไม่สบาย ด้วยถูกกลั่นแกล้งให้ไปซักผ้าตากหิมะ กอปรกับถูกบังคับจิตใจต่างๆนานาจึงล้มป่วยจนได้ นางพักเพียงวันเดียว หยุนซีก็มาตามไปทำงาน แม้ร่างกายจะยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก
“ยังเข้าไปไม่ได้เจ้าค่ะ” เสี่ยวอี้วิ่งไปขวางลู่หนิงอันเอาไว้ ขณะกำลังยกอ่างน้ำเข้าไปเช็ดตัวให้เซียวเซียงเซียง
ลู่หนิงอันหยุดชะงักทันทีก่อนจะชะโงกหน้าไปยังบริเวณหน้าห้อง นางเพิ่งเห็นว่ามีชายวัยกลางคน แต่งกายด้วยอาภรณ์เนื้อดีก้าวเข้าไปในนั้น “คุณหนูเซียวมีแขกหรือ”
“เจ้าค่ะ เป็นหมอหลวงจากซีหนาน” เสี่ยวอี้พยักหน้าตอบ ท่านเจ้าสำนักกำชับว่าอย่าให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน หากมีงานที่ยังทำค้างอยู่ ให้รอจนกว่าท่านหมอจะกลับไปแล้วค่อยไปทำต่อ
“หมอหลวง?” ลู่หนิงอันมีสีหน้าประหลาดใจ ปกติหมอหลวงถวายการรักษาให้เฉพาะฮ่องเต้ ฮองเฮา และเหล่าเชื้อพระวงศ์มิใช่หรือ เซียวเซียงเซียงแม้มีฐานะเป็นถึงน้องสาวของเจ้าสำนักคุ้มภัย ทว่าบรรดาศักดิ์ก็ไม่ได้สูงถึงขั้นสามารถเชิญหมอหลวงมารักษาได้
“เป็นชินอ๋องที่ส่งมาเจ้าค่ะ” เสี่ยวอี้ป้องปากกระซิบข้างหู
“ชินอ๋อง?” ใบหน้างามยิ่งข้องใจขึ้นไปอีก คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันจนอีกฝ่ายถอนหายใจ อดไม่ได้ที่จะบอกความจริงออกไป
“เหอซั่วชินหวัง ซ่งเว่ยหนาน เป็นบิดาของท่านเจ้าสำนักและคุณหนูเจ้าค่ะ ปกครองซีหนานดินแดนฝั่งประจิมทั้งหมด” ชินอ๋องเป็นอนุชาร่วมอุทรกับฮ่องเต้ นับเป็นอ๋องที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด มีบุตรชายหญิงทั้งหมดสี่คน โดยท่านเจ้าสำนักเป็นบุตรชายคนโต ตามด้วยท่านชายซ่งเจี้ยนผิง คุณหนูเซียวเซียงเซียง และท่านหญิงซ่งชิงชิง
ลู่หนิงอันยืนฟังอย่างโง่งม เสี่ยวอี้ยังเล่าอีกว่าเซียวจวิ้นมีฐานะเป็นถึงชินหวังซื่อจื่อ มารดาเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าสำนักคุ้มภัยคนเก่านามว่า เซียวอี้เซียน ด้วยความแค้นใจที่บิดาไม่ปกป้องมารดาอันเป็นที่รัก ปล่อยให้ถูกใส่ร้ายและไล่ไปอยู่ตำหนักเย็น หมางเมินใส่พระนางจนวาระสุดท้ายของชีวิต เขาจึงตัดสินใจพาน้องสาวหนีมาหาเซียวเหยาผู้เป็นตา และเปลี่ยนมาใช้แซ่ของมารดาไม่กลับซีหนานจวบจนทุกวันนี้
ความคับข้องใจที่มีต่อบิดา ทำให้เด็กหนุ่มอายุสิบห้าละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง หันมาสานต่อกิจการสำนักคุ้มภัยของผู้เป็นตา ทุ่มเทดูแลจนสุดความสามารถ กระทั่งต้าหู่แข็งแกร่งและเติบใหญ่ได้อย่างทุกวันนี้
ลู่หนิงอันเบนสายตาไปยังบานประตูที่มีชายฉกรรจ์สองคนเฝ้าอยู่ ในนิยายไม่ได้กล่าวถึงต้นตระกูลของตัวร้ายแม้แต่น้อย เท้าความเพียงว่าเซียวจวิ้นมีอิทธิพลถึงขั้นที่ว่าเว่ยเชียนเสียงที่เป็นเจ้าเมืองไม่กล้าเข้าไปยุ่งหากไม่จำเป็น อีกทั้งช่วงเวลาที่นางเอกของเรื่องโดนจับตัว มิได้มีตัวละครอื่นโผล่เข้ามาอีก บางสถานการณ์ที่ไม่มีในนิยายกำลังเกิดขึ้น เหตุการณ์ทุกอย่างกำลังฉีกไปจากเดิม
ลำพังแค่ตำแหน่งเจ้าสำนักต้าหู่ นางก็แทบไม่รู้ว่าตนเองจะมีโอกาสหนีออกไปจากที่นี่หรือไม่ แล้วนี่เขามีฐานะเป็นถึงซื่อจื่อ นางมิต้องถูกขังตลอดไปหรือ ยิ่งคิดลู่หนิงอันก็ยิ่งอยากร้องไห้ สวรรค์พวกท่านส่งข้ามาทำอันใดที่นี่ แม้ว่าข้าจะอยากเป็นนางเอก แต่ก็มิใช่นางเอกที่มีชะตากรรมรันทดถึงเพียงนี้
“อาการของเซียงเซียงเป็นอย่างไรบ้างท่านลุงหลิว” เซียวจวิ้นเอ่ยถามหมอหลวงประจำวังชินอ๋อง ครั้งหนึ่งเขาเคยให้ความเคารพและสนิทสนมกับหลิวชง ทว่านั่นเป็นเพียงอดีตไปแล้ว บัดนี้เขากับทุกอย่างที่ซีหนานไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก
“ชีพจรอ่อนขอรับ ร่างกายขาดสารอาหารเข้าขั้นวิกฤต ต้องรีบฟื้นฟูให้เร็วที่สุด” หลิวชงเอ่ยเสียงเครียด ท่านหญิงซ่งเซียงเซียงนั้น แต่เดิมสุขภาพร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งล้มหมอนนอนเสื่อไม่ได้สติเช่นนี้ ร่างกายยิ่งทรุดลงอย่างรวดเร็ว
“นางจะฟื้นคืนสติเมื่อไร” เซียวจวิ้นไม่ได้หวังให้น้องสาวกลับมาเดินได้เหมือนเมื่อก่อน ขอเพียงนางลืมตาตื่นขึ้นมาคุยกับเขาก็พอแล้ว เขาต้องการแค่นั้นจริงๆ
“ตอบยากขอรับ ท่านหญิงแท้จริงแล้วป่วยที่ใจหาใช่ร่างกาย ต้องค่อยๆรักษาตามอาการ สำคัญคือฟื้นฟูร่างกายให้ได้รับอาหารให้เพียงพอก่อน ” โบราณว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว เพราะใจไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ จึงต่อต้านอาหารและการรักษา การรักษาท่านหญิงจำเป็นต้องใช้วิธีที่ละเอียดอ่อน คอยดูแลอย่างใส่ใจ เพื่อสามารถส่งผ่านความรักความห่วงใยให้ถึงนางได้
“เข้าใจแล้ว” เซียวจวิ้นมีสีหน้าผิดหวัง ก่อนหน้านี้เขาเชิญหมอเก่งๆจากทั่วสารทิศมาดูอาการของน้องสาว ทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเซียวเซียงเซียงเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ จนทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษา
หลิวชงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาว่า “ซื่อจื่อพาท่านหญิงกลับซีหนานดีหรือไม่ขอรับ ที่นั่นมีหมอหลวงเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหลายคน สามารถรักษาอาการของท่านหญิงได้”
“ท่านเพิ่งบอกข้าเองมิใช่หรือว่านางป่วยที่ใจ ต่อให้หมอเทวดาก็รักษาหัวใจนางไม่ได้” เซียวจวิ้นหาได้คล้อยตาม ปัญหามิได้อยู่ที่หมอ หากแต่เป็นตัวเซียวเซียงเซียงเอง ฉะนั้นต่อให้รักษาที่ไหนก็ไม่ต่างกัน อีกอย่างเขาไม่ต้องการกลับไปที่นั่นอีก สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมของมารดา เขาเกลียดชังยิ่ง
“แต่ท่านอ๋องประสงค์ให้ซื่อจื่อกับท่านหญิงกลับนะไปขอรับ” หลิวชงตัดสินใจเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาที่นี่ ยามนี้ท่านอ๋องกำลังเฝ้ารอการกลับไปของซื่อจื่อกับท่านหญิง ทรงทุกข์ใจจนสุขภาพย่ำแย่
“อย่าเอ่ยถึงเขาอีก ท่านเขียนใบสั่งยาแล้วรีบไปเสีย” เซียวจวิ้นเบือนหน้าหนี ไม่ต้องการเห็นสายตาวิงวอนของชายที่ตนเคารพ
“ท่านอ๋องกำลังประชวรนะขอรับ ซื่อจื่อได้โปรดไปเยี่ยมท่านอ๋องสักครั้งเถอะขอรับ” หลิวชงคุกเข่าขอร้อง มองเจ้าของร่างสูงที่หันหลังให้แล้วสะเทือนใจไม่น้อย เรื่องราวในอดีตมิใช่เขาไม่รู้ เขาเข้าใจความเจ็บปวดของซื่อจื่อดี ทว่าก็ทนเห็นคนตรงหน้าหมางเมินตัดเยื่อใยบุพการีมิได้เช่นกัน
“ตอนท่านแม่ข้าป่วยเขาหายหัวไปไหน ยามนี้จะมาเรียกร้องอันใด ท่านลุงหลี่กลับไปบอกเขาด้วยว่าอย่ามายุ่งกับข้าและเซียงเซียงอีก อาฟู่ส่งแขกด้วย” เซียวจวิ้นตัดบทอย่างไร้เยื่อใย พลางหันไปกำชับคนสนิทที่ยืนอยู่หน้าห้อง จากนั้นจึงเดินจากไปไม่หันกลับมาอีกเลย
