นางเอก..ตอนที่ 3 ขอเพียงปาฏิหาริย์
เซียวจวิ้นให้บ่าวจัดห้องพักในเรือนเส่าเย่าแก่ลู่หนิงอัน สั่งให้คนคอยตามดูพฤติกรรมของนาง ส่งหัวหน้าสาวใช้คอยตามประกบทุกฝีก้าว คำสั่งแรกของวันถัดมาคือ นำผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าของเซียวเซียงเซียงไปซัก หญิงสาวหอบตะกร้าผ้าใบโต เดินตามหลังหัวสาวใช้นามหยุนซีไปยังบ่อน้ำ
“ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งให้เจ้าซักผ้าให้เสร็จภายในครึ่งชั่วยาม ตักน้ำในบ่อนี่ขึ้นมาแล้วรีบทำงานให้เสร็จ” หยุนซีมองคุณหนูในห้องหอที่ไม่เคยต้องหยิบจับงานซักล้างอย่างดูแคลน อากาศหนาวเย็นบาดลึกถึงกระดูก ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งให้นางซักผ้ายามนี้ เห็นได้ชัดว่าเจตนากลั่นแกล้งลู่หนิงอัน
ร่างระหงพยักหน้าเข้าใจ นางมาจากอนาคต ผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบากมาก็มาก ฉะนั้นงานซักผ้าจึงมิได้หนักหนาอันใด มือเรียววางตะกร้าผ้าลงบนพื้นหินอ่อน จากนั้นจึงหย่อนถังไม้ลงไปในบ่อ ค่อยๆดึงเชือกขึ้นมา เทน้ำใส่ถังใบใหญ่ นางทำอยู่อย่างนั้นจนได้ปริมาณน้ำที่ต้องการ หยิบเสื้อผ้าใส่ถังแล้วค่อยลงมือขยี้ผ้า
ความเย็นของน้ำกอปรกับอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ส่งผลให้ลู่หนิงอันนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวยังคงเก็บอาการฝืนทำต่อไป หยุนซียกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นกิริยาของอีกฝ่าย ทีแรกนางรู้สึกประหลาดใจที่คุณหนูแสนบอบบางซักผ้าได้คล่องแคล่ว จึงค่อนข้างผิดหวัง ทว่าหลังจากได้เห็นสีหน้าเจ็บปวดเมื่อครู่ ความลิงโลดจึงบังเกิดขึ้น
“ซักให้มันเร็วๆหน่อย” หัวหน้าสาวใช้เร่ง สายตาจับจ้องฝ่ามือแดงเถือกคู่นั้นไม่วางตา การทรมานคนนับเป็นงานถนัดของนาง หยุนซีฉีกยิ้มเยาะไม่คิดปิดบัง ต่อให้ลู่หนิงอันคำนับฟ้าดินกับท่านเจ้าสำนักแล้ว แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความแค้น ฉะนั้นนางจึงไม่ต้องให้ความเคารพก็ได้
“เข้าใจแล้ว” ลู่หนิงอันข่มความเจ็บ เร่งขยี้ผ้าให้เร็วยิ่งขึ้น สองมือออกแรงทำงาน ทว่าในหัวกลับลอบประเมินสถานการณ์ไปด้วย ที่นี่เวรยามแน่นหนานัก ต่อให้มีปีกก็ไม่แน่ว่าจะออกไปได้ เอาเป็นว่าตามน้ำไปก่อน สบโอกาสแล้วค่อยหนียังไม่สาย
หญิงสาวปรายตามองเกล็ดหิมะที่โปรยปรายมาจากท้องฟ้า พลันสายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างตรงริมระเบียง หญิงสาวจำได้ดีว่าเป็นคนป่าเถื่อนผู้นั้น เซียวจวิ้นแค้นเคืองอันใดนักหนา ถึงได้จับตาทุกความเคลื่อนไหวเช่นนี้ หัวใจของเขาบิดเบี้ยว มีแต่ความเคียดแค้นชิงชัง สมควรแล้วที่สุดท้ายเขาไม่เหลือใครเลย
“ท่านเจ้าสำนักไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ อากาศเช่นนี้ผู้ใดซักผ้ากัน” สาวใช้วัยแรกรุ่นเอ่ยถามองครักษ์ผู้หนึ่ง นางคือเสี่ยวอี้ เป็นสาวใช้ประจำตัวของเซียวเซียงเซียง จิตใจดีและค่อนข้างขี้สงสาร เห็นนายหญิงถูกทรมานเช่นนั้นแล้วอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้
“เรื่องของเจ้านาย บ่าวอย่างพวกเราอย่ายุ่งเลย” องครักษ์หนุ่มตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท่าทางเย็นชาไร้ความรู้สึก เขาเป็นคนของสำนักต้าหู่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องฟังผู้เป็นนาย ต่อให้ท่านเจ้าสำนักสั่งให้ลงมือสังหารสตรีสกุลลู่ เขาก็จะชักกระบี่ออกจากฝักอย่างไม่ลังเล
“ข้ารู้ แต่ว่า..” เสี่ยวอี้อ้าปากเถียง ทว่ากลับโดนอีกฝ่ายตัดบทเสียก่อน
“หรือเจ้าอยากไปช่วยนายหญิงซักผ้า ข้าจะได้เรียนท่านเจ้าสำนักให้” องครักษ์หนุ่มปรายตามอง สองมือกอดกระบี่ไว้แน่น ท่าทางของเขาบ่งบอกได้ว่าระอาเสียงเจื้อยแจ้วของนางเต็มทน เป็นอย่างที่ท่านเจ้าสำนักกล่าวไว้ไม่มีผิด อิสตรีล้วนน่ารำคาญและเข้าใจยาก พวกนางมักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล อยู่ใกล้แล้วมีแต่เรื่องให้ปวดหัว
“ไม่เจ้าค่ะ ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูดีกว่า” เสี่ยวอี้ส่ายหน้าเหวอ ซักผ้ายามนี้มือนางได้ถูกความเย็นกัดจนแข็งเป็นหินแน่ ไม่เอาด้วยหรอก แม้จะเห็นใจนายหญิงแต่นางก็สงสารตัวเองเหมือนกัน
“หากคุณหนูรู้เรื่อง คงไม่ยอมแน่ขอรับ” อาฟู่เอ่ยกับผู้เป็นนาย สายตาทอดมองบ่อน้ำที่เห็นอยู่ไกลลิบ สภาพอากาศเช่นนี้สตรีร่างกายบอบบางจะทนได้สักเท่าไรกัน ขนาดบุรุษอกสามศอกยังต้องหลบอยู่ในเรือน ท่านเจ้าสำนักแม้เด็ดขาดมากความสามารถ ทว่าก็หัวแข็งเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่ต่างจากอดีตเจ้าสำนักผู้ล่วงลับ หากตัดสินใจทำสิ่งใดแล้ว ผู้ใดก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้
ทว่ากับคุณหนูเซียวเซียงเซียงนั้นต่างกัน รายนั้นเปรียบดั่งผ้าขาว หัวใจเต็มไปด้วยความเอื้ออาทร บ่อยครั้งที่นางต้องทะเลาะกับพี่ชาย เพราะไม่ชอบวิธีการทำงานของอีกฝ่าย
“ข้าเองก็อยากให้นางฟื้นขึ้นมา หนนี้นางจะด่าทอหรือทุบตีข้าก็ได้ ขอเพียงไม่นอนนิ่งเช่นนั้นก็พอ” เซียวจวิ้นนัยน์ตาแดงก่ำ สายตาคู่คมเบนไปยังบานประตูที่ปิดสนิทอยู่ เพื่อมิให้ความหนาวเย็นเล็ดลอดเข้าไป
หิมะแรกมาแล้ว อีกไม่นานสำนักคุ้มภัยจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน เซียงเซียงชอบหิมะมิใช่หรือ? ไยไม่ลุกขึ้นมาเล่า ต่อไปพี่ใหญ่จะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง
สวรรค์..ได้โปรดประทานปาฏิหาริย์แก่น้องสาวข้าสักครั้ง นางยังเด็กนัก พวกท่านเอาชีวิตข้าไปแทนได้หรือไม่ เซียงเซียงเพิ่งปักปิ่น นางยังไม่ได้ออกเรือนเลย ได้โปรดปล่อยให้นางได้ใช้ชีวิตต่อไปเถอะ
“ข้าน้อยเชื่อว่าคุณหนูต้องหายแน่ขอรับ” อาฟู่ให้กำลังใจ แม้จะเอ่ยออกไปเช่นนั้น ทว่ากลับรู้สึกกังวลไม่ต่างกัน ได้แต่ภาวนาให้อดีตเจ้าสำนักอย่าเพิ่งพาคุณหนูไปเลย หลานชายของท่าน ไม่อาจยอมรับความสูญเสียได้อีกแล้ว
