นางเอก..ตอนที่ 2 พระเอกก็ร้าย ตัวร้ายก็เลว
“ดูให้เต็มตาว่าเรื่องของเจ้ากับเว่ยเชียนเสียงส่งผลต่อผู้อื่นอย่างไรบ้าง” เซียวจวิ้นปล่อยร่างเล็กในที่สุด ชี้ไปยังเตียงกว้างที่มีร่างไร้สติของน้องสาวนอนอยู่
“เกิดอันใดขึ้น? เหตุใดนางถึงเจ็บหนักเช่นนี้” ลู่หนิงอันยกมือขึ้นทาบอก เบื้องหน้าคือร่างของสตรีที่ผอมแห้งเหลือแต่กระดูก ใบหน้าซูบตอบจนไม่เหลือเค้าความงามใดๆ เป็นไปได้อย่างไร นักเขียนไม่ได้กล่าวว่าเซียวเซียงเซียงเจ็บหนักถึงขั้นกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา บอกเพียงว่าเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็นเท่านั้น เหตุการณ์ยามนี้แตกต่างจากที่นางรับรู้มาอย่างสิ้นเชิง
“หลังเกิดอุบัติเหตุ เซียงเซียงมีอาการหวาดกลัวตลอด ปฏิเสธทั้งอาหารและการรักษา อาการของนางจึงทรุดลงกะทันหัน นอนหลับอยู่อย่างนั้นไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีกเลย หากต้องเสียน้องสาวไป ข้าจะลากเจ้ากับเว่ยเชียนเสียงลงปรโลกไปด้วย” เซียวจวิ้นเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำวาวโรจน์
ท่าทางคุกคามของอีกฝ่ายหาได้ทำให้นางหวั่นเกรง ความสนใจของลู่หนิงอันพุ่งไปที่ภาพวาดบนผนัง หญิงสาวเพิ่งสังเกตว่าผนังห้องมีภาพเหมือนของอดีตคู่หมั้นติดอยู่ เดาได้ว่าเซียวเซียงเซียงคงมีใจให้เว่ยเชียนเสียงอย่างไม่ต้องสงสัย “นางมีความรักหรือเจ้าคะ?”
“เซียงเซียงก็เป็นหนึ่งในคนที่หลงใหลคนแซ่เว่ย พอได้ข่าวว่าเจ้านัดเจอกับเว่ยเชียนเสียง นางจึงแอบตามไปตอนที่ข้าไม่อยู่” หากไม่ใช่เพราะเว่ยเชียนเสียงกับลู่หนิงอัน เรื่องเลวร้ายทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้น
“ข้าไม่คิดว่านางจะเจ็บหนักถึงเพียงนี้” ลู่หนิงอันพึมพำเสียงเบา นางหาได้สนใจคำพูดของคนตัวโต สายตาพุ่งตรงไปเบื้องหน้า ค่อยๆก้าวขาเข้าไปใกล้ดรุณีน้อยบนเตียง อุบัติเหตุคงเกิดขึ้นที่หงถา (红塔) อย่างไม่ต้องสงสัย หงถาคือเจดีย์แดงบนยอดเขา เป็นจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองเว่ยได้ทั้งเมือง ในนิยายระบุว่าเว่ยเชียนเสียงนัดลู่หนิงอันไปที่นั่น เนื้อความในจดหมายกล่าวว่าจะรอจนกว่านางปรากฏตัว
“อย่าเสแสร้งทำเหมือนรู้สึกผิดไปหน่อยเลยคุณหนูลู่ ข้ารู้เช่นเห็นชาติเจ้ากับเว่ยเชียนเสียงหมดแล้ว” ชายหนุ่มมองคนงามด้วยสายตาดูแคลน ลู่หนิงอันเอาแต่เล่นตัว ส่วนเว่ยเชียนเสียง รายนั้นมีคู่หมายเป็นตัวเป็นตนยังมิวายโปรยเสน่ห์ไปทั่ว ไม่ว่าสตรีใดจะมอบของขวัญให้ก็รับเอาไว้หมด โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากทำร้ายจิตใจผู้ใด หึ แท้จริงแล้วเป็นการกระทำของบุรุษใจโลเลมากกว่า หากเป็นข้า..สตรีน่ารำคาญพวกนั้นโดนไล่ตะเพิดกลับบ้านไปแล้ว
“ท่านจะให้ทำอย่างไร ทั้งข้าและเว่ยเชียนเสียงล้วนไม่มีผู้ใดอยากให้เรื่องเป็นเช่นนี้” สายตาคู่งามส่งค้อนให้อีกฝ่าย ตัวร้ายอย่างเขาคงไม่มีวันยอมเข้าใจ เพราะถึงอย่างไรในสายตาเขานางก็คือคนผิดอยู่ดี
“ปกป้องกันเข้าไป คงอยากไปนอนครางใต้ร่างมันจนตัวสั่นสินะ” เป็นเช่นที่เขาคิดมิผิดเพี้ยน ในที่สุดนางก็เผยธาตุแท้ออกมาเสียที ลู่หนิงอันไม่ต่างจากสตรีไร้ยางอายพวกนั้น
เผียะ!
ลู่หนิงอันสุดจะทน ตวัดฝ่ามือตบใบหน้าคมจนสุดแรง ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยเห็นใครน่ารังเกียจเท่าคนผู้นี้มาก่อน เขาเอาแต่กัดคนนั้นคนนี้ไปทั่วราวสุนัขบ้า ไม่ยอมฟังเหตุผลกันบ้าง
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใด ถึงได้กล้าลงมือทำร้ายข้า นึกว่าเว่ยเชียนเสียงจะตามมาช่วยอย่างนั้นหรือ กว่าหมอนั่นจะมาเจ้าคงแหลกคามือข้าแล้วกระมัง” เซียวจวิ้นย่างสามขุมเข้าไปหาลู่หนิงอัน บีบลำคอระหงด้วยฝ่ามือข้างเดียว ต้าหู่มิได้น่าเกรงขามเพียงเมืองเว่ย ทว่าทรงอิทธิพลไปถึงดินแดนประจิม ต่อให้เว่ยเชียนเสียงอยากมีเรื่องกับเขา ก็ยากจะต่อกรด้วยได้
“ปล่อย” ใบหน้างามแดงก่ำ สองมือป้องปัดมือแกร่งพัลวัน นางหายใจไม่ออก เขาต้องการให้ตายตกกันไปข้างเลยหรืออย่างไร
“จำใส่หัวไว้ให้ดี ชีวิตของเจ้าข้าเป็นผู้ลิขิต อาฟู่เฝ้าให้ดี อย่าให้นางหนีไปได้เด็ดขาด” เซียวจวิ้นพ่นวาจาร้ายกาจพร้อมกำชับลูกน้องคนสนิท จากนั้นจึงผลักอีกฝ่ายให้พ้นกาย ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างรังเกียจ ทว่าด้วยแรงโทสะกอปรกับรูปร่างของเขาและนางต่างกันมาก ส่งผลให้ร่างเล็กของลู่หนิงอันปลิวไปกระทบพื้นอย่างแรง นางจุกจนลุกไม่ขึ้น ใบหน้างามเปลี่ยนเป็นซีดขาว ป่าเถื่อนเกินไปแล้ว
เซียวจวิ้น..คนอย่างท่านไม่มีวันได้สมหวัง ข้าขอสาปแช่งให้ท่านเป็นตัวโกงตลอดไป
ปัง!
เสียงทุบโต๊ะพร้อมกับกองเอกสารถูกกวาดลงพื้นจนสิ้น เว่ยเชียนเสียงมีสีหน้าดำทะมึน ผู้ใดบังอาจลักพาตัวสตรีของเขาไป ลู่หนิงอันไม่มีศัตรูที่ไหน นางมักขลุกอยู่ในจวนไม่ก็สถานศึกษา ร่างสูงเดินไปมาราวหนูติดจั่น ต่อให้ต้องพลิกหินทุกก้อน เขาก็ต้องหานางให้พบ
ลู่หนิงอันเป็นเสมือนไข่มุกในมือที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมานาน รอคอยวันที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับนาง ทว่ากลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน ขณะที่เว่ยเชียนเสียงกำลังขบคิดหาทางไปช่วยเจ้าสาวหัวแทบแตก คนของเขาก็รายงานว่าหยวนลี่ขอเข้าพบ
“มีธุระอันใด” เว่ยเชียนเสียงเอ่ยถามน้ำเสียงกระด้าง ปกติเขาสุภาพสุขุม สามารถควบคุมกิริยาได้ดีกว่านี้ เป็นเพราะลู่หนิงอันหายตัวไปอารมณ์จึงพลุ่งพล่านผิดปกติ
“ขออภัยที่มารบกวนเจ้าค่ะ เผอิญลี่เอ๋อร์ได้ข่าวว่าท่านพี่มีเรื่องไม่สบายใจ จึงต้มน้ำแกงสมุนไพรมาให้ ขอให้ปัญหาของท่านพี่คลี่คลายในเร็ววัน” หยวนลี่ก้มหน้าลงอย่างคนกลัวความผิด สองมือประคองชามน้ำแกงสั่นเล็กน้อย ท่าทางของนางช่างดูบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่ง
เว่ยเชียนเสียงเห็นโฉมสะคราญแสดงกิริยาเช่นนั้น ฝืนใจแข็งต่อไปไม่ไหว นางอุตส่าห์มีน้ำใจ จะให้ไล่กลับไปก็ออกจะใจร้ายเกินไปหน่อย พลันใบหน้าบึ้งตึงเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน “ขอบใจมาก”
“ลี่เออร์เพียงมาส่งน้ำแกงเท่านั้น ไม่รบกวนท่านพี่แล้ว” มือบางวางชามน้ำแกงบนโต๊ะแผ่วเบา ก่อนจะย่อกายชดช้อยขอตัวกลับอย่างรู้ความ หยวนลี่ก้าวเท้าผ่านร่างสูงของสามีเพียงสองก้าว เสียงทุ้มของสามีก็ดังขึ้น
“ยามซวี ข้าจะไปหา (19.00 - 20.59 น.)”
“เจ้าค่ะ” ร่างบางตอบรับอ่อนหวาน ก้มหน้าลงเอียงอาย ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มเล็กน้อย กดข่มความลิงโลดไว้ในใจ หยวนลี่ออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองสามีอีก
เว่ยเชียนเสียงมองตามหลังอนุคนงามชั่วอึดใจ ก่อนจะเบนสายตาไปยังชามน้ำแกงสีเหลืองทอง หยวนลี่เป็นบุตรสาวคหบดีถังแตก บิดาส่งมาชำระหนี้เมื่อปีกลาย คราแรกเขาไม่ยอมรับข้อเสนอ ทว่าเมื่อรู้ว่าหากตนปฏิเสธคหบดีหยวนจะขายนางให้แก่หอนางโลม จึงยอมตอบตกลงในที่สุด
ใบหน้าจิ้มลิ้มกอปรกับกิริยาเจียมเนื้อเจียมตัวทำให้เขานึกเอ็นดู แม้ความงามจะเทียบชั้นกับลู่หนิงอันไม่ได้ แต่ความอ่อนหวานช่างเอาอกเอาใจก็มิได้ด้อย ด้วยเหตุนี้ตำแหน่งอนุคนโปรดจึงตกเป็นของนาง ก่อนหน้านี้เขายังไม่มีฮูหยิน หน้าที่ปรนนิบัติสามีจึงมอบให้หยวนลี่ไปก่อน หากแต่งลู่หนิงอันเข้ามาเป็นฮูหยินเอกเมื่อไร ค่อยลดความสำคัญของนางลงทีหลัง
