ตอนที่ 3 ป่าหินพันปี
ซานซานที่เป็นลมหมดสติไปเมื่อคืน ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าของอีกวัน หญิงสาวลุกขึ้นแล้วเก็บที่นอนจนเรียบร้อย จากนั้นจึงเปิดประตูออกไปนอกบ้าน พยายามสอดส่ายสายตาหาร่างสูงของเซี่ยซูเหยียน
“ไปไหนของเค้านะ หรือว่าจะแอบหนีไปแล้ว" คงกลัวว่านางจะยึดเขาไว้เป็นที่พึ่ง เชอะ! ไม่เห็นสนใจเลย ข้าก็มีมือมีเท้า กะอีแค่งู หาไม้ตีเสียก็สิ้นเรื่อง อีกอย่างหญิงสาวสังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ดูเหมือนบนเขานี้ไม่มีสตว์มีพิษอาศัยอยู่เลยสักตัวเดียว บรรยากาศเงียบมาก เงียบจนผิดปกติ
ร่างอรชรเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินทอดตัวยาวไปจนถึงบันไดอีกฝั่งของภูเขา ซานซานสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อรวบรวมความกล้า ตรงหน้าบันไดขั้นแรกคือจุดที่นางตกลงไป ด้านข้างทั้งสองฝั่งสูงชันจนน่าหวาดเสียว ไม่มีแม้ราวบันไดให้จับเดิน หญิงสาวค่อยๆ นั่งลงแล้วหันหลัง หย่อนเท้าลงทีละข้างอย่างระมัดระวัง สองมือเกาะขั้นบันไดไว้แน่น ท่าทางของนางราวกับเด็กเล็กกำลังหัดเดิน
เมื่อไต่บันไดมาได้สักพักแล้วจึงตัดสินใจหันหน้ากลับไปดูเบื้องล่าง อีกไม่ถึงสิบก้าวก็จะเป็นอาณาเขตของป่าหินพันปี ป่าลักษณะประหลาดที่มีแต่หินรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าน้อยใหญ่ ตั้งขึ้นเรียงรายสลับกันไปมา หินแต่ละก้อนมีสีขาวเรียบเนียนส่องประกายแวววาวเมื่อต้องแสงอาทิตย์
และแล้วซานซานก็มาถึงรอยต่อระหว่างหุบเขาอสรพิษกับป่าหินพันปีเสียที จากตรงนี้เดินลงไปอีกหน่อยก็จะถึงบริเวณลานจอดรถ ตรงนั้นมีป้ายรถเมล์อยู่ด้วย รอยยิ้มงามเผยออกมาอย่างดีใจ ข้ารอดแล้ว! เท้าเล็กถูกยกขึ้นเพื่อข้ามไปยังป่าหินอีกฝั่ง แต่ปรากฎว่านางถูกกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นเอาไว้
“ติดอะไร ทำไมผ่านไปไม่ได้ล่ะ ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที ข้าอยากกลับบ้าน" มือบางพยายามคลำจนทั่ว ทั้งทุบ ทั้งตะโกน แต่กลับไม่เป็นผล มีบางอย่างปิดกั้นอาณาเขตของทั้งสองฝั่งอยู่
“เจ้าเป็นผู้ใด เข้าไปอยู่ในหุบเขานั่นไปอย่างไร" เสียงทุ้มของบุรุษในชุดสีขาวเอ่ยถาม เขากำลังนั่งจิบชาอยู่บนศาลาหินอ่อน ได้ยินเสียงโหวกแหวกโวยวายจึงรีบเข้ามาดู
“ข้ามีนามว่าซาน..เอ้ย ถานจิวเหมยเจ้าค่ะ แล้วท่านเล่าเหตุใดถึงไปอยู่ที่ป่าพันปีได้"
“ข้าเป็นเซียนพิทักษ์แห่งป่าพันปี นามว่าหย่งเล่อ เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าว่าเหตุใดจึงเข้าอยู่ในหุบเขาอสรพิษได้" หย่งเล่อแปลกใจที่สตรีตรงหน้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่กลับสามารถผ่านตาข่ายเวทย์เข้าไปได้
“ข้าทะลุ…เอ่อข้าหลงทางมาพร้อมกับสหาย แต่ตอนนี้เขาทิ้งข้าหนีไปแล้ว ท่านเซียนหย่งเล่อ ช่วยข้าออกไปได้หรือไม่" ซานซานมองเซียนหนุ่มหน้าใสตาปรอย วิงวอนขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
“ข้าเข้าไปในนั้นมิได้หรอก หุบเขาอสรพิษถูกปิดผนึกเอาไว้ ไม่มีสิ่งใดสามารถเล็ดลอดเข้าไปได้” เซียนหนุ่มส่ายหน้าจนปัญญา
“หมายความว่าข้าก็ออกไปไม่ได้เหมือนกันนะสิ ท่านมีวิธีทำให้ตาข่ายนี่หายไปหรือไม่เจ้าคะ" ซวยแล้ว! นางไม่ยอมต้องติดแหง็กอยู่ในรังอสรพิษชั่วชีวิตเป็นอันขาด
“ปลดผนึกสลายอาคม แต่คงยากเพราะสิ่งที่สามารถปลดผนึกตาข่าย มิอาจหาได้โดยง่าย" มนุษย์เช่นนางจะไปหาของพวกนั้นได้อย่างไร
“แล้วมันคือสิ่งใดกันแน่ ท่านบอกข้าได้หรือไม่ ข้าอยากกลับบ้าน" หญิงสาวเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
“สายโลหิตของเซียนและปิศาจ นำไปหยดลงที่ปากถ้ำ ผนึกก็จะถูกปลด” หย่งเล่อเฉลย ชายหนุ่มช่วยสตรีตรงหน้ามิได้จริงๆ ป่าหินพันปีกับหุบเขาอสรพิษต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกันมาห้าร้อยปีแล้ว
“ท่านบอกว่าไม่มีผู้ใดเข้ามาได้ แล้วเหตุใดบนภูเขาถึงมีบ้านคนเล่าเจ้าคะ" แถมนางยังรับรู้ได้ว่าเจ้าของบ้านเคยอยู่อย่างมีความสุข เพราะมีร่องรอยการปลูกพืชผักสวนครัวกับมูลของสัตว์เลี้ยงด้วย
“เมื่อห้าร้อยปีก่อน ตอนที่หุบเขาอสรพิษยังไม่ถูกปิดผนึก ผู้คนต่างขนานนามว่ามันเป็นหุบเขาที่งดงามที่สุด มีต้นไม้เขียวขจีราวกับฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี เพราะได้เซียนพฤกษานามว่า ชุนฮวา คอยปกปักษ์รักษาเอาไว้ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นมันก็ไม่เหมือนเดิมอีก" หย่งเล่อมีสีหน้าเศร้าสร้อยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่เป็นเพราะคนผู้นั้น ป่านนี้ชุนฮวาของเขาคงยังอยู่ที่นี่
“ถานจิวเหมย" เสียงเรียกดังก้องมาจากบ้านบนภูเขา
“ดูเหมือนสหายของเจ้าจะกลับมาแล้ว" เซียนหนุ่มเอ่ยขึ้น สายตาจับจ้องไปยังร่างสูงของบุรุษที่ยืนอยู่บนบันได ชายผู้นั้นกำลังมองมาด้วยสายตาบ่งบอกว่ากำลังไม่สบอารมณ์อย่างแรง
“ข้าขอเรียกท่านว่าพี่หย่งเล่อนะเจ้าคะ แล้วหากข้ามีคำถามสามารถลงมาถามท่านอีกได้หรือไม่ " ซานซานอยากตีสนิทเซียนหนุ่มผู้นี้เอาไว้ อย่างน้อยเขาก็นิสัยดี และดูไม่มีพิษมีภัย
“ได้สิ หากอยากรู้เรื่องใดก็ลงมาถามข้าอีกได้" หย่งเล่อพยักหน้าตกลง ไม่รู้เพราะเหตุใด ชายหนุ่มถึงได้รู้สึกถูกชะตากับคนตรงหน้าเป็นพิเศษ หญิงสาวดูสดใสราวกับแสงตะวันในยามเช้า หลังจากได้คุยกับนางแล้ว บรรยากาศโดยรอบพลันกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
“ขอบคุณท่านมาก ข้าไปก่อนเจ้าค่ะ บาย" ซานซานโบกมืออำลาจนเซียนหนุ่มถึงกับมีสีหน้างุนงง มนุษย์มีวิธีบอกลาที่แปลกยิ่งนัก
