บทที่5
“นั่งเฉยอยู่ทำไมยัยเรือง ยัยปอ สวัสดีน้าสาวเขาซะสิ” สิ้นคำของพ่อ เธอและพี่ก็พากันหันไปมองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างท่านในทันที คนที่ทำครอบครัวของเธอพังทลาย แต่วันนี้กลับยังมีหน้ามานั่งหน้าระรื่น รอการทักทายจากพวกเธอเนี่ยนะ
“จำเป็นด้วยเหรอคะ” แค่ต้องทนหายใจร่วมด้วยก็มากเกินใจจะอดทนแล้วนะ ซึ่งอย่าได้หวังเลยว่าเธอจะยกมือไหว้!
“ยัยเรือง!”
“พอ! รีบๆ ว่าธุระของแกมาได้แล้ว มีธุระอะไรถึงได้พากันถ่อมาถึงที่นี่! ส่วนเรื่องที่ใครจะยกมือไหว้นั้น ใครฉันไม่เห็นว่ามันจะสำคัญตรงไหน ลองถ้าผู้ใหญ่มันพากันทำตัวให้น่านับถือ ไม่ต้องบอก เด็กมันก็ยกมือไหว้เองนั่นแหละ!” ถึงคราวย่าเธอที่เอ่ยออกโรงบ้าง ซึ่งท่านไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ยังจ้องมองบุคคลตรงหน้าด้วยสายตาไม่สบอารมณ์อย่างหนัก
ไม่รู้ว่ามันกี่ปีกันแล้ว ที่ไอ้ลูกเวรของนางถูกเด็กนี่ปอกลองจนหมดเนื้อหมดตัว มันอาจเป็นเพราะความหลงเป็นเหตุ หรือเพราะโดนของก็ไม่อาจทราบได้!
“ผมแค่คิดถึงลูกมันก็เท่านั้นเองแม่ พอดีมาเที่ยวกันก็เลยแวะมาเยี่ยม ว่าแต่…ตอนนี้ปอเรียนจบแล้วใช่ไหมลูก แล้วนี่มีงานมีการทำรึยัง” เพราะลูกคนโตน่าจะคุยง่ายกว่า จึงไม่แปลกที่ผู้เป็นพ่อจะเริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้ ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่คิด
“จบแล้วค่ะพ่อ ตอนนี้ปอเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดชุมชนในเมืองค่ะ” ปองรักยังน่ารักเสมอในสายตาของเขา ลูกคนนี้ไม่เคยสร้างเรื่องทำให้เขากับแม่ของเธอต้องปวดหัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว ต่างจากคนน้องที่อารมณ์ร้ายเหมือนย่า ไม่รู้เลี้ยงกันยังไง ถึงได้มีนิสัยคล้ายกันราวกับฝาแฝดได้ถึงขนาดนี้
เขาไม่ค่อยมีช่วงเวลาดีๆ กับลูกๆ เท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นก็คอยติดตามทั้งสองผ่านโซเชียลมิเดียอยู่บ่อยๆ ซึ่งยิ่งโตใบหน้าของลูกสาวทั้งสองนั้นก็ยิ่งฉายแววความสวยให้ไปเห็น
“แกเองก็ใกล้จะเรียนจบแล้วสินะ” เรืองฤดีเลือกที่จะไม่ตอบเพราะไม่อยากต่อบทสนทนากับคนตรงหน้าไปมากกว่านี้
อันที่จริงถ้าเลือกได้ เธอไม่อยากเรียกเขาว่าพ่อด้วยซ้ำ!
ผู้ชายที่กล้าทิ้งเมียที่ท้องแก่ใกล้คลอดไปกกผู้หญิงอายุพอๆ กับลูกคนโตของตัวเองนั้น ไม่ควรเป็นพ่อใครเลยจริงๆ
“ผมอยากพาลูกไปอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพ หวังว่าแม่คงไม่ขัดข้องอะไร” จนเมื่ออีกฝ่ายเข้าประเด็น เธอถึงได้ตวาดขึ้น!
“เรืองไม่ไป!”
“ปอด้วยค่ะ” ต่อให้จะคิดถึงพ่อสักแค่ไหน แต่ถ้าให้เลือก ปองรักก็คงเลือกที่จะอยู่ที่นี่กับย่าและน้องสาวมากกว่า
ที่จริงเธอจำไม่ได้แล้ว ว่าครั้งสุดท้ายที่พ่อกอดเธอนั้นมันเมื่อไหร่กัน ในส่วนของเรืองฤดียิ่งแล้วใหญ่ เพราะพ่อกับแม่แยกทางกันก่อนที่น้องจะเกิด ความผูกพันเลยไม่มีให้นึกถึง
“ทำไม! หรือแกอยากอยู่ที่นี่ไปจนตาย ไปอยู่กับพ่อนั่นแหละดีแล้ว ที่นั่นชีวิตของพวกแกจะมีทุกอย่าง! เชื่อพ่อเถอะ!”
“ทุกอย่างที่พ่อว่า…หมายถึงคนที่พ่อสรรหาเอาไว้ให้พี่ปอกับเรืองทำผัวด้วยรึเปล่า!” ถามออกไปแล้วก็อดที่จะรู้สึกขยะแขยะคนตรงหน้าไม่ได้ ที่มีความคิดสกปรกต่อเธอและพี่
“แกรู้เรื่องนี้ได้ยังไง!” มันเป็นความตื่นตกใจที่ฉายชัดขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่สายตาคมจะตวัดไปมองภรรยาสาวทันที
“ฉันเปล่านะพี่!” เดือดร้อนคนถูกมองที่ต้องเอ่ยสวนขึ้น ว่านางไม่ได้เป็นคนปากสว่าง หรือจะเป็นไอ้ลูกเวรสองคนนั้น!
ต้องเป็นพวกมันแน่ๆ ที่ปากไม่มีหูรูด!
“เรืองรู้ของเรืองก็แล้วกัน”
เรื่องอะไรที่เธอจะบอก ว่าก่อนหน้านี้บังเอิญแอบได้ยินไอ้เด็กเวรสองคนนั้นคุยกันถึงข้าวของที่พวกมันตั้งใจจะซื้อ หลังจากที่เธอกับพี่สาว ยอมแต่งงานกับคนที่พ่อจัดหาเอาไว้ให้ ซึ่งฝันไปก่อนเถอะว่าพวกเธอจะยอม ไม่มีวันนั้นเสียหรอก!
“เป็นความจริงรึเปล่า! นี่แกคิดจะขายลูกกินอย่างนั้นเหรอไอ้ลูกเวร!” ทันทีที่ได้รู้ถึงความคิดต่ำทรามของลูกชายที่มีต่อลูกๆ ทั้งสองนั้น หญิงชราก็ไม่วายตวาดถามอย่างเหลืออด ไม่รู้ว่าตอนที่นาง คลอดพยาบาลหยิบเด็กมาให้ผิดคนหรืออย่างไรถึงได้โตมาเป็นคนสารเลวผิดพ่อผิดแม่ได้ถึงเพียงนี้!
“โถแม่ ยัยปอกับยัยเรืองก็โตๆ กันแล้ว ผิดรึไงที่ผมอยากให้ลูกได้เจอคนดีๆ” ในฐานะพ่อเขาย่อมมีสิทธิ์เลือกสิ่งดีๆ ให้ลูกหรือไม่ใช่ พวกมันต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำถึงจะถูก!
ที่ไม่ต้องวิ่งวุ่นหาผัวกันเอง!
“เมียแกนั่นไง! วันๆ ไม่เห็นทำมาหาแดกอะไรนอกจากลอยไปลอยมาเป็นกระสือ! ทำไมไม่ขายๆ ไปซะ! เก็บไว้ก็ใช่ว่าจะทำประโยชน์!” สิ้นคำย่าเธอก็ไม่สามารถกลั้นเสียงหัวเราะของตัวเองเอาไว้ได้อีกต่อไป บอกแล้วว่าอย่าให้คุณนายได้ด่า
