นางรอง..ตอนที่ 7 พรสวรรค์ของสือเฉิง
“ถึงแล้ว”
เจ้าของร่างเล็กในอาภรณ์สีสดใสเงยหน้าขึ้นมองป้ายขนาดใหญ่ที่มีคำว่า ‘สือ’ ติดอยู่ ในที่สุดนางก็มาถึงจวนสกุลสือจนได้ เช้านี้บ่าวของสือเฉิงมาหานางตั้งแต่รุ่งสาง มอบจดหมายที่มีข้อความขอโทษยาวเหยียดอยู่ในนั้น อีกทั้งยังระบุอีกว่าหากหวังลี่หลันยอมมาให้คำปรึกษานายน้อยที่จวน เขาจะเพิ่มค่าเดินทางให้นาง หญิงสาวจึงรีบตกปากรับคำทันที
“คุณหนูหวังใช่หรือไม่ขอรับ” ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดเอ่ยทักขึ้น
“ใช่ เป็นข้าเอง” หญิงสาวรับคำ
“เชิญด้านในก่อนขอรับ นายน้อยกำลังรอท่านอยู่” ชายชราผายมือเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม นายน้อยกำชับว่าให้เขามารอต้อนรับบุคคลสำคัญอยู่หน้าจวน หากว่านางมาถึงแล้วก็รีบนำทางเข้าไปเลย
ระหว่างเดินตามหลังพ่อบ้าน หวังลี่หลันลอบสังเกตจวนสกุลสือไปด้วย ดูจากความโอ่อ่าของตัวอาคารและเครื่องเรือนที่ใช้ตกแต่งแล้ว คหบดีสืออู่คงมีฐานะร่ำรวยพอสมควร
“คุณหนูหวัง ข้าดีใจที่ท่านยอมตกลง ต้องขออภัยอีกครั้งที่วันก่อนไม่สามารถไปตามนัดได้” สือเฉิงรีบทักทาย พร้อมเอ่ยขอโทษเพื่อแสดงความจริงใจอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าบอกท่านไปแล้วว่ามิได้ติดใจอันใด เอาเป็นว่าเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า คุณชายสือได้โปรดยืนนิ่งๆสักครู่” หวังลี่หลันมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาค้นคว้า สือเฉิงเป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง จึงทำให้ขาดความห้าวหาญอันเป็นเสน่ห์ของบุรุษไป
“ข้าเป็นคนหัวไม่ดี ร่ำเรียนไปก็มาก แต่กลับจดจำไม่ค่อยได้” เพราะเรียนรู้ได้ช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกัน เป็นสาเหตุให้เขาถูกสหายล้อเลียนอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ชายหนุ่มไม่ยอมไปที่สถานศึกษาอีก เอาแต่ขลุกอยู่ในจวน ไม่ว่าบิดาจะมาเกลี้ยกล่อมเท่าไรก็ไม่เป็นผล
“ของพวกนั้นท่านเป็นคนประดิษฐ์เองทั้งหมดหรือเจ้าคะ” หวังลี่หลันบุ้ยใบ้ไปยังรถม้าของเล่นที่วางเรียงรายอยู่หลายสิบชิ้น หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้เพื่อยลผลงานเหล่านั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ถูกต้อง มันเป็นสิ่งเดียวที่ข้าสามารถทำได้ดี” แม้ว่าพวกมันจะไม่เกิดประโยชน์ใดเลยก็ตาม รถม้าของเล่นเหล่านี้ทำจากโลหะเกือบทั้งหมด ทำให้มีราคาค่อนข้างแพง ต่อให้ทำขายก็คงไม่มีบิดามารดาที่ไหนสามารถซื้อให้บุตรหลานเล่นได้
“คุณชายสือ..ข้าขอโทษที่เคยปรามาสว่าท่านเป็นคนไร้ความสามารถ ผลงานทุกชิ้นล้วนน่าทึ่งมากเจ้าค่ะ” หวังลี่หลันเอ่ยเสียงไม่เบานัก ส่งผลให้ชายชราในชุดสีเข้มที่ยืนแอบอยู่หลังบานประตูต้องชะเง้อหน้าเข้ามามอง
“ขอบคุณคุณหนูหวังมาก คงมีแต่เจ้าที่พยายามพูดจารักษาน้ำใจข้า” สือเฉิงเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“ข้าพูดจริงๆเจ้าค่ะ ท่านมีความสามารถที่น่าทึ่งมาก หากสิ่งเหล่านี้ได้รับการต่อยอด สกุลสือของท่านจะยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่” สือเฉิงถือเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์เฉพาะด้าน ที่เขาไม่อยากศึกษาเล่าเรียน ส่วนหนึ่งคงเพราะว่าจิตใจจดจ่ออยู่แต่กับงานประดิษฐ์พวกนี้
“นังหนูเจ้าหมายความว่าอย่างไร” ชายชราที่แอบสังเกตอยู่นานรีบเข้ามาในห้องทันทีที่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่
“ท่านพ่อ” สือเฉิงไม่คิดว่าจู่ๆบิดาจะพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้
“ตอบข้าที ของเล่นพวกนี้จะนำไปทำสิ่งใดได้อย่างนั้นหรือ” สืออู่แทบทนรอคำตอบของดรุณีน้อยตรงหน้าไม่ไหว บุตรชายคนเดียวทำให้เขากลุ้มใจมาโดยตลอด ผู้คนต่างตราหน้าว่าสือเฉิงเป็นคนไร้ค่า ทำให้ผู้เป็นบิดาเช่นสืออู่ปวดใจไม่น้อย แม้จะอยากเถียงกลับไปมากแค่ไหน ทว่ากลับอ้าปากแก้ต่างให้บุตรชายไม่ได้แม้เพียงครึ่งคำ
“รถม้ากองทัพเจ้าค่ะ หากคุณชายสือสามารถสร้างรถม้าขนาดเท่ากับของจริงได้ พวกท่านจะช่วยกองทัพต้าฉีได้เยอะทีเดียวเจ้าค่ะ” หวังลี่หลันเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มนุ่มนวล สืออู่ก็เป็นเช่นบิดามารดาทั่วไป พยายามยัดเยียดบุตรให้เป็นไปตามบริบทของสังคม โดยไม่ถามก่อนว่าพวกเขาต้องการมันหรือไม่
ในนิยายที่นางอ่านมีตอนหนึ่งกล่าวว่ารถม้าของแคว้นต้าฉีไม่แข็งแรง ทำให้เกือบเสียเปรียบแคว้นหานอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดหลี่ซีเจี๋ยต้องเดินทางไปช่วยรบที่ชายแดน ตั้งแต่อ่านนิยายมานางเพิ่งเคยเจออัครเสนาบดีที่สามารถเข้าใจตำราพิชัยสงครามได้อย่างถ่องแท้ อีกทั้งฝีมือการสู้รบยังเก่งกาจไม่เป็นสองรองใคร คนผู้นั้นเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้แคว้นต้าฉีพลิกกลับมาชนะแคว้นหานได้ในที่สุด
“จริงด้วยสิ” นายน้อยของจวนอุทานเสียงดัง เหตุใดเขาไม่เคยคิดถึงจุดนี้มาก่อน
“เจ้าเป็นบุตรสาวบ้านไหน ไยถึงได้เฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้” สืออู่เอ่ยถามด้วยความชื่นชม นางมองปราดเดียวก็รู้ว่าบุตรชายเขามีความสามารถ ต่างจากบิดาเช่นเขาที่อยู่กับสือเฉิงมาตั้งแต่เกิด แต่กลับไม่รู้อะไรเลย
“ข้าไม่มีบิดามารดาเจ้าค่ะ อาศัยอยู่กับพี่ชายเพียงสองคน” หวังลี่หลันเอ่ยออกไปตามจริง
“เช่นนั้นหรือ แสดงว่าพี่ชายของเจ้าต้องดูแลเจ้ามาเป็นอย่างดี” ความจริงที่ได้รู้ยิ่งทำให้สืออู่ชื่นชมนางและพี่ชายมากเข้าไปอีก
“ตกลงข้าต้องปรับตรงไหนบ้าง” สือเฉิงเอ่ยถาม เรื่องผลงานที่เขาทำกับวิธีการพิชิตใจเมิ่งจื่อหยวนมิใช่เรื่องเดียวกัน
“คุณชาย ท่านมิใช่อย่างที่ทุกคนกล่าวหา จงเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อในความสามารถของท่าน และลงมือทำมันอย่างจริงจัง วันหนึ่งพรหมลิขิตจะส่งสตรีที่เห็นคุณค่าในตัวท่านมาเอง” หวังลี่หลันเอ่ยเสียงหนักแน่น หากชายหนุ่มยังไม่รักและภาคภูมิใจในตัวเอง สตรีที่ไหนจะยอมมอบหัวใจให้เขาดูแลเล่า
“ขอบคุณมากที่ช่วยเตือนสติข้า นี่เป็นค่าตอบแทนที่ตกลงกันเอาไว้” สือเฉิงมอบถุงเงินให้หญิงสาว นางไม่เพียงแค่ช่วยเป็นที่ปรึกษาเรื่องความรัก หากแต่หวังลี่หลันยังช่วยปรับทัศนคติให้เขา ทำให้คนไม่เอาไหนคนหนึ่งสามารถกลับมาเห็นคุณค่าของตัวเองได้อีกครั้ง
“เรื่องค่าตอบแทนข้าไม่ขอรับเจ้าค่ะ เพราะยังไม่ได้ทำสิ่งใดเลย” หญิงสาวปฏิเสธถุงเงินที่ชายหนุ่มมอบให้ด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“รับไว้เถอะนังหนู เจ้าทำให้ข้าตาสว่าง หลายสิบปีที่ผ่านมาข้าไม่เคยสนับสนุนอาเฉิงเลย แทบไม่เคยยอมรับในสิ่งที่เขาทำด้วยซ้ำ” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงละอายใจ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ต่อจากนี้ไปพวกท่านยังต้องพยายามอีกมาก เอาเช่นนี้ก็แล้วกันหากวันหน้าข้านึกขึ้นได้ว่าต้องการสิ่งใด ค่อยมาบอกพวกท่านทีหลังนะเจ้าคะ” หวังลี่หลันสรุปเองเสร็จสรรพ
“เช่นนั้นก็ได้ จวนสกุลสือยินดีต้อนรับคุณหนูหวังเสมอ” สือเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ
สืออู่พิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างละเอียด เขารู้สึกถูกชะตากับนางอย่างประหลาด หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องบอกเจ้าลูกชายให้แต่งหวังลี่หลันเข้าจวนสกุลสือให้จงได้
