บทที่ 7 เหนือ x หนึ่ง - จะดีเหรอพี่
ในที่สุดเพิร์ธก็ทำได้ ถึงเหนือเมฆไม่ได้เอ่ยชมออกมาซึ่งๆหน้า แต่การไม่พูดอะไรเลยของเขาและเลือกที่จะเงียบกริบ หมายความว่านั่นเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้ว
“ให้ตายเถอะครั้งแรกในชีวิต”
เพิร์ธไม่ได้ตื่นเต้นดีใจแค่การได้ไปสักกับเพื่อนรุ่นพี่อีกรอบ และหวังจะจีบช่าง แต่การที่เขาสามารถดริฟต์รถในด่านที่ยากที่สุด ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยกับการเข้าตาเหนือเมฆถึงสามครั้งด้วยกัน โดยไม่มีข้อผิดพลาด
“ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่หญิงคนเดียวจะผลักดันมึงขนาดนี้”
“สรุปพรุ่งนี้ไปใช่ปะ ผมจะได้เตรียมตัว”
“อืม รอกูผ่าตัดเสร็จ”
“ประมาณกี่โมงพี่”
“สี่โมง”
ช่วงสายของอีกวัน
วันหนึ่งมาทำงานปกติ ในขณะที่เธอกำลังเตรียมของในร้านและเช็คอีเมลอยู่นั้น สายของโจก็เข้ามา
“ว่าไงพี่”
(วันนี้มีลูกค้านัดสักตอนห้าโมงนะ)
“กะพี่นี่ หนึ่งเลิกสี่โมง”
(เขารีเควสมึง)
หญิงสาวเม้มปากแน่น ความคิดของเธอในตอนนั้นเกิดการตำหนิว่าใครกันที่ช่างกล้า มาแย่งเวลากลับบ้านไปพักผ่อนของเธอแบบนี้
“ใครอะ”
(มึงเคยสักให้เขาแล้ว วันนี้มาสักเพิ่ม)
“แล้วไม่เห็นนัดล่วงหน้าเลย”
(เอาน่าไอ้หนึ่ง มึงก็อย่าทำงานตามอารมณ์นักเลย เงินมาก็ต้องคว้าก่อนดิวะ เขารีเควสมึงให้กูทำไง)
“งานพี่แม่งต้องใช้อารมณ์อะพี่ ลืมเหรอ?”
(ไม่ แต่มึงมันเยอะไปไง จะเอาไง รับไหม ไม่รับกูจะได้บอกเขาตรงๆ)
ร่างเล็กถึงกับมองบน วันนี้ตารางสักของเธอเริ่มตั้งแต่เก้าโมง ถึงจะมีสองคน ทว่าลายที่ลูกค้าเลือกมาก็เอาเรื่องอยู่ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำจะมีเวลากินข้าวไหม
“อืมๆ รับก็ได้ ว่าแต่ใครวะพี่ หนึ่งสักตั้งหลายคน ใครจะไปจำได้”
(นักแข่งรถ)
คิ้วคู่สวยขมวดเข้าหากันพร้อมกับสายที่ถูกตัด เธอนึกไม่ออกในตอนแรก ต่อมาเมื่อพยายามนึกอยู่นานถึงได้ร้องอ๋อในหัว จำได้ด้วยว่าเด็กคนนั้นไม่ได้มีเจตนามาสักอย่างเดียว แต่เหมือนจะมาขายขนมจีบกันด้วย ทีแรกแค่สงสัยพอเกิดการจองคิวและรีเควสระบุเจาะจงต้องเป็นเธอแบบนี้ จึงมั่นใจในทันที
“เด็กหนอเด็ก”
พลางส่ายหน้าช้าๆ หญิงสาวไม่ได้นึกรังเกียจหรือหมางเมินความรู้สึกนั้นของลูกค้า เพียงแต่ว่าเพิ่งจะเลิกกับคนรักเมื่อไม่นาน ถึงได้มองว่ามันเป็นไปได้ยากและมีโอกาสที่อีกฝ่ายจะคว้าน้ำเหลวมีสูง เนื่องจากเธอรู้จักตัวเองดีพอ หากหัวใจยังไม่หายดีจะไม่ดึงใครเข้ามาเป็นอันขาด ไม่ใช่เฉพาะลูกค้านักแข่งรถคนนั้น แต่รวมถึงเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องของเธอด้วย
#ห้าโมงเย็น
เสียงกระดิ่งหน้าร้านเรียกความสนใจจากคนสองคนที่กำลังนั่งดูคลิปวิดีโอบนโทรศัพท์เครื่องเดียวกัน เกี่ยวกับการสักของต่างประเทศหันไปมอง พบว่าเป็นการดันเข้ามาของลูกค้าสองคน หนึ่งในนั้นได้นัดไว้ ส่วนอีกคนวันหนึ่งไม่ได้มองหน้า เพราะกำลังเก็บสมุดปากกาที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะขณะนั่งขีดเขียนคั่นเวลารอพวกเขา
“สวัสดีครับ ที่นัดไว้ใช่ไหมครับ”
หน้าที่พนักงานต้อนรับและชวนคุยทั่วไปจึงตกเป็นของตู๋ เพื่อนรุ่นน้องที่เพิ่งเลิกเรียนแต่แทนที่จะขี่รถตรงไปยังที่พัก กลับแวะมานั่งเล่นที่ร้านหวังอยู่เป็นเพื่อน ในสภาพยังสวมเสื้อช็อปวิศวะอยู่
“ใช่ครับ แต่วันนี้ผมพาพี่มาด้วย ได้ใช่ไหมครับ”
เพิร์ธเป็นคนตอบคำถามเนื่องจากเขาเป็นคนสัก หากแต่ถามให้กับเหนือเมฆที่เดินตามเข้ามาติดๆ และตอนนี้เหมือนจะจ้องเขม็งไปยังช่างสาวหลังเคาน์เตอร์แทนที่จะกวาดสายตาสำรวจไปทั่วร้านอย่างที่เขาชอบทำ ซึ่งท่าทางนั้นของเขาอยู่ในสายตาของผู้ชายอีกสองคน หลังพูดคุยกันอยู่แล้วมองมาทางเขา แน่นอนว่าคนที่ต้องตอบคำว่าอนุญาตคือตู๋ เพราะช่างอีกคนมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเตรียมงาน กลับชะงักและเงียบไปตามกัน ตู๋เลิกคิ้วสูงพร้อมเท้าเอวสอบ นั่นจึงทำให้วันหนึ่งที่ผิดสังเกตเนื่องจากจู่ๆในร้านเงียบกริบเงยหน้าขึ้นมา เธอหันไปมองเพื่อนด้วยสีหน้าฉงนก่อน จึงจะหันมามองลูกค้า คนแรกไม่เท่าไหร่เพราะเคยเจอกันแล้ว ทว่ากับอีกคนทันทีที่สบตาถึงกับชะงัก
ความทรงจำในคืนนั้นไหลเข้ามาทันที ภาพทุกภาพเข้ามาเป็นฉากๆ ถึงจะเมาจนขาดสติแต่เธอก็จำเขาได้ แน่นอนว่าเขาเองก็คงจะจำเธอได้เช่นเดียวกัน ถึงได้ยืนนิ่งสงบประหนึ่งหุ่นขี้ผึ้งไปแล้วแบบนั้น
“อ่า.. ช็อตฟิวเวอร์”
เพิร์ธเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เขาเกาท้ายทอย เหลือบมองเหนือเมฆแบบงงๆเมื่อเห็นคนทั้งสองยืนมองหน้ากัน และทันทีที่ทั้งคู่รู้สึกว่ากำลังถูกจ้องมองด้วยความสงสัย จึงละสายตาจากจุดนั้นเบือนหน้าไปทางอื่น ทำราวกับว่าไม่เคยพบเจอกันมาก่อน
“อ๋อครับ ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นตามผมไปข้างบน..”
“ไม่ล่ะ กูจะรออยู่ข้างล่าง”
เป็นเหนือเมฆที่ทักท้วงสวนแทรกทั้งที่ตู๋ยังไม่ทันพูดจบ เพิร์ธหันขวับเลิกคิ้วสูง เพราะรู้ว่าประโยคนี้รุ่นพี่คุยกับเขา
“จะดีหรือพี่ มันนานนะ”
“แล้วไง กูขึ้นไปนั่งรอมึงสักข้างบน เวลาจะเดินเร็วขึ้นมางั้นสิ” เขาเลิกคิ้วสูง จู่ๆก็หงุดหงิดขึ้นมา และด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นั้นทำให้เพิร์ธไม่กล้าขัดใจ “ไปดิ กูจะออกไปหาที่สูบบุหรี่ด้วย”
“อ่าๆ ก็ได้..แต่พี่เห็นแล้วใช่ไหม”
“เห็นอะไร?” เหนือเมฆหย่อนคิ้ว ไม่เข้าใจในคำถามของรุ่นน้อง จนกระทั่งเห็นสายตาที่ตวัดไปทางร่างเล็กหลายครั้ง จึงเริ่มเข้าใจ “เออ เห็นแล้ว”
เขาบอกปัดเสียงห้วน ก่อนจะหมุนตัวออกไปนอกร้านเพื่อไปหาที่สูบบุหรี่อย่างที่บอก
