More than a secret เพียงปรารถนา บทที่ 5
ร่างกายยังไม่เท่าไหร่ แต่สมองที่ต้องอยู่กับความคิดและความแม่นยำ ทำให้ร่างกายล้าจนแม้แต่จะก้าวเดินก็หมดเรี่ยวแรงแล้ว
มองไปนอกหน้าต่างซึ่งฝนเริ่มโปรยปราย หัวใจของฉันสงบราวท้องทะเลที่ไร้คลื่น บางทีฉันก็เคยคิดว่าชีวิตของฉันเรียบง่ายเกินไป หรือเพราะอย่างนี้ฉันเลยดั้นด้นไปฝรั่งเศส ทันทีที่ได้ยินข่าวจากหลี่เหยียนเสียง
แม้ไม่คาดหวังว่าจะพบแต่ก็ยังออกเดินทาง กระทั่งความบังเอิญอันสมควรตายนั้นเกิดขึ้น และฉันก็กลับมาด้วยความห่อเหี่ยว ทั้งที่บอกตัวเองว่าไม่เสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
“ฉันนี่ท่าจะบ้า ติว่าชีวิตราบเรียบน่าเบื่อก็เลยหาเรื่องใส่ตัวสินะ” ฉันพึมพำกับตัวเอง
เอาละ...
ฉันถอนหายใจออกมาพร้อมกับลุกขึ้นเดินกลับเข้าห้องนอน ในใจคิดว่าสมควรกลับมาใช้ชีวิตราบเรียบน่าเบื่อแบบเดิมๆ ได้แล้ว เลิกคิด เลิกคร่ำครวญ เพราะถึงยังไงก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้
ชีวิตของฉันสมควรกลับมาเป็นแบบเดิม หากไม่ใช่เพราะ ใบหน้าหล่อเหลาซึ่งเดินนำกลุ่มผู้บริหารเข้ามาในโรงแรม จะไม่ใช่เขาคนนั้น
‘หลี่เหยียนเสียง’
ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่ในแถวที่เข้ามายืนรอต้อนรับ ขณะที่คนของเอส.เค.กรุ๊ป กำลังจับมือทักทายกับผู้บริหารของโรงแรมเจ.ซี.แกรนด์
สวรรค์!!!
ฉันได้แต่ลอบอุทานในใจ พยายามควบคุมสีหน้าแตกตื่นของตัวเอง กระทั่งค่อยๆ เดินถอยหลังมาสองก้าว จ้าวเหม่ยสังเกตเห็นเข้าจึงเลิกคิ้วมอง
“ฉัน...รู้สึกเวียนหัว” ฉันโกหก
“หน้าซีดจริงด้วย ไหวมั้ย อีกเดี๋ยวพวกเขาก็คงขึ้นไปชั้นผู้บริหาร ทนหน่อยนะ” จ้าวเหม่ยกระซิบ
“อือ เธอช่วยรับหน้าแทนทีสิ”
“ได้”
เสียงซุบซิบดังแว่วข้างหู แต่ฉันไม่ได้สนใจฟังมากนักเพราะมัวแตกตื่นจนเหงื่อชื้นฝ่ามือ ใบหน้าพยายามก้มต่ำอยู่หลังคนของแผนกบัญชีและการเงิน กระทั่งมั่นใจว่าขบวนที่กำลังเดินตรงมาจะมองเห็นแค่หน้าผาก และผมที่ถูกรวบมัดอย่างเรียบร้อย
ให้ตายเถอะ!!
ฉันลอบกัดฟันเมื่อขบวนที่สมควรเดินผ่านหยุดลงหน้าแผนกบัญชี เสียงแนะนำบางอย่างของผู้จัดการใหญ่ดังขึ้น คล้ายบอกว่าชุนหนิงเดินทางไปเซี่ยงไฮ้เพื่อเข้าร่วมประชุมกับเอส.เค.กรุ๊ป
เสียงคุ้นเคยทว่าจริงจังถามสองสามประโยคจากนั้นก็เดินผ่านไป
ฉันลอบถอนหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะแอบมองแผ่นหลังซึ่งเดินตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหาร เสียงพูดคุยดังแผ่วเบาลงพร้อมกับเสียงประตูลิฟต์ที่เปิดออก
ในที่สุดฉันก็ห้ามสายตาตัวเองไม่ได้…
หลี่เหยียนเสียงเคยมีอิทธิพลต่อฉันยังไง วันนี้เขาก็ยังส่งผลต่อหัวใจฉันอยู่ดี
ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมพยักหน้ารับรู้สิ่งที่คนของโรงแรมเจ.ซี.แกรนด์พูด วันนี้เขาสวมสูทราคาแพงยับยี่ห้อหรูสีน้ำเงินเข้ม ร่างสูงเด่นเป็นสง่าในลิฟต์ซึ่งกำลังจะปิดลง
ฉันสะดุ้งเฮือกรีบหมุนตัวไปอีกด้าน ทันทีที่รับรู้ว่าสายตาคมกำลังเหลือบมองมายังทิศทางที่ฉันยืนอยู่ หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวราวกับกำลังจะหลุดออกมานอกอก
“อาเหม่ย!” ฉันทนไม่ไหวแล้ว อยากเป็นลมเหลือเกิน...
เขากลับจีนแล้ว? แล้วนี่เขาไม่ยอมรับช่วงต่อกิจการของตระกูลหลี่ แต่กลับมาทำบ้าอะไรที่นี่กันละ?!
ทั้งที่ฉันหวังจะกลับไปใช้ชีวิตน่าเบื่อของตัวเองเช่นเดิม ทำไมเขาต้องพาตัวเองวนเวียนเข้ามาในวงจรชีวิตฉันอีก แล้วอย่างนี้ฉันสมควรจะทำยังไงดี...
“หล่อระเบิดไปเลย”
“เขาเป็นใคร”
“ได้ยินว่าแซ่หลี่นะ เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศละ”
“เขาเป็นเพื่อนสนิทกึ่งหุ้นส่วนของคุณเฉินละ”
“เอ๋คุณเฉิน? หรือว่าจะเป็นคนนั้นไง คนที่ใครๆ ก็สงสัยว่า เอส.เค ที่ย่อมาจากชื่อของคนสองคน”
เอส.เค. ย่อมาจาก ...เสียงคุนกรุ๊ป!!!
ฉันควรโทษความบังเอิญอันสมควรตายนี่ดีหรือไม่ เพราะดูเหมือนชีวิตของฉันจะพบพานกับความบังเอิญบ่อยครั้งจริงๆ
“อาเหม่ยฉันรู้สึกไม่ดีเลย เธอ...ช่วยเข้าประชุมแทนฉันทีได้มั้ย” ฉันหน้าซีดแบบไม่ต้องเสแสร้ง ดังนั้นคนที่เป็นตัวแทนของแผนกบัญชีเข้าร่วมประชุมจึงไม่ใช่ฉัน