More than a secret เพียงปรารถนา บทที่ 6
มองตัวเองในกระจกห้องน้ำหลังล้างหน้าล้างตา ผู้หญิงที่กำลังจ้องตรงมาทำให้ฉันอดเม้มปากไม่ได้ ฉันมั่นใจว่าตัวเองดูแตกต่างจากวันนั้น เขาอาจจะจำฉันไม่ได้ใครจะรู้ แต่ก็อดกลัวไม่ได้...
หากเขารู้จะรังเกียจหรือไม่...
หากเขารู้จะคิดว่าฉันเป็นพวกสต็อคเกอร์หรือเปล่า…
เรียนมัธยมเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน บังเอิญพบกันที่ฝรั่งเศส กระทั่งมีค่ำคืนที่วาบหวาม หลังจากนั้นก็ยังเวียนมาพบที่ทำงาน...
ฉันหลับตาถอนหายใจออกมาอย่างหวาดหวั่น ความเครียดเกาะกุมจนรู้สึกปวดศีรษะหนึบ ทำไมไม่เคยได้ยินว่าเขากับเฉินคุนรู้จักและสนิทสนมกัน
...ทำตัวเองแท้ๆ
“หลบได้วันหนึ่งก็วันหนึ่ง เขาคง...จำฉันไม่ได้หรอก ก็แค่คู่นอนคืนเดียว”
ภาพจำในวันนั้นยังคงชัดเจน เด็กหญิงคนหนึ่งที่วิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของเขา ทั้งยังเรียกเข้าว่าแดดดี้
ไม่รู้ว่าฉันผ่านวันนี้มาได้ยังไง ถึงตอนนี้เลิกงานแล้วก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ฉันพาร่างสะโหลสะเหลกลับมาถึงอพาร์ทเม้นสองห้องนอน อาการปวดศีรษะเต้นตุบจนต้องค้นทุกซอกมุมเพื่อหายาแก้ปวด
“ดี...ดีจริงๆ” เหลือแต่กระปุกเปล่าๆ
ฉันหงุดหงิดมากแต่ก็อดทนเดินลงมาชั้นล่างเพราะมีร้านขายยาไม่ไกลนัก
อายุก็ไม่นับว่าน้อยแต่ฉันกลับยังชอบสวมกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดเป็นเด็กๆ คุณลุงผู้ดูแลตึกยังเคยคิดว่าฉันเป็นเด็กที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่เลย ฉันไม่เคยพูดแก้ข้อสงสัยเพราะรู้สึกดีที่ตัวเองอ่อนกว่าวัย
แต่ก็นั่นแหละการอยู่กับชุนหนิง ทำให้ทุกคนเชื่อว่าฉันเป็นเด็กที่ยังไม่รู้จักโต เพราะรุ่นพี่คนนี้ของฉันดูแลฉันดีประหนึ่งน้องสาวที่คลานตามกันมา
ยาแก้ปวดหาซื้อได้ไม่ยาก ฉันแวะซื้อมื้อค่ำกลับมาด้วยเพราะไม่อยากให้ท้องว่าง กลับถึงห้องกะจะกินมื้อค่ำ กินยา แล้วเข้านอนแต่หัววัน
เพียงแต่...เมื่อกลับถึงห้องก็ต้องชะงัก ประตูที่สมควรปิดกลับเปิดแง้ม การรักษาความปลอดภัยของที่นี่นับว่าใช้ได้ ฉันจึงคิดว่านั่นคือชุนหนิง
“กลับมาแล้วเหรอคะ ไหนว่าไปตั้งอาทิตย์...”
ฉันเลิกคิ้วปากอ้างค้าง มองดูร่างสูงที่ยืนอยู่กลางห้องรับแขกซึ่งมีเพียงโซฟาตัวยาวตัวเดียว หลี่เหยียนเสียง...เขามาทำอะไรในห้องรับแขกของฉันกันละนี่!!
ไม่รู้ทำไมรู้สึกกลัว ฉันหมุนตัวตั้งใจจะวิ่งกลับไปที่ประตู แต่กลับมีชายคนหนึ่งยืนขวางหน้า ฉันชะงักกลั้นเสียงกรีดร้องพยายามหยุดตัวเองจนแทบล้ม
“บอสครับ” ชายคนที่ยืนขวางหน้าฉันเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ยืนห่างออกไปหลายก้าว
“นายออกไปก่อน ปิดประตูด้วย ถ้ามีใครที่ไม่ใช่ฉันพยายามวิ่งออกไปก็จับโยนกลับเข้าประตูมาได้เลย”
น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นทำให้ฉันขนลุกซู่ เขาหมายถึงฉันอย่างไม่ต้องสงสัย...
ฉันยังจะกล้าหนีได้ยังไง ที่ทำได้คือหมุนตัวกลับไปช้าๆ มองดูผู้ชายที่ฉันแอบรักมาสิบปี กำลังนั่งลงพร้อมยื่นนิ้วเรียวยาวไปคว้าเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาตัวยาว
ฉันเม้มปากเมื่อพบว่ามันคือใบสมัครงานและประวัติของฉันเองที่สมควรอยู่กับฝ่ายบุคคล
“คุณเจี่ยน” เสียงของเขายังคงราบเรียบ แต่ใบหน้าและดวงตากลับดูน่ากลัว “จะไม่นั่ง?”
ฉันเม้มปากรู้สึกกลัวจนไม่กล้าที่จะเข้าใกล้เขา เขานั่งบนโซฟาตัวยาว และหากจะให้ปลอดภัยฉันจึงเลือกที่จะไม่เข้าใกล้เขา
“นี่นับเป็นการบุกรุกไม่ใช่เหรอคะ” ฉันทำใจกล้า
“เผื่อคุณยังไม่รู้ ผมเพิ่งซื้อตึกนี้เมื่อสามวันก่อน” เขาวางเอกสารลงอีกครั้งพร้อมกับยกสองแขนขึ้นกอดอก ดวงตาคมเข้มดุดันจ้องเขม็งราวกับนักล่าที่จ้องมองเหยื่อ
ไม่ต้องสงสัยว่าในห้องนี้ใครคือนักล่า และใครคือเหยื่อ...
ฉันเม้มปากมือสองข้างกุมกันแน่น ถุงยาที่ถืออยู่ในมือส่งเสียงกรอบแกรบ
“ผมว่าเราต้องคุยกันอีกนาน คุณควรนั่งลงพูดคุยกับผมดีๆ” คล้ายเขาพยายามระงับความโกรธหรืออะไรทำนองนั้น ฉันที่เหมือนวัวสันหลังหวะจึงได้แต่เดินไปลากเก้าอี้มานั่งลง พยายามรักษาระหะห่างอย่างไร้ประโยชน์ เพราะถึงคิดหนีก็ต้องดูว่าเขาอนุญาตหรือไม่