ตอนที่ 4: ติดอยู่กับเขา แต่เราเป็นบ้า (2/2)
น้ำเสียงอบอุ่นของเร็นทำให้มาริหมดทางเลือก เธอเองก็ไม่คิดจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับจากพี่ๆ อยู่แล้ว สุดท้ายเลยยอมเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้เร็นฟังจนหมด
พี่ชายที่หวงน้องสาวยิ่งกว่าไข่ในหิน พอได้ยินเรื่องที่มาริเล่าก็เริ่มเปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มแย้มเป็นบึ้งตึงทันที
“หยุดก่อน”
“...”
“ทำไมเรื่องนี้ถึงมีผู้ชายมาเกี่ยวด้วย”
“ก็อย่างที่บอกไป หนูไปเผลอได้ยินความคิดของนักฆ่าเลยต้องช่วยเค้านี่ไง”
“แล้วจะไปช่วยมันทำไม”
“ก็ถ้าช่วยได้แล้วทำไมจะไม่ช่วยล่ะ”
เร็นทำหน้ายู่เมื่อน้องสาวเถียงกลับ เขาเองก็ใจอ่อนกับน้องอยู่แล้วเลยไม่กล้าดุอะไรไปมากกว่านี้ ทำได้แค่ถอนหายใจอย่างคนปลงตก
“เฮ้อ น้องสาวของพี่ย้ายออกไปได้แป๊บเดียวก็เจอเรื่องวุ่นวายซะแล้ว”
“แล้วพี่จะช่วยน้องมั้ย?”
“ช่วยสิ มาริมาขอให้ช่วยขนาดนี้พี่ก็ต้องยอมอยู่แล้ว”
“ใจดีที่สุด!”
“แต่มีข้อแม้ มาริจะต้องไม่เอาตัวไปเสี่ยงแบบนั้นอีก เข้าใจมั้ย”
คนน้องรีบพยักหน้าตกลงเพราะคิดว่าถ้าได้ข้อมูลจากเร็นเพิ่มกว่านี้ เธอคงไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหนุ่มข้างห้องอีกแล้ว
@The Luminary Residence
18.50 น.
มาริกลับมาถึงคอนโดด้วยความโล่งอก พอได้เจอเร็นแล้วก็ระบายเรื่องอัดอั้นในใจให้เขาฟังตัวเธอก็เหมือนจะเบาหวิวลงไปเยอะ
ร่างบางแตะคีย์การ์ดที่หน้าลิฟต์พร้อมกับภาวนาว่าขออย่าได้เจอเพื่อนบ้านตอนนี้เลย เธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับเขาหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน ขอเวลาอีกสักวันสองวันก็พอ
แต่โชคชะตาคงไม่เข้าข้างเธอ…
ติ๊ง~
เสียงประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมขาของมาริที่ก้าวเข้าไปข้างใน จากตอนแรกที่คิดว่าเธออยู่คนเดียว กลับมีร่างสูงของอีกคนเดินตามเข้ามาด้วย เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เธอก็ต้องตาโตเมื่อสวรรค์ดันเล่นตลกส่งให้คนที่เธอไม่อยากเจอที่สุดมายืนขนาบข้างเธออยู่ตอนนี้!
ตัวปัญหาอย่างเอ็มจำมาริได้ตั้งแต่ตอนยืนรอลิฟต์แล้ว แต่เขาเลือกที่จะไม่พูดอะไรแล้วคอยสังเกตการณ์เธออยู่เงียบๆ เขายืนพิงผนังลิฟต์ สายตาจับจ้องตัวเลขบอกชั้นที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
12…13...14…
ตึง!
จู่ๆ ลิฟต์ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไฟกะพริบวูบวาบก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืด
“กรี๊ดดดด!” มาริร้องลั่นด้วยความตกใจ เธอมองไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง
“นี่คุณ ใจเย็นๆ ก่อน”
“ฮืออออออ เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ ลิฟต์ถึงดับล่ะ!?”
“ไฟตกมั้ง”
“ไม่นะๆๆ ฉันยังไม่อยากตาย ถ้าลิฟต์มันร่วงหล่นลงไปอ่าาา” มาริหลับตาปี๋ด้วยความกลัว จริงๆ แล้วเธอเป็นพวกใจปลาซิว ขี้กลัวอย่าบอกใคร “กรี๊ดดดด!! ตัวอะไรไม่รู้มาโดนฉัน!”
“นั่นผมเอง คุณตั้งสติหน่อยเถอะ”
เอ็มถอนหายใจใส่คนขี้ตื่นตูม เขาล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟฉายแล้วกดปุ่มฉุกเฉินในลิฟต์เพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนจะสาดส่องไฟไปอีกทาง เผยให้เห็นใบหน้าหวาดผวาอย่างถึงที่สุดของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอดูเหมือนลูกแมวตัวสั่นที่ถูกโยนลงน้ำไม่มีผิดเลย
เขาปลดล็อกหน้าจอหวังจะโทรหานิติเผื่อเป็นตัวช่วยอีกทาง แต่ในลิฟต์ก็ดันไม่มีสัญญาณ มาริพอเห็นเขาทำแบบนั้นจึงรีบล้วงหาโทรศัพท์ตัวเองในกระเป๋าถือ แต่ก็ต้องหน้าซีดเมื่อโทรศัพท์เจ้ากรรมดันแบตหมดตายคาที่ไปแล้ว
ตึง!
มิหนำซ้ำ เสียงดังตึงตังจากลิฟต์ก็ยิ่งเร่งเร้าสติของเธอให้แตกกระเจิดกระเจิงเข้าไปอีก มาริแทบหยุดหายใจ เธอรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกล่องเหล็กที่อาจกลายเป็นโลงศพได้ทุกเมื่อ
“อ๊ากกกกกก!!”
“...!”
“ฉันจะต้องขาดน้ำ ขาดอาหาร ขาดอากาศตายอยู่ในนี้แน่ๆ!”
“...”
“เกิดมายี่สิบสองปียังไม่เคยมีแฟนกับใครเค้าเลย ขอมีแฟนก่อนก็ไม่ได้เหรอ!?”
“...”
“ยังไม่ได้คิดพล็อตหนังสือเล่มใหม่ด้วย แฟนคลับคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันตายไปแล้ว!”
“...”
“จะมีใครมางานศพฉันบ้างมั้ย ฮือออ หนูรักพี่ๆ น้า!”
“...”
“ฮืออออๆ”
“คุณครับ…ช่วยลงไปหน่อยได้มั้ยครับ”
เสียงสะกิดเรียกจากคนข้างตัวทำให้มาริตัดสินใจค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอคิดว่าให้ลิฟต์ตกไปตอนนี้เลยยังจะดีซะกว่า
เพราะตอนนี้เธอกำลังก่ายเกาะรัดตัวคนตัวสูงอยู่ แถมยังตวัดขาทั้งสองข้างเกี่ยวเอวเขาไว้แน่นอย่างไร้ยางอายสุดๆ แต่ที่น่าขายหน้าไปกว่านั้น คือการที่ทั้งนิติ เพื่อนบ้าน และช่างไฟยืนมองเธอกระทำการอุกอาจด้วยสีหน้าอมยิ้ม พวกเขายืนตัวสั่นกลั้นขำกันอย่างเต็มที่
แม้แต่คนข้างๆ ยังหันหน้าไปทางอื่นเพื่อแอบขำเลย
ซ่อมเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่บอก!!
