Chapter09. เทคแคร์
Chapter09. เทคแคร์
“ไปสิ....เดือนหน้าพี่ก็จะบินฝึกงานที่นั่นแล้ว ถ้าเราอยากไป บอกพี่ได้ตลอดเลยนะ” ลูคัสคลี่ยิ้มตอบกลับ
ทำเอาหญิงสาวตาโตมากขึ้นกว่าเดิม เธอเพิ่งนึกได้ว่าลูคัสเป็นลูกชายของเจ้าของเกาะอันดารา อามาร์ตินของเคย์เดน มือเล็กเอื้อมมาปิดปากเอาไว้เบาๆด้วยความตกใจ ถ้าลูคัสไปฝึกงานที่นั่น งั้นก็แปลว่าเธอเองก็มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่นั่นเหมือนกันน่ะสิ
“จะจริงเหรอ....พี่จะไปฝึกงานที่นั่น“
”โอ้มากก้อด แคลร์อยากไปบ้างจัง“
”ถ้าปีหน้าแคลร์ต้องการไป ต้องทำยังไงบ้างคะ“
ใบหน้าหล่ออมยิ้มอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าทุกอย่างมันดูจะเข้าแผนของเขาไปเสียหมด แคลร์ดูชอบเกาะอันดารามากจนเขาแปลกใจ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาจะได้มีเรื่องบังหน้าเอาไว้พูดคุยกับเธอ
”ได้สิ ถ้าเราอยากไป เดี๋ยวพี่ช่วย“
ทั้งสองตัดสินใจไปหาที่นั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ แคลร์เอ่ยถามหลายอย่างกับลูคัส โดยเฉพาะเรื่องเรียน การฝึกงาน ตั้งแต่มาถึงเมืองไทย ลูคัสถือเป็นคนแรกที่แคลร์ยอมคุยด้วยเยอะขนาดนี้ ครูซกับเคย์เดนตัดไปได้เลย สองคนนั้นมัวแต่สนใจแฟน ไม่มีใครหันมาสนใจเธอหรอก อีกไม่กี่สัปดาห์มหาลัยก็จะเปิดเรียนแล้ว สำหรับแคลร์....ทุกอย่างไม่ได้ง่ายเลย
เธอแอบกังวล เพราะเธอย้ายมาเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่แค่ปีเดียว ซึ่งแน่นอนหลักสูตรที่เธอต้องการมันรวมไปถึงการฝึกงานในสถานที่จริงด้วย ดูเหมือนตอนนี้แคลร์จะได้ที่พึ่งคนสำคัญเข้าเสียแล้ว ลูคัสเป็นลูกชายของเจ้าของเกาะอันดาราที่มีโรงแรมชื่อดังตั้งอยู่บนนั้น หญิงสาวตื่นเต้นมากที่รู้ว่าตัวเองสามารถเลือกไปฝึกงานที่นั่นได้ มันเหมือนฝันซะยิ่งกว่าฝันเสียอีก
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
“งั้นเอาไว้ถ้าเรามีเวลาว่าง เราไปทานข้าวกันไหม”
“พี่จะได้เอาเอกสารมาให้เราดูด้วยว่าเราต้องใช้อะไรบ้าง”
ร่างสูงเอ่ยบอก ขณะก้าวขาเดินกลับมายังบ้านพักตากอากาศพร้อมกับคนตัวเล็ก แม้จะรู้สึกเสียดายที่ได้คุยกับเธอน้อยไปหน่อย แต่ลูคัสก็รู้สึกดี ที่การเริ่มต้นระหว่างเขากับแคลร์ดูเหมือนจะไปได้ด้วยดีอย่างรวดเร็ว
“ชัวร์! ได้สิคะ....^^” หญิงสาวตอบกลับพร้อมรอยยิ้มสดใส
เธอรู้สึกตื่นเต้นมากๆ หลังจากได้ยินลูคัสเล่าเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในแบบที่ตัวเองไม่เคยได้ยินมาก่อน หญิงสาวแทบจะไม่ทันสังเกตุเห็นเลย ว่าตัวเองกำลังถูกตีเนียนชวนไปทานข้าว อาจเพราะเขาเป็นเพื่อนของเคย์เดนละมั้ง แคลร์จึงไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไร อีกทั้งลูคัสยังดูไม่ได้เจ้าชู้ประตูดิน เขาดูให้เกียรติและสุภาพกับเธอมากๆ เกินกว่าที่หญิงสาวจะคิดไปในแง่อื่นได้ เขาอาจจะแค่เป็นคนเฟรนด์ลี่ถึงได้ชวนเธอไปทานข้าวง่ายๆแบบนั้น
@ชั้นบนของบ้านพัก
“งั้นคืนนี้ฝันดีนะแคลร์ อย่าลืมล้างเท้าด้วยล่ะ เปื้อนทรายหมดแล้ว” เขาเอ่ยบอกเธอ เมื่อเดินมาส่งถึงประตู
“ค่ะ พี่ลูคัสก็ฝันดีนะคะ” หญิงสาวตอบกลับอย่างไม่คิดอะไรมาก เธอคิดไปเองว่าลูคัสอาจจะแค่เอ็นดูเธอเพราะเธอเป็นญาติของเคย์เดน เขาถึงได้ดูใส่ใจเธอมากเป็นพิเศษ
หรือผู้ชายคนนี้จะใส่ใจทุกคนเหมือนกันอยู่แล้วนะ?
หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องนอน โดยไม่ได้สงสัยเลยว่าภายหลังประตูที่เธอเพิ่งปิดลงนั้น ลูคัสยิ้มกว้างออกมามากแค่ไหน หัวใจดวงแกร่งเต้นสั่นไหวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกมันเหมือนกับในตอนนั้นไม่มีผิด ตอนที่เขาเป็นเด็กและได้เห็นแคลร์ครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน ร่างสูงจดจำได้ดี และเขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครง่ายๆ
“หึ”
ใบหน้าหล่อฉีกยิ้มออกมาแทบจะถึงใบหู ก่อนที่เขาจะรีบหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง แต่ทว่า....
“มึงยืนยิ้มอะไรคนเดียววะ?“
“Shit!!"
"มึงมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?“ ปากหนาหุบยิ้มลงแทบจะทันควัน เมื่อหันไปอีกด้านแล้วเจอนาวินกำลังยืนมองเขาอยู่ ทำเอาเขาตกใจขวัญหนีไปหมด
”ก็ตัั้งแต่แคลร์ปิดประตูไปเมื่อกี้“ นาวินเอ่ยบอก ก่อนจะใช้สายตาจับผิดไปยังคนตรงหน้าไม่วางตา
เพราะเขาไม่เคยเห็นลูคัสยิ้มมีความสุขแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่เกิดคลานตามกันมา
”ไม่มีอะไร.....“
”.....กูไปนอนละ ฝันดี“ ลูคัสตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบ พยายามไม่แสดงออกอะไรมากเกินไป เพราะไม่อยากให้แผนที่ตัวเองพยายามสร้างมานั้นพังทลายลง
มือหนาเอื้อมไปตบไหล่แกร่งของนาวินเบาๆ ก่อนจะเดินผ่านหน้าไป เปิดประตูเข้าห้องนอนตัวเอง ราวกับเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้นาวินมองตามหลังไปพร้อมกับคิดว่าเคราะห์ว่าเมื่อกี้ลูคัสยิ้มแบบนั้นทำไมกันแน่
“คงไม่หรอกมั้ง”
วันต่อมา
“อ๊ะ....หนักจัง”
หมับ!
“มาเถอะเดี๋ยวพี่ช่วยถือ”
มือหนาเอื้อมเข้าไปคว้ากระเป๋าของคนตัวเล็กมาไว้ในมืออย่างว่องไว เขารีบเดินตามเธอออกมา หลังจากที่มองเห็นว่าแคลร์กำลังจะเดินไปยังรถของนาวิน หญิงสาวเห็นแบบนั้นก็ทำตาโตตกใจ เพราะเธอไม่รู้เลยว่าลูคัสคนเดินตามเธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่
“ขะขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไร” เขาว่าก่อนจะเอื้อมมือไปจับประตูรถของนาวินเพื่อเปิดด้านหลัง แต่ดูเหมือนมันจะถูกล็อคเอาไว้ เขาจึงหันไปบอกเธอ
”ประตูล็อค เปิดไม่ได้“
”คะ?“ ได้ยินแบบนั้นแคลร์ก็ทำหน้าเหว๋อ เพราะเมื่อกี้นาวินบอกเธอว่าเปิดให้เรียบร้อยแล้ว แต่ดูเหมือนสัญญาณมันจะมาไม่ถึง เพราะเจ้าของรถยังไม่มีท่าทีว่าจะเดินออกมา
หลังจากทานข้าวเช้า ถ่ายรูปอะไรกันเสร็จ ทุกคนก็กำลังจะพากันขับรถกลับกรุงเทพมหานคร แต่ดูเหมือนแคลร์จะเก็บกระเป๋าเสร็จเร็วกว่าคนอื่นๆ เธอถึงได้เดินนำกระเป๋าออกมาเก็บในรถก่อน
”หรือเราจะกลับกับพี่ก็ได้นะ วันนี้ไอ้ธีโอมันจะขี่รถกลับกับไอ้แอนดริว เพราะแอนดริวไม่คุ้นทาง“
”พี่ขับกลับคนเดียวน่ะ ถ้ามีคนคอยนั่งคุยเป็นเพื่อนน่าจะดีเหมือนกัน“
".....เอ่อ“ แคลร์ชะงักไปเล็กน้อยอย่างตั้งตัวไม่ทัน ไม่คิดว่าจู่ๆลูคัสก็จะชวนเธอนั่งรถกลับกรุงเทพด้วยกันแบบนี้
”แต่ถ้าเราไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไรนะ พี่ขับกลับคนเดียวได้“ เขายิ้มอบอุ่นตอบกลับเธอ ไม่ได้อยากบังคับถ้าหญิงสาวไม่สบายใจ
แคลร์พอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกผิด อีกอย่าง.....เธอไม่ได้อยากให้ร่างสูงขับรถกลับคนเดียวด้วย มันอันตราย
”แคลร์ไปด้วยค่ะ”
“คือ....นั่งข้างคนขับน่าจะสบายกว่านั่งเบาะหลัง” แคลร์ยิ้มตอบอย่างเกรงใจ เธอไม่คิดที่จะปฏิเสธลูคัสอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นคนใจดี อยู่ด้วยแล้วทำให้เธอรู้สึกสบายใจและกล้าที่จะเป็นตัวเอง
หญิงสาวไม่คิดจะปฏิเสธพลังงานดีๆแบบนี้แน่นอน ลูคัสได้ยินแบบนั้นก็พยายามเก็บความดีใจเอาไว้ภายใน แผนที่เขาตั้งใจสร้างขึ้นมามันสำเร็จอย่างไร้ข้อกังขา แม้เขาจะไม่ได้เจ้าชู้เหมือนเพื่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเล่ห์เหลี่ยม หรือไร้เสน่ห์แบดๆ เพียงแต่ร่างสูงเลือกที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมของตัวเองในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ลื่นไหล มากกว่าจะไปทำร้ายใครมากกว่า
“งั้นพี่เอากระเป๋าเราไปเก็บที่รถพี่นะ”
“ค่ะ”
