บทนำ อัศวินแห่งรุ่งอรุณ part 2
ณ สถาบันอัศวินแห่งรุ่งอรุณ กลางเทือกเขาแอนดีส พรมแดนระหว่างสาธารณรัฐลินโด้และจักรวรรดิแฟรนดิส
สายลมหนาวในยามค่ำพัดผ่านห้องโถงตระหง่าน เสาหินสูงเรียงรายล้อมพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันอัศวินแห่งรุ่งอรุณเอาไว้ ตรงกลางลานมีผนึกแห่งแสงส่องประกายระยิบระยับภายใต้บรรยากาศอันเงียบงัน ความสง่างามแฝงไปด้วยพลังลึกลับของมันสะกดทุกสายตาที่อยู่ในลานนั้นให้หันมอง
วันนี้คือวันที่บุคลากรของสถาบันอัศวินแห่งรุ่งอรุณ ต่างรอคอยมาหนึ่งปีเต็ม มันคือวันที่ผนึกแห่งแสงจะประกาศรายชื่อของผู้ที่เหมาะสมจะได้เข้ามาศึกษาต่อในสถาบันแห่งนี้ เพื่อฝึกฝนให้เป็นอัศวินแห่งรุ่งอรุณรุ่นใหม่
พวกเขาจะได้รับการฝึกฝนในศาสตร์แห่งการต่อสู้และได้รับการสนับสนุนพลังจากแสงสว่าง พวกเขาจึงไม่ใช่แค่นักรบที่แกว่งดาบอยู่ในสนามรบ หรือจอมเวทที่ร่ายมนตร์แสดงอภินิหารได้เท่านั้น แต่พวกเขาถูกขับเคลื่อนด้วยแรงศรัทธาและเจตจำนง ที่จะปกป้องทุกชีวิต
“ในที่สุดวันนี้ก็เวียนมาบรรจบอีกครั้งสินะ” กิลเบิร์ต แอรีส ผู้อำนวยการสถาบันชายวัยกลางคน ผู้มีเรือนผมสีแดงเพลิงกล่าวขึ้นมากลางอากาศ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีไวน์ยืนนิ่งราวกับกำแพงสูง สายตาสีเพลิงคมเข้มลึกจ้องมองผนึกแห่งแสงอย่างไม่กะพริบตา
“นั่นสินะครับ” ดร.เดวิด ลิฟวิ่งสโตน อาจารย์หนุ่มประจำสถาบันเอ่ยขึ้น “ผมยังรู้สึกว่าเพิ่งสอนเด็กปีหนึ่งไปได้ไม่นานนี้เอง” เขาหันไปยิ้มกับผู้อำนวยการพลางหยิบสมุดจดบันทึกรายชื่อของตนเองขึ้นมาเตรียมพร้อม
เช่นเดียวกันกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่เตรียมสมุดจดของตนเองขึ้นมา
“ถึงผมจะเป็นผู้อำนวยการมาสักพักแล้ว แต่ผมก็ต้องสารภาพเลยว่าทุกครั้งที่ผนึกแห่งแสงเผยรายชื่อมา มันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษจริง ๆ”
“ผมเห็นด้วยเลยครับ” เดวิดแกว่งปากกาเบา ๆ “มันช่างน่าอัศจรรย์เสียเหลือเกิน หวังว่าปีนี้จะมีผู้สมัครจากแดนตะวันออกเพิ่มมากขึ้นนะครับ หลังจากที่พวกเราและอาณาจักรต่าง ๆ เซ็นสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างดินแดนไป”
“ผมก็คาดหวังเอาไว้อย่างนั้นเหมือนกัน” ผู้อำนวยการกิลเบิร์ตตอบเสียงเรียบ
หลังจากผู้อำนวยการสถาบันกล่าวจบ แสงจากผนึกศักดิ์สิทธิ์ก็สว่างวาบขึ้นมา สัญลักษณ์วงเวทปรากฏขึ้นบนพื้น สายเส้นสลับซับซ้อนขยับเขยื้อนราวกับพวกมันมีชีวิต ก่อนที่ตัวผนึกเองจะปล่อยแสงสีทองพุ่งสู่ท้องฟ้าจนดูเหมือนกับว่ามันสามารถเปลี่ยนเวลาจากกลางคืนให้เป็นกลางวันได้ในพริบตา
บรรดากลุ่มคนที่ทำหน้าที่จดบันทึกรายชื่อต่างก็จ้องมองรายชื่อที่จะปรากฏต่อไปนี้อย่างใจจดใจจ่อ และแล้วการรอคอยของพวกเขาก็สิ้นสุดลง
รายชื่อแรกปรากฏขึ้นกลางแสงสีทองนั่น
ริชาร์ด ลีโอ
“ริชาร์ด...” กิลเบิร์ตพึมพำอยู่กับตนเอง “เด็กคนนี้เต็มไปด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่น ผนึกแห่งแสงเลือกเขาก็เหมาะสมแล้ว”
จากนั้นรายชื่อถัดมาก็ปรากฏขึ้น
แคทเธอรีน สกอปิโอ
“เป็นไปตามคาดอีกคน” เดวิดเผยรอยยิ้มออกมาพลางจดบันทึกรายชื่อเอาไว้ด้วย “เป็นชื่อที่ท่านผู้อำนวยการมองเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วจริง ๆ”
การปล่อยรายชื่อและการจดบันทึกดำเนินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงรายชื่อหนึ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น
อาเชอร์ ซาจิทารัส
ความเงียบเข้าครอบงำลานศักดิ์สิทธิ์ทันที ผู้อำนวยการสถาบันถึงกับตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เจ้าหน้าที่และอาจารย์ที่ทำหน้าที่จดบันทึกถึงกับหยุดมือ และเงยหน้ามองผนึกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ป... เป็นไปได้ยังไง?” ผู้อำนวยการสถาบันถึงกับตาเบิกกว้าง ริมฝีปากที่เคยเม้มแน่นคลายออกเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ นิ้วมือของเขากำด้ามไม้เท้าทองแดงในมือแน่นขึ้น แม้สายตาจะยังจับจ้องไปที่ผนึกตรงหน้า
“เรื่องจริงเหรอเนี่ย...” หนึ่งในเจ้าหน้าที่จดบันทึกกล่าวขึ้นมา “ผมนึกว่าตระกูลนี้ไม่มีผู้สืบทอดหลงเหลืออยู่แล้วเสียอีก!”
“ผนึกแห่งแสงไม่เคยโกหก...” เดวิดเริ่มวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า “งั้นหมายความว่า... ลูกชายคนเดียวของอารอนยังไม่ตาย”
ลานศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับเซ็งแซ่ไปด้วยความตื่นเต้นของบรรดาผู้จดบันทึกทั้งหลาย
“ทายาทจากกลุ่มสุริยะวิถีรวมกันถึงสามคนในปีเดียวกัน”
“นี่มันเป็นไปได้ด้วยเหรอ?”
“โอ้ แสงแห่งรุ่งอรุณ...” กิลเบิร์ตอุทานออกมาด้วยความปลื้มปิติ “หลังจากที่ตามหามานาน ในที่สุดก็พบเสียที”
“ท่านผู้อำนวยการครับ!” ท่ามกลางความดีใจกลับถูกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น “นี่จดหมายจากสำนักงานใหญ่ครับ”
ผู้อำนวยการสถาบันรีบหยิบจดหมายนั่นมาอ่าน และทันใดนั้นสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดทันที
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” เดวิดเอ่ยกับกิลเบิร์ตที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“สำนักงานใหญ่บอกว่าแท่นบูชาเชตันเรืองแสงขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มันไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ มาหลายสิบปีแล้วครับ...”
ทุกคนที่อยู่ในลานศักดิ์สิทธิ์ต่างก็พากันเงียบ พวกเขารู้ดีว่านี่คือสัญญาณของเจ้าแห่งความมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง จอมมารเชตัน กำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง
“ตามบันทึกโบราณของสถาบัน มีคำเตือนว่าหากทายาทแห่งสุริยะทั้งสามตระกูลอย่าง ลีโอ สกอปิโอ และซาจิทารัส ปรากฏตัวพร้อมกัน แสงสว่างทั้งปวงจะส่องแสงไปจนถึงสุดขอบจักรวาล และเมื่อนั้นภัยร้ายใต้เงามืดจะปรากฏตัวเพื่อนำไปสู่สงครามสุดท้าย...” กิลเบิร์ตเอ่ยขึ้นอย่างเลื่อนลอย
“เราต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้!” ผู้อำนวยการสถาบันหันไปทางเจ้าหน้าที่คนนั้น “ไปตามหาเขาให้เจอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ เราต้องพาเขามาที่ลินโด้ให้ได้ ก่อนที่พวกเชตันจะเจอตัวเขา!”
“ให้ผมไปเองครับ” เดวิดแทบจะทิ้งสมุดในมือของตนเองลงทันที “ให้ผมไปตามหาเขา อย่างน้อยให้ผมได้ปกป้องทายาทคนสุดท้ายของผู้มีพระคุณกับผมด้วยครับ”
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของอาจารย์หนุ่ม กิลเบิร์ตจึงไม่ปฏิเสธคำขอของเขา
“นายยังจำได้ใช่ไหม ว่าทำไมเราตามหาทายาทพวกนั้นมาตลอด?”
“จำได้ครับ” เดวิดพยักหน้า “เพราะถ้ามีคนรวมพลังได้ครบทั้งสิบสองตระกูล... พวกเชตันจะไม่อาจฟื้นคืนได้อีก”
“งั้นเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับทุกสิ่งอย่าง หากพวกเชตันรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ มันรีบออกตามหาเขาอย่างไม่รีรอแน่นอน!”
