CHAPTER 2 ความทรงจำสีจาง
“ได้ยินที่อาจารย์แจ้งไหมนิ่ข้าวฟ่าง”
เสียงของอาจารย์ดึงสติให้เธอตื่นจากภวังค์
“ได้ยินค่ะ” เธอโกหก ก็เมื่อกี้ได้ตั้งใจฟังอาจารย์ซะที่ไหนกันล่ะ แต่ดีนะที่มะลิมองมาแล้วพยักหน้าให้กัน แสดงว่ามะลิคงตั้งใจฟังที่อาจารย์พูดเมื่อก่อนหน้า ไว้เธอค่อยไปถามเอาแล้วกัน
“เดี๋ยวให้กวินกับทามไทไปนั่งกลุ่มเดียวกับข้าวฟ่างได้เลยนะ ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามเพื่อนเอาแล้วกัน เพื่อนก็เทคแคร์เพื่อนใหม่ด้วยนะ” เสียงของอาจารย์เอ่ยก่อนจะเริ่มสู่บทเรียน
ไม่นานกวินก็มานั่งที่ด้านซ้ายของหญิงสาว ซึ่งทามไทเลือกนั่งข้างกวิน เพราะอีกฟากของเธอมีมะลินั่งอยู่
“ว่าไงลิ สบายดีมั้ย”
“ฉันว่าเหมือนนายจะถามผิดคนไปหน่อยนะทาม”
แล้วข้าวฟ่างก็หันมากระทุ้งศอกใส่หลังแขนมะลิเบาๆ
“ฉันล้อเล่นนะ แล้วนี่ลมกรรโชกอะไรหอบพวกเราให้มาเจอกันอีกก็ไม่รู้เน้อ ตลก” พูดจบทุกคนก็ต้องเงียบเสียงลงทันใด เมื่ออาจารย์เริ่มอธิบายวิชาในคลาส
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ออกมารายงานที่หน้าชั้น จับกลุ่มตามเดิม” ไอ้คำว่าจับกลุ่มตามเดิมคือให้บัดดี้คอยช่วยเหลือกัน
และแน่นอนว่างานที่อาจารย์มอบหมายให้ มันไม่ง่ายเลย ไหนจะออกแบบโครงร่าง เสนองบ การสร้างแบบจำลอง นี่อาจารย์เห็นพวกเธอเป็นเครื่องจักรกลกันรึไงนะ ที่จะสามารถทำงานวันเดียวแล้วนำส่งพรุ่งนี้ได้
“สมัยอาจารย์ยังทำกันได้เลย งั้นประสิทธิภาพของเด็กรุ่นใหม่ มันต้องเจ๋งกว่า”
อาจารย์พูดขึ้นราวกับมองทะลุความคิดของพวกเธอออก
“โห่ จารย์ค๊าาา”
“จารย์ครับ แบบนี้พวกผมไม่เป็นหมีแพนด้ามาเรียนเลยหรอครับ จารย์น่าจะให้เวลาพวกผมกับอาจารย์ท่านอื่นบ้าง เล่นเหมาคนเดียวงี้”
“นั่นสิคะจารย์”
“โหยยย” เสียงหวีดนักศึกษาดังระงม โดยที่ผู้สอนไม่ได้สะทกสะท้านอะไร
“เลิกคลาสแล้ว แกจะกลับไปปั่นงานกันเลยป่ะ”
เธอหันมองสองหนุ่มที่ยังคงเดินตามกันมาต้อยๆ
“ก็คงต้องปั่นงานแหละ”
“ห้องเรามั้ย กว้าง สะดวก” กวินเสนอ
มันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะที่บ้านของเธอมันไม่ค่อยจะสะดวกสักเท่าไหร่ ไหนจะน้องแฝด ไหนจะพ่อเลี้ยง
“ทามว่าไง นายโอเคป่ะ?”
“อื้ม…เราได้หมด”
“แล้วนี่ไม่ทะเลาะกันแล้วใช่มั้ย?”
คำถามของเธอ ทำเอากวินกับทามไทถึงกับหัวเราะลั่น
“เราโตๆ กันแล้วนะครับคุณเพื่อน นั่นมันสมัยเด็กมั้ย”
“แฮร่…ก็กลัวพวกนายจะทะเลาะกันอีกนี่นา นี่ฉันคงห้ามไม่ไหวหรอกนะ ดูตัวพวกนายดิ โตๆ กันทั้งนั้น” อีกอย่างเธออยากเป็นเพื่อนกับทั้งคู่ และไม่อยากให้มีเรื่องบาดหมางใจกันอีกเหมือนที่ผ่านมา
ทามไททนไม่ไหวถึงกับยื่นมือหนาๆ ลงมายีผมคนตัวเล็กอย่างแผ่วเบา ทำเอากวินถึงกับแอบมองตาเขียว
“มึงอย่าจ้องกูแบบนั้นไอวิน นี่ก็มีแต่เพื่อนกันทั้งนั้น”
“เออ งั้นกูทำมั่ง” พูดจบกวินก็หันมายีผมอีกคนอย่างเอาแต่ใจด้วยเหมือนกัน
“เดี๋ยวเหอะ!! มาแกล้งฉัน”
“ย่ะ ให้โลกนี้มันมีแต่พวกแกสามคน”
“โอ๋ๆ มะลิจ๋า อย่างอนน้าาา มะลิก็ชวนบัดดี้ไปปั่นงานที่บ้านกวินด้วยกันสิ เพื่อนเยอะดีออก”
“โอ้ยย บัดดี้ฉันรายนั้นน่ะนะคะจะไป ฝันค่าา มันเหมาะแต่อยู่กับบ้านตัวเองซะมากกว่า ง่วงมันก็นอน ปล่อยฉันทำงานงกๆ คนเดียว ถ้าไม่ติดว่าสงสารมันน่ะนะ ฉันคงเปลี่ยนบัดดี้ไปตั้งนานแล้ว”
“สงสารหรือไร เอาดีๆ” กวินทำเสียงยียวน เพราะบัดดี้ของมะลิก็หล่อใช่เล่น
“เออ แยกย้ายจ้าแยกย้าย มัวแต่โอ้เอ้ มีหวังพรุ่งนี้ไม่มีงานส่ง”
“แกว่าจะมีกลุ่มไหนทำเสร็จทันจริงหรอวะข้าว”
ทุกคนต่างส่ายหน้า เพราะต่อให้มีพระอินทร์มาช่วยเสก ยังไงก็คงเสร็จไม่ทันอยู่ดี
…
หญิงสาวกำลังคิดว่าจะบอกพวกเขาดีมั้ย ว่าไม่อยากกลับบ้าน แต่ก็เหมือนกับเพื่อนทั้งสองจะรู้ถึงปัญหา โดยที่กวินผู้เป็นเจ้าของห้องจะเป็นคนเอ่ย
“ไม่ต้องกลับหรอก เดี๋ยวเราไปหาอะไรทานก็เข้าที่พักของเราเลย นายโอเคมั้ยทาม” กวินหันมาถามไอ้คนตัวสูงที่เอาแต่ยืนหน้าหล่อ
“อื้ม..ได้ดิ งั้นกูอาบน้ำห้องมึงเลยนะ”
“เออ”
คำพูดของทั้งสอง ทำให้เธอเชื่อแล้วว่าทั้งคู่ไม่มีเรื่องบาดหมางแต่อย่างใด
“ส่วนข้าวก็ใส่ชุดของเราไปก่อนได้ อาบน้ำที่นั่นด้วยเลยจะได้สบายตัว”
“อื้ม…” หญิงสาวพยักหน้ารับ ก็ใช่ว่าพวกเธอไม่เคยสนิทกันซะที่ไหน เมื่อก่อนก็เล่นแก่นเล่นซนกันแบบนี้ประจำ เลอะหน่อยข้างฟ่างก็อาบน้ำและก็เอาชุดเจ้าพวกนี้แหละมาใส่ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
แต่เธอคงลืมไปสินะ ว่านั่นมันตอนเด็ก ทว่าตอนนี้ต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่กันทุกคนแล้ว โดยเฉพาะเธอ ที่ทุกสัดส่วนเว้าโค้งก็เกินขนาดมาตรฐานของหญิงไทยซะเหลือเกิน โดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจ
เมื่อทานมื้อเย็นเสร็จ ทุกคนก็หิ้วเอาขนมติดมาบ้างเล็กน้อย เพราะถึงยังไงคืนนี้น่าจะอีกยาว
“มึงซื้อเบียร์มาด้วยทำไมวะทาม”
“อย่างกับมึงไม่ชินที่กูชอบแดก”
“เอ่อ” ข้าวฟ่างเอ่ยขัดทำลายบรรยากาศ
“พวกนายเหมือนสนิทกันมากเลยนะ แบบว่า” คือดูสนิทกันเกินจนเธออดคิดไม่ได้
“อ๋อ ตอนที่เราอยู่อังกฤษครอบครัวไอ้วินมันก็ย้ายไปที่นั่น เลยได้เรียนที่เดียวกัน และก็มีแค่เรากับมันที่เป็นเด็กไทยในคลาสที่เรียน ทีนี้ก็เลยจำเป็นจะต้องเป็นเพื่อนกับมันน่ะ”
“เฮ๊ย!! มึงใช้คำว่าจำเป็นเลยหรอวะไอ้สัด”
“พอๆ พอได้แล้ว ทั้งคู่เลย นี่พวกนายเป็นเพื่อนกันจริงป่ะเนี่ย”
และแล้วสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะจบลงด้วยความขำขันก็กลับตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อแขนหนักๆ ของชายหนุ่มทั้งสองข้างวางลงบนไหล่บอบบางของเธอพร้อมกัน น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาทำเอาข้าวฟ่างแทบจะเซถลา
เธอถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างร่างสูงใหญ่ทั้งสองอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนหน้าอกหน้าใจที่เกินมาตรฐานของเธอเบียดเข้ากับแผงอกแข็งแกร่งของทามไท และแผ่นหลังก็สัมผัสกับอกผายของกวิน
“นี่! พวกนายจะแกล้งฉันไปถึงไหนเนี่ย!” เธอพยายามดันตัวออก แต่ไม่เป็นผล
ทามไทก้มหน้าลงมาจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของเธอ ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดใบหู “พวกเราไม่ได้แกล้ง... แค่คิดถึงเฉยๆ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนเพื่อนสนิทกันเลยแม้แต่น้อย
กวินเองก็โน้มตัวลงมาจากด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลาเกือบแตะกับแก้มของเธอ “ใช่... คิดถึงคนที่หายไปนาน”
ข้าวฟ่างรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า ทั้งที่ในใจก็ต่อต้าน แต่ร่างกายกลับชาชินกับสัมผัสเหล่านี้ เพราะเมื่อก่อนพวกเขาก็ชอบแกล้งกันแบบนี้เสมอ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้วไง ความเป็นผู้ใหญ่และความใกล้ชิดที่เกิดโดยไม่ตั้งใจนี้ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามจะละเลย...
“พอเลย เลิกแกล้งฉันได้แล้ว” เธอบอกเสียงสั่น และพยายามดันตัวเองให้พ้นจากการกักกุมของคนตัวสูงทั้งสอง
ไม่นานทั้งสามก็มาถึงคอนโดของกวิน แต่สิ่งที่ทำให้ข้าวฟ่างตกใจก็คือชั้นที่เขาพามานั้น มันกว้างและหรูหรามาก เธอลืมไปได้ไงนะ ว่าครอบครัวของสองคนนี้รวยอย่างกับอะไรดี ช่างแตกต่างจากเธอโดยสิ้นเชิง
และถ้านี่ไม่ใช่เพราะผู้เป็นพ่อส่งเสียให้เรียน มีหรือที่เธอจะมีโอกาสได้เรียนมหาลัยที่ค่าเทอมแพงหูฉี่เช่นนี้ อีกทั้งเธอกลับรู้สึกขอบคุณที่พาตัวเองมาอยู่ตรงนี้ จนได้พบเพื่อนรักทั้งสองคน
เพราะอันที่จริง มันยังคงมีความทรงจำเก่าๆ ที่พวกเขายังเข้าใจผิด และไม่ได้เคลียร์ แต่เธอก็คิดแค่ว่า นั่นมันเป็นเรื่องของเด็กๆ แต่จะว่าเด็กก็คงไม่ใช่ เพราะพวกเธอก็อยู่ชั้นม.ต้น จะว่าไปมันก็ไม่เด็กแล้วนะ
“กูอาบห้องนี้ ส่วนมึงอาบห้องนั้น แล้วเธอข้าวฟ่าง” กวินโยนชุดลำลองของตนเองพร้อมทั้งผ้าเช็ดตัวที่ถูกซักใหม่ให้หญิงสาวสองผืน ก่อนจะเพยิดหน้าไปในห้องนอนของตนเอง
“เธออาบห้องนั้น เสร็จแล้วก็เจอกันชั้นลอย เคนะ”
“อืม”
“เค”
