Ep. 4
ชุดแต่งงานที่ใช้ในพิธีตอนเช้าถูกส่งมาช่วงบ่ายเป็นชุดไทยจักรีสีชมพูอ่อนที่เลือกโดยฝั่งครอบครัวทางบ้านของลุงธวัชชัยเพื่อให้เข้าคู่กับชุดเจ้าบ่าวเท่านั้นเอง..ดูเหมือนเศรษฐีเมืองขอนแก่นอยากให้พิธีมงคลจัดขึ้นโดยเรียบง่ายพอแต่งเสร็จมีพิธีเข้าหอเป็นลำดับสุดท้าย ตอนเช้าฉันก็ต้องนั่งเครื่องบินไปจังหวัดสกลนครกับหมอหนุ่มว่าที่สามีของฉันทันที เป็นการแต่งงานสายฟ้าแล่บที่พิลึกพิลั่นเพราะเจ้าสาวอย่างฉันไม่เคยเห็นหน้าเจ้าบ่าวหรือแม้กระทั่งชื่อก็ยังไม่รู้เลย ตีสี่ของวันรุ่งขึ้นม่ะม้าให้ช่างแต่งหน้าชื่อดังมาแต่งหน้าทำผมให้ฉัน เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลยฉันจึงเผลอหลับตลอดช่วงเวลาที่ช่างกำลังแต่งหน้าและทำผมให้
“คุณไอริคะ แต่งตัวค่ะ” พี่เก๋สาวสองช่างแต่งหน้าคิวทองแต่สวยราวกับสาวแท้หาคิวยากกว่าดาราดังบางคนอีก ม่ะม้าต้องจ่ายไปเท่าไหร่กันนะ เธอเขย่าตัวฉันเบาๆ พอลืมตาขึ้นค่อยๆคลายจากความง่วงงุนจึงลุกขึ้นและสวมชุดไทยสีชมพูอ่อนเปลือยไหล่ขาวนวลเนียน พี่เก๋ทำทรงผมแสกกลางปล่อยเรือนผมดำสนิทประดับผมด้วยดอกไม้สีขาว สวมต่างหูรูปดอกไม้เข้าชุดกัน
“คุณไอริสวยมากเลยค่ะ” พี่เก๋เอ่ยชมแววตาทอประกายชื่นชม ฉันมองเงาสะท้อนในกระจก ใบหน้าที่ฉันภูมิใจมาตลอดชีวิต ก็สวยดีนะ..แต่ทำไมใจหายแปลกๆกับการแต่งงานกับคนแปลกหน้าแถมยังต้องย้ายไปอยู่ในที่ที่ไม่รู้จักอีก ทั้งๆที่อีกนิดเดียวกำลังจะเข้าใกล้ความฝันของการเป็นดีไซเนอร์ชื่อดังอยู่แล้วเชียว..แล้วฉันกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย..
“ไอริใกล้จะได้ฤกษ์แล้ว เดี๋ยวเจ้าบ่าวจะมาพาเราเข้าพิธีนะ” ม่ะม้าเดินเข้ามาในห้องนอนที่ใช้แต่งตัว แม่ของฉันสวมเสื้อผ้าไทยสีชมพูเข้ารูปและสวมผ้าถุงสีคล้ายกันผมรวบเป็นมวยแซมด้วยดอกไม้ดูเหมาะสมและเป็นทางการในฐานะแม่ของเจ้าสาว
“ยิ้มหน่อยสิลูก คนสวยของม้า” ม่ะม้าสวมกอดฉันพลางลูบหลังเบาๆ
“เจ้ เมื่อวานไอจิขอโทษนะที่พูดไม่ดีกับเจ้” เสียงห้าวทุ้มของน้องชายคนเดียวดังขึ้น เจ้าตัวอยู่ในชุดผ้าไทยที่ม่ะม้าเป็นคนจัดแจงให้ ดวงตาสีเข้มสบตาฉันด้วยความรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรหรอก ไอจิเรียนจบแล้วก็ช่วยป่ะป๋ากับม่ะม้าทำงานละกัน เจ้ต้องไปอยู่ที่ไกลมากไม่รู้จะได้กลับมาอีกตอนไหน” เสียงของฉันเครือและสั่นเหมือนจะร้องไห้ น้ำตาซึมที่หางตาอย่างกลั้นไม่อยู่ ร้อนถึงพี่เก๋ต้องเอากระดาษทิชชูมาซับไม่งั้นจะเลอะและเสียเวลาแต่งเพิ่มอีก
“ม่ะม้า เราไม่อยู่บ้านหลังนี้ก็ได้ ไอจิดรอปเรียนทำงานไปด้วยก็ได้ เจ้ไม่แต่งงานไม่ได้เหรอ?” น้องชายคนเดียวดวงตาแดงก่ำเหมือนจะร้องไห้
“ตอนนี้ยกเลิกไม่ได้หรอกทุกอย่างพร้อมแล้วและคุณลุงธวัชชัยก็โอนเงินส่วนหนึ่งให้ป่ะป๋าแล้ว” ม่ะม้าถอนหายใจอย่างหนักหน่วงในใจ
“ไอริ รอในห้องนะ ไปกันเถอะไอจิ” ม่ะม้ารุนหลังให้ไอจิออกจากห้อง พอพี่เก๋กลับไปแล้วฉันก็นั่งอยู่ในห้องนอนเพียงลำพัง เสียงประตูเปิดกว้าง ร่างสูงในชุดไทยสีคล้ายกับชุดของฉันยืนอยู่ตรงหน้า ฉันเงยหน้าขึ้นมองอย่างพิจารณาใบหน้าเรียวได้รูป ดวงตาเรียวรีสีอ่อน รับกับจมูกที่โด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อ ทำไมฉันรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกคุ้นหน้าเขาจัง เคยเห็นอปป้าเกาหลีตะวันออกเฉียงเหนือที่ไหนมาก่อนนะ..ขณะที่สมองกำลังประมวลผล มือหนาขาวเนียนก็ยื่นมาตรงหน้า ฉันยื่นมือไปจับอย่างเสียไม่ได้ เขาพาฉันเดินลงจากบันได สายตาทุกคู่ที่กำลังรอคอยเจ้าบ่าวเจ้าสาวเพื่อเริ่มพิธีมองมาตาแทบไม่กระพริบ ได้ยินเสียงแขกเหรื่อพูดด้วยความชื่นชม
“เจ้าบ่าวกับเจ้าสาว สวยหล่อสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก”
“เหมาะสมกันมาก”
“มีลูกคงจะหน้าตาดีเหมือนพ่อกับแม่” อันหลังสุดใบหน้าฉันถึงกับร้อนผ่าวนี่ก็ข้ามช๊อตไปซะไกล พิธีมงคลเริ่มขึ้นฉันก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีคือยิ้ม ยิ้มและยิ้ม ขณะที่กำลังรดน้ำสังข์ฉันก็เผลอลอบมองเจ้าบ่าวทางด้านข้าง ใบหน้าเนียนจัดไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขายิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับคำอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ซึ่งมีไม่กี่คนเพราะลุงธวัชชัยอยากจะจัดง่ายๆ แค่ครอบครัวทั้งสองฝั่งรับรู้เท่านั้นเองและฉันก็เพิ่งรู้ชื่อจริงของเขาเมื่อตอนที่กำลังจรดปากกาเซ็นชื่อลงในทะเบียนสมรส อริยะ วิชยะเกียรติคุณ ชื่อเล่นที่คนอื่นๆเรียกคือหมอทรอย ขอนแก่นบอยของฉันชื่อเล่นว่าทรอย น่าจะมาชื่อของเมืองที่อยู่ในเทพนิยายกรีกโบราณ พิธีการสุดท้ายคือการส่งตัวเข้าห้องหอ แขกเหรื่อคนสนิทแค่ไม่กี่คนกำลังอวยพรและฉันกับหมอทรอยก็ยกมือไหว้รับคำอวยพรเหล่านั้น
