ตอนที่ 9 Future Detective บทสอง ภาคต้น
“พวกนายจะส่งแบบสรุปขอไปที พอสังเขป รายงานแบบกระชับ รายงานแบบละเอียด เรียงความ โครงงาน จะอะไรก็ตามอย่าลืมว่าต้องส่งทุกวัน”
“สิ่งที่ควรมีคือความสม่ำเสมอ มากกว่ารูปแบบการส่งว่าควรทำอะไร”
“ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนแบบไหน ชั้นแถวนั้นจะมีรูปแบบการเขียนเอกสารต่างๆ ที่เคยพูดไปก่อนหน้านี้ ลองอ่านมันดูก่อนวันนี้และเขียนสรุปแบบนั้นส่งไป”
“เพราะไม่ว่าจะส่งอะไรไปมันเรื่องของพวกเรา พี่ชายฉันมีหน้าที่ประเมินก็ทำไป สุดท้ายจะออกหัวหรือก้อย ตาคนนั้นก็เป็นคนกำหนดอยู่ดี”
“แถมนี่น่าจะโดนติดตามบททดสอบว่าจะให้ความช่วยเหลือเหล่าตระกูลบริวารยังไงด้วยแน่ ไอ้ท่าที่คอยตรวจสอบพฤติกรรมทุกคนยังกับแม่แมงมุมในถ้ำเนี่ย น้องชายอย่างฉันคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี”
“ที่เหลือพวกนายไปคิดเอาเองแล้วกัน ถ้าบอกมากเกินไปคงไม่เหมาะ เพราะฉันอาจจะโดนหักคะแนนซะเอง ขอให้โชคดีล่ะ”
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือครับ คุณชายเล็ก” ทั้งสี่พูดพลางโค้งด้วยความเคารพจากใจจริงมากกว่าตามมารยาท
หลังจากชินภัทรพบผู้สืบทอดของตระกูลสองคนที่เป็นรุ่นล่าสุดและต้องคอยทำงานร่วมกันอยู่ตลอด รู้สึกว่าอยากก่อกบฏและให้ผู้นำตระกูลคนต่อไปเป็นลูกคนเล็กมากกว่าลูกโต
เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเพิ่งได้พบเจ้านายไม่ถึงสามครั้งก็รู้สึกอยากเปลี่ยนประมุขตระกูลเร็วขนาดนี้ ถือเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับชินภัทร เพราะปกติชอบทำตามกฎระเบียบมากกว่าการแหกคอก
“ถ้าข้าอยากเปลี่ยนผู้นำตระกูลคนใหม่ ข้าจะถูกด่าเยอะป่ะวะ ไอ้จิน” ชินภัทรถามเพื่อนสนิทด้วยความอยากรู้ เพราะตนรู้สึกว่าการทำความเคารพคุณชายใหญ่จากใจยากเกินไป
“เวร! ไม่ทันไรปากพาซวยซะแล้วไอ้นี่” จินเจตสะดุ้งตอบด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าเพื่อนสนิทจะพูดออกมาด้วย แค่คิดในใจก็ถือว่าผิดมากพอแล้ว
“ทำไมล่ะวะ ก็ท่าทาง คำพูดคำจาของคุณเขาแปลกทุกอย่างเลย แล้วไหนจะบรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังนี้อีก ไอ้ที่คุ้นเคยกับแปลกประหลาดและความบ้าคลั่งนั่นอีก ไม่เห็นสมเหตุสมผลสักอย่าง”
เขาพยายามคาดคั้นเพื่อนสนิทให้ตอบจากใจจริงมากกว่ามารยาท หรือหวาดกลัวบทลงโทษของตระกูลผู้เป็นเจ้านายในยุคปัจจุบัน แค่แสดงความคิดเห็นมันผิดขนาดนั้นเลยหรือไง นี่มันยุคไหนแล้ว
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ก็ไปกลับพร้อมกันป่ะล่ะ”
จินเจตยักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ พบเจอแค่สามครั้งจะไปรู้จักนิสัยใจคอ บรรยากาศ ภาพรวมของที่นี่ได้ซะเมื่อไหร่ ข้อมูลมันน้อยเกินกว่าจะคิดแบบนั้น
“ขอคำตอบแบบจริงใจได้ป่ะ คุณจินเจตครับ”
“กรุณาบอกความจริง ให้เด็กชายชินภัทรรู้หน่อยครับ”
“อย่าปล่อยให้ความสงสัยผ่านไป เด็กชายชินภัทรจะนอนไม่หลับครับ”
หัวข้อสนทนาเริ่มจะกว้างกว่าเดิม รวมถึงท่าทีไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ของเพื่อนสนิท ทำให้จินเจตถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเหนื่อยใจ
“คุณชายใหญ่แปลก ประหลาด แต่ผลงานและประสิทธิภาพเป็นของจริง ท่านเก่งสมคำร่ำลือ” จินเจตตอบจากใจจริง ไม่เสแสร้ง ยืนยันหนักแน่นและจ้องตาให้เพื่อนรับรู้ถึงความจริงใจ
รวมถึงคาดหวังให้หัวข้อสนทนานี้หยุดลงสักที ก่อนจะถูกลงโทษในรูปแบบที่ไม่รู้อนาคตตัวเอง แม้ว่ายุคสมัยจะพัฒนาไปมากแค่ไหน รากเหง้าบางอย่างยังคงถูกปลูกฝังอยู่
“เออ ต้องยอมรับว่าท่านเก่งจริง” ชินภัทรเห็นด้วยกับความคิดของอีกฝ่าย และเลิกคาดคั้นเพราะท่าทางนั่นคือตอบแบบผ่านการคิดมาแล้ว
ผัวะ ผัวะ
เสียงตบท้ายทายทั้งสองคนนั้นดังและไม่เบาจนเกินไป แต่ทำให้รู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย จนพากันหันหลังไปดูว่าใครทำ ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ
“ว่างมากสินะ ถึงได้พากันคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้”
“ทั้งไอ้ชิน ทั้งไอ้จิน ท่าทางจะฉลาดเฉพาะสมองส่วนบน”
“ส่วนอื่นถึงตัดสินใจได้ไม่เฉียบคมแบบนี้”
ชัชวินบ่นน้องชายตนเองและน้องชายเพื่อนทันที ตอนแรกได้ยินเสียงบ่นไม่ดังมากเลยไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรกัน จนกระทั่งจับใจความได้จึงเลือกตบแบบไม่ลังเลยเลยสักนิด
“โอ๊ย! มันเจ็บนะพี่ชัช ไม่กลัวว่าน้องชายจะโง่ลงหรือไงเล่า” ชินภัทรบ่นอุบพลางลูบหัวตนเอง ถึงจะรู้ว่าน้ำหนักมือไม่ได้แรงขนาดนั้นแต่อดบ่นด้วยความน้อยใจไม่ได้
“อย่าตอแหลจ้า”
“กูไม่เชื่อมึงหรอก”
“ไปหลอกคนอื่นไป ไอ้สันขวาน”
