ตอนที่ 8 Future Detective บทหนึ่ง ภาคสุดท้าย
เพราะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองและการดูแลมาอย่างยาวนาน รวมถึงอภิสิทธิในการเข้าเรียน และอะไรหลายอย่างง่ายดายกว่าตระกูลที่ทำงานบริษัทและกฎหมายส่วนกลางคุ้มครอง
เพราะฉะนั้นถ้าน้องชายเพื่อนอายุเลยสิบขวบไปแล้ว อาจถูกลงโทษสถานหนักข้อหาลบหลู่ตระกูลใหญ่ในอาณาจักรแทน ถือว่ากล้าได้กล้าเสียไม่น้อยเลย
“ผมขออนุญาตแทรกนะครับ ท่านนนท์” มีนเอ่ยขออนุญาตผู้เป็นนาย ในเวลานี้ควรทำตามแบบฉบับพ่อบ้านมากกว่าความเป็นกันเอง หากไม่อยากถูกลูกหลงโดนด่าไปด้วยอีกคน
“เชิญ” นนท์ภัทรขานรับพลางเซ็นเอกสารต่อไป ไม่ได้สนใจว่าทั้งห้าคนจะพูดคุยอะไรกันต่อ เนื่องจากมอบหมายงานให้พ่อบ้านไปแล้ว ควรไปฟังคำสั่งอีกคนแทน
“งานแรกของพวกคุณทุกคนจะเหมือนกับของคุณชายเล็ก นั่นก็คือการอ่านประวัติศาสตร์ของตระกูลภูทนินทร์ ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูงให้หมด จะมีบัตรอนุญาตให้เข้าไปอ่านถึงระดับนั้น”
“ระดับสูงสุดมีเพียงทายาทสายตรงเท่านั้นที่อ่านได้ จะต้องสรุปและทำความเข้าใจมาส่งทุกวัน รวมถึงบันทึกว่าอ่านถึงเล่มไหน เนื้อหาถึงหน้าไหนอย่างละเอียด ระยะเวลาอ่านตามจำนวนชั่วโมงที่กำหนดสำหรับแต่ละช่วงวัย”
“จะมีการประเมินความรู้ ความสามารถ และทักษะตลอดช่วงระยะเวลาในการเข้าห้องสมุดตระกูลภูทนินทร์อยู่ตลอดเวลา เกณฑ์คะแนนให้เป็นรายสัปดาห์”
“พวกคุณจะต้องผ่านด้วยเกณฑ์ร้อยละสามสิบ ถึงจะสามารถได้อ่านตำราพวกนี้และเขียนสรุปทำความเข้าใจมาส่ง คะแนนรวมกันตลอดสามเดือนต้องผ่านด้วยเกณฑ์ร้อยละห้าสิบ หากใครไม่ผ่านเกณฑ์ไหนจะถูกส่งกลับทันที”
“คุณชัชวินกับคุณจิรายุเตรียมสอบรอบใหม่ตอนอายุสิบเก้าพร้อมเพื่อนอีกสี่คน ส่วนคุณชินภัทรและคุณจินเจตเตรียมสอบรอบใหม่ตอนอายุสิบสอง”
“พวกนี้คือบัตรอนุญาตให้เข้าไปอ่านและเขียนส่งตามสมุดรายงานที่แจกให้แต่ละท่าน ตอนนี้ถึงหน้าประตูห้องสมุดแล้ว สามารถเข้าไปเลือกอ่านได้ตามอัธยาศัยครับ”
มีนบอกพลางเดินออกจากบริเวณนั้นไป นอกจากทุกคนในคฤหาสน์หลังนี้ ไม่มีใครรู้ว่ากล้องวงจรปิดได้ถูกติดตั้งเอาไว้ตรวจสอบพฤติกรรมทั้งหมด รวมถึงกล้องแบบเวลากลางคืนเพื่อตรวจจับความร้อนหากใครเลือกขโมยของเวลากลางคืน
ยังไม่รวมเซ็นเซอร์สำหรับช็อตไฟฟ้ากรณีมีขโมยของสำคัญภายในทั้งหมด ซึ่งนี่คือบททดสอบว่าใครจะกลายเป็นขโมยหรือมีความขยันในการทำตามมากแค่ไหน
ณ ห้องสมุดตระกูลภูทนินทร์
สถานที่ห้องนี้ไม่ควรถูกเรียกว่าห้องสมุดประจำตระกูล แต่ควรเปลี่ยนชื่อเป็นหอสมุดประจำตระกูลมากกว่า
เพราะมีขนาดใหญ่ถึงห้าชั้นไม่รวมชั้นดาดฟ้าแถมยังมีคำอธิบายอีกด้วยว่ามีชั้นใต้ดินลงไปอีกห้าชั้น มันควรจะกลายเป็นหอสมุดมากกว่าห้องสมุดซะอีก
แทบจะเป็นประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไปแล้ว ทำไมถึงตั้งชื่อน่ารักจนคิดว่ามีขนาดพอเหมาะประมาณสองชั้นแบบทาวน์เฮ้าส์ของสำหรับคนทั่วไปอาศัยอยู่
“คุณชายเล็กครับ เหล่าตระกูลบริวารเดินทางเข้าห้องสมุดมาครับ” กันต์รายงานให้ฟังเพราะเห็นตรงทางเข้าระหว่างเตรียมอาหารว่างให้รับประทานระหว่างวันพอดี รวมถึงมีความรู้สึกว่าผู้เป็นนายจะต้องบ่นอะไรสักอย่างออกมาเร็วๆ นี้
“นี่มันคือการโยนงานมาให้ชัดๆ เลยนี่หว่า ไอ้พี่ชายบ้านี่!” นภัทรบ่นอุบด้วยความหัวเสีย เพราะรู้ว่านี่คือการตั้งใจโยนงานมาให้ช่วยสอนช่วยบอกใบ้บางอย่างให้ทำตามความต้องการอีกฝ่ายแบบไม่ยอมบอกอะไรตามเคย
“ครับท่าน เป็นอย่างที่เคยเป็นครับ” กันต์ขานรับอย่างเป็นทางการ พยายามเกร็งสีหน้าให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้หลุดหัวเราะออกไป
โชคดีที่เลขาส่วนตัวออกไปสั่งการงานส่วนอื่น ไม่งั้นอาจจะขำเจ้านายของเขาในเวลานี้ เพราะอีกฝ่ายไม่ปิดบังความรู้สึกเลยสักอย่าง เหมือนเกิดมาเพื่อกวนประสาทเจ้านาย
“ไปเชิญสี่คนนั้นมาสิ”
“ครับท่าน”
กันต์ทำตามคำสั่งคุณชายเล็กของบ้านอย่างเคร่งครัด เพราะท่าทีเกร็งจนไม่ขยับไปไหนของทั้งสี่คนช่างเด่นชัดเกินไป จึงเอ่ยปากชวนให้มาหาเจ้านายตนเองแทน
“เที่ยงสวัสดิ์ครับ คุณชายเล็ก”
ทั้งสี่คนเลือกทักทายอย่างเป็นทางการแทนความเรียบง่ายเหมือนว่าที่ประมุขคนต่อไป เนื่องจากนิสัยของพี่น้องค่อนข้างคนละขั้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านผู้นี้
การรักษากฎระเบียบเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ไม่ต้องมากจนเกินไป อยู่ในระดับพอดีและไม่น่ารำคาญเกินควร
“เช่นกันนะ ชัชวิน ชินภัทร จิรายุ จินเจต”
“พวกนายคงรู้สึกงงไม่น้อยที่ถูกส่งมาที่นี่ด้วยคำสั่งแบบกำกวม ไม่เป็นไรนะ เพราะฉันเองก็ถูกสั่งแบบนั้นเหมือนกัน ทุกคนถูกปฏิบัติตัวอย่างเท่าเทียมกัน”
บุตรคนเล็กของบ้านบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่ดวงตาไม่ยิ้มเลยแม้แต่น้อย ราวกับอยากจะกระชากหัวพี่ชายตนเองก็มิปานแต่สะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้อยู่
“ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่าประวัติศสตร์ยุคก่อนแบบอย่างง่ายมาก่อนตรงแถวหน้าประตู มันค่อนข้างง่ายในการเขียนจับใจความ”
