ตอนที่ 10 Future Detective บทสอง ภาคกลาง
ชัชวินไม่หลงกลกับน้ำเสียงของน้องชายเลยสักนิดเดียว เพราะเขารู้ดีว่าถ้าอีกฝ่ายน้อยใจ เสียใจ รู้สึกแย่ จะไม่ใช่การแสดงออกนี้ นี่เป็นการแสดงปลอมหลอกตาคนอื่น แต่หลอกพี่ชายคนนี้ไม่ได้หรอก
“เซ็งเวอร์ รู้ได้ไงเนี่ย” ชินภัทรพูดด้วยสีหน้าผิดหวังแต่ใบหน้ายังยิ้มอยู่แบบเดิม
“รู้ทันทุกรอบแหละ ไอ้น้องเวร” ชัชวินเองก็ยิ้มอยู่เหมือนกันแต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มเลยสักนิด เพราะรู้สึกอยากตบอีกสักรอบสองรอบ
“ผมก็เจ็บเหมือนกันนะ พี่ชัช”
“ตบทีเหมือนจะโง่กว่าเดิม”
“ผมไม่ได้ฉลาดเท่าไอ้ชินนะ เบามือหน่อยเว้ยเฮ้ย”
จินเจตถือโอกาสบ่นบ้างเพราะโดนลูกหลงเหมือนกัน แถมยังไม่ใช่ตัวต้นเรื่องด้วยซ้ำ ไหงซวยไปด้วยล่ะเนี่ย โลกนี้ไม่ยุติธรรม
ผัวะ!
“งั้นกูตบเองจ้า จะได้โง่จริงๆ สักที ไอ้น้องเวร” จิรายุเดินเข้ามาพอดีเลยทำไปด้วยความหมั่นไส้ ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรก็ตาม แต่จะไม่ยอมให้เพื่อนสนิทเถียงแพ้น้องชายตัวเองเด็ดขาด
“ไหงงั้นล่ะพี่จิ ทำแบบนี้ได้เหรอวะ” จินเจตถามพลางลูบหัวตัวเองปอยๆ เพราะโดนตบสองรอบติดกัน
“ได้สิวะ ไม่งั้นไอ้ชัชก็เถียงแพ้มึงอะสิ” จิรายุตอบพลางยักคิ้วด้วยความกวนประสาท ต่อให้จะเป็นน้องในไส้ก็ตาม แต่เรื่องแบบนี้ควรอยู่ฝั่งที่เป็นพี่ชายเหมือนกันจะดีกว่า
“มึงโผล่มาจังหวะดีเกินไป ทำเอานึกว่าผีในห้องสมุดแล้วเนี่ย” ชัชวินบอกพลางมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
“กำลังเดินหาหนังสือแต่ได้ยินเสียงคนคุยกัน เลยเดินตามเสียงมาเรื่อยๆ นี่แหละ” จิรายุตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
ชินภัทรมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ เพราะดูเหมือนบทสนทนามันจะไม่ได้ไปไหนสักอย่าง แถมตอนนี้ก็ใกล้จะบ่ายแล้วด้วย
ถ้าไม่สามารถหาข้อมูลแล้วทำส่งช่วงเย็น มีหวังคะแนนอาจจะถูกหักตั้งแต่วันแรกซะแล้วล่ะมั้งงานนี้ จึงเลือกเมินสามคนนั้นแล้วมาหาคำตอบจากคำใบ้ของคุณชายเล็กแทน
ก่อนจะเขียนควรดูรูปแบบก่อนแล้วกัน ไม่รู้ผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร ลองให้เต็มที่ดูสักตั้งแล้วกัน ข่าวดีอาจจะรอดไปถึงสามเดือน ข่าวร้ายอาจจะไม่รอดกันหมดตั้งแต่เดือนแรก
หนึ่งเดือนแรกในการอาศัยอยู่ที่นี่ถือว่าความเป็นอยู่ดีเกินคาด จนไม่น่าเชื่อว่านี่คือการฝึกงานเพื่อกลายเป็นผู้มีความสามารถข้างกายผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป
ถือว่าค่อนข้างเหลือเชื่อพอสมควร พอสภาพแวดล้อมดีเลยทำให้พวกเราสามารถจดจ่อกับการเขียนงานส่งรายวัน รายสัปดาห์จนกระทั่งกลายเป็นรายเดือน
“ขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณชายเล็ก สามารถเอาชนะบททดสอบที่ต้องใช้เวลาหกเดือนเสร็จสิ้นภายในสองเดือนเท่านั้น ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของท่านครับ”
มีนรายงานผลการทดสอบด้วยสีหน้าปลาบปลื้มใจ ถึงจะรู้ว่าน้องชายของนายท่านมีความสามารถล้นเหลือ แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างเต็มตัว
นี่จึงเป็นบททดสอบด้วยการอ่านประวัติความเป็นมาของตระกูลที่มีเนื้อหาเยอะจนต้องใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนยาวนานถึงหกเดือน หากสามารถอ่านทั้งหมดได้
จะได้รับอนุญาตในการดำเนินการเตรียมตัวการทำงานอย่างเต็มตัวไปด้วยอีกคน
“ผมทำตามที่พี่นนท์สั่งเสร็จหมดแล้ว ต่อไปต้องทำอะไร”
“ผมยังอายุไม่ถึงสิบเจ็ด ไม่มีทางให้ฝึกงานได้ทันทีหรอก”
“ถ้าจะสั่งให้เรียนรู้อะไรอีกก็สั่งมาเถอะ”
นภัทรรู้ดีว่านี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่ควรเรียนรู้ เพราะการจะทำงานแต่ละอย่างควรมีความรู้ครบถ้วน และมากพอที่จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แถมมาตรฐานของว่าที่ประมุขคนต่อไปยังสูงซะขนาดนั้น มีแต่จะต้องพยายามมากขึ้นไปตามความคาดหวังนั่นด้วย
“ยินดีด้วยนะน้องรักของพี่ แม้ว่าจะอ่านประวัติของตระกูลจบไปแล้ว ต่อไปเป็นประวัติศาสตร์ในอดีตจนถึงปัจจุบันว่าตระกูลของพวกเรามีส่วนเกี่ยวข้องยังไง”
“อ่านตามใบคำสั่งนั่นให้หมดแล้วนำมาส่งแบบเดิม เนื้อหาต้องใช้เวลาประมาณหกเดือน ส่วนนายจะทำเสร็จภายในกี่เดือนก็ทำมาส่งซะ”
“อย่าลืมว่าต้องอ่านมากกว่าคนอื่น เนื้อหาที่คนนอกไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่กับพวกเราที่เป็นทายาทสายตรง เพราะฉะนั้นก็กลับไปอ่านตามใบคำสั่งพวกนั้นซะ”
นนท์ภัทรรู้ดีว่าน้องชายตนเองเป็นอัจฉริยะแห่งยุคตัวจริง ไม่ใช่ตัวเขาสักหน่อย แต่หลักสูตรพวกนี้ทุกคนต้องเรียนกันหมด เพราะฉะนั้นนี่คือการส่งต่อบทเรียนจากรุ่นสู่รุ่นต่างหาก
“ครับ ถ้างั้นผมขอตัวก่อน”
