ตอนที่ 5 Future Detective บทหนึ่ง ภาคต้น
“จริงครับคุณเอวา ผมยังคิดว่าท่านเป็นอัจฉริยะจอมอำมหิตซะอีก เพราะเอาแต่ดุด่าและสั่งสอนมากกว่าจะอธิบาย” เบียร์เอ่ยปากชมพลางปรบมือเหมือนกับเลขาไปอีกคน
“ใช่ครับ ไม่น่าเชื่อว่าคุณชายใหญ่จะมีช่วงเวลาปกติกับเขาด้วย ช่างเป็นบุญตาของผมจริงๆ” มีนเห็นด้วยกับเลขาและเลขาส่วนตัว เพราะปกติเห็นแต่อาละวาดเสียจนชินตา
“พวกนายเห็นฉันเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย” นนท์ภัทรถามด้วยแววตาหาเรื่อง
“เป็นอันธพาลไงล่ะครับ / เป็นอันธพาลไงคะ”
กลุ่มคนสนิทของนนท์ภัทรตอบด้วยรอยยิ้มแบบมารยาท แต่วาจานั่นเชือดเฉือนเจ้านายทุกคำ แถมยังไม่มีใครหวาดกลัวกับท่าทีนั้นเลยสักคน
“พวกแกนี่มันตัวป่วนชัด ปวดประสาทเหลือทน ทำงานที่ฉันสั่งครบหรือยัง อย่าดีแต่ปาก” บุตรลำดับหนึ่งตระกูลภูทนินทร์เลิกต่อปากต่อคำแต่หันมาเล่นงานเรื่องงานแทน
“... / ...” ทั้งสามคนพากันเงียบทันที เนื่องจากมีงานจำนวนมากที่ต้องจัดการรออยู่ หน้าที่ของพวกเขาในวันนี้ไม่มีในห้องนี้ด้วยซ้ำ เพราะถูกยกให้คนในคฤหาสน์ทำมากกว่า
“ไสหัวไปทำงานของตัวเองซะ อย่ามาพ่นแต่คำด่าอย่างเดียว ไม่เกิดประโยชน์อะไร”
“ครับ ท่าน / ค่ะ ท่าน”
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอาจจะทำให้ชัชวิน จิรายุ คุณากร เจตฎา ชินภัทร จินเจต คิณภัทร วิจิตรกร งุนงงเป็นอย่างมาก เพราะว่าพวกเราสามารถต่อปากต่อคำกับเจ้านายได้ขนาดนี้เลยเหรอ ช่างเป็นภาพที่น่าเหลือเชื่อเกินไป
“ผมขอแนะนำให้พวกคุณทั้งปากคนเก็บปากที่อ้าอยู่ให้หมด แล้วทำใจกับเหตุการณ์พวกนี้เถอะครับ ตราบใดที่ยังทำงานอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลภูทนินทร์”
“น่าจะต้องเห็นบ่อยกว่าที่คิดเพราะพี่นนท์เป็นผู้สืบทอด”
นภัทรบอกพลางอ่านหนังสือแบบไม่ได้สนใจเรื่องราวเหล่านี้เท่าไหร่ ราวกับมันเป็นชีวิตประจำวันของทุกคนในคฤหาสน์ไปมากกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่
“ฉันบอกผลสอบเฉพาะคนที่ผ่านเท่านั้น ไม่พูดชื่อใครคนนั้นตกแค่นั้นแหละ”
“ชัชวิน ชินภัทร จิรายุ จินเจต คนที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อต่อไปนี้คือสอบตกทั้งหมด เอาสำเนาคะแนนไปตรวจดูกันเองแล้วกันว่าผิดกี่ข้อ เกณฑ์สอบผ่านคือเกินร้อยละหกสิบของจำนวนข้อสอบทั้งหมด”
คำตอบของว่าที่ประมุขตระกูลคนต่อไปสร้างความสับสนให้กับทุกคนภายในห้องเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีชื่อของทายาทลำดับสองของบ้านรวมอยู่ในรายชื่อคนผ่าน เป็นไปได้ยังไง
“ได้ยินเสียงคิดจนมาถึงนี้แล้วเว้ยเฮ้ย รู้แล้วหน่า”
“น้องชายของฉันทั้งคน ไม่ผ่านก็บ้าแล้วป่ะ”
“นภัทรสอบผ่านด้วยคะแนนเต็มต่างหาก เจ้าพวกบ้า”
นนท์ภัทรอธิบายด้วยสีหน้าพึงพอใจเป็นอย่างมาก พลางนั่งไขว้ห้างสบายอารมณ์ เพราะตั้งใจอวดน้องจนใครต่อใครก็ดูออก รวมถึงการปั่นหัวให้คนอื่นสับสนนั้นถือเป็นงานอดิเรก
ทำท่าอวดดีใส่คนไปมากพอสมควร ความจริงคืออ่านไม่ทันเท่านั้นเอง กระดาษดันอยู่ทีหลังสุดเฉยๆ
ด้วยความที่เขาสติไม่ดีเป็นทุนเดิม พูดความจริงออกไปไม่น่าจะมีคนเชื่อเท่าไหร่ สู้ทำตัวอวดดี และกวนประสาทแบบเดิมมันน่าจะเข้าท่ากว่า
“ผมไปแล้วนะครับ ต้องไปตั้งใจอ่านเอกสารพวกนี้ตามคำสั่งให้หมด ไม่งั้นคงจะไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย” นภัทรบอกพลางเดินก้าวขายาวกว่าปกติเล็กน้อยออกจากห้องทำงานไป
“เชิญครับคุณน้องชาย ถ้ามีงานอะไรให้ทำแล้วจะเรียกใช้บริการ” นนท์ภัทรขานรับพลางทำท่าราวกับพ่อบ้านส่วนตัวก็มิปาน ช่างเป็นการกวนประสาทรูปแบบใหม่หรือเปล่า
“ขอถามได้ไหมครับว่าหลังจากทำแบบทดสอบแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราต่อไป” ชินภัทรถามด้วยความสงสัย
ถึงจะรู้สึกเกรงกลัวอำนาจบารมีของอีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่ตอนนี้นอกจากใจความการทดสอบความรู้ มันน่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรมากกว่านั้น
“สมแล้วนะเจ้าหนูน้อย นายทำคะแนนได้มากที่สุด คงพอจะจับจุดสังเกตได้แล้วสินะ” นนท์ภัทรเลือกตอบคำถามด้วยคำถามกลับไปแทน
“รบกวนบอกเงื่อนไขให้ละเอียด ทั้งรางวัลและบทลงโทษด้วยเถอะครับ พวกเราทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลจากตระกูลของคุณชายมาตลอดสามพันปี หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ไม่มีความจำเป็นต้องทำให้พวกเรากลัวโดนไม่จำเป็นหรอกครับ”
ชินภัทรตอบโต้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย แม้ในใจจะหวาดหวั่นมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่เลือกสู้เลยสักครั้ง ก็คงถูกไล่ต้อนแบบนี้ไปเรื่อยๆ
