ตอนที่ 4 บทนำ Future Detective ภาคสุดท้าย
เป็นครั้งแรกที่นนท์ภัทรอธิบายอย่างละเอียดต่อหน้าผู้คน เพราะกลัวว่ามันสมองของคนทั่วไปจะไม่เข้าใจในสิ่งที่บอก จึงตัดสินใจพูดก่อนออกจากห้องไป
ซึ่งผู้ที่ได้รับมอบหมายส่งต่องานมานั้นกำลังเดินเข้ามาในห้องนี้พอดิบพอดี ถือว่าเป็นความตรงเวลาที่น่ากลัวเหลือเกิน ความสามารถของบุตรตระกูลนี้มันจะเหนือมนุษย์เกินไปหรือเปล่า
“เสียงคิดในใจดังมาถึงตรงนี้เลยครับ ถ้าคิดอะไรอยู่ก็ช่วยเงียบหน่อยเถอะ”
“ไม่ใช่ว่าวันนี้ต้องมาทำแบบทดสอบที่พี่ชายของผมเป็นคนคิดค้นไว้ไม่ใช่เหรอ มาทำตามจุดประสงค์ของเจ้าตัวกันเถอะ”
“ไม่ต้องกดดันจนเกินไป ตอบตามที่รู้ก็เพียงพอแล้วครับ”
“ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่นนท์คิดเถอะ ยังไงผมก็เป็นแค่ผู้คุมสอบเท่านั้นเอง”
“แถมยังต้องทำข้อสอบเหมือนพวกคุณอีก”
นภัทรอธิบายเสร็จสรรพ ก็ตั้งเวลาแล้วเริ่มทำข้อสอบที่ได้รับมาเหมือนกัน ไม่ได้สนใจใครอีกต่อไป สร้างความงุนงงให้กับเหล่าทายาทตระกูลผู้จงรักภักดีทั้งแปดคนเป็นอย่างมาก
แต่หายสงสัยได้ไม่นานก็พบคนสนิทของบุตรลำดับสองเข้ามาตรวจตราคุมเข้มการทำข้อสอบเพิ่มอีกสองคน นั่นหมายความว่าความสามารถของทั้งสองมากพอ
จนทำให้คุณชายเล็กไว้ใจจนไม่ใส่ใจเรื่องแบบนี้สินะ ถ้างั้นพวกเขาทั้งหมดก็ต้องทำให้เต็มที่ ให้สมกับความคาดหวังนั่นเหมือนกัน
“ทำเสร็จแล้ว รบกวนเลขาของพี่นนท์นำไปตรวจด้วย” นภัทรบอกพลางยื่นข้อสอบให้กับเลขาคนหนึ่งของพี่ชาย
“ค่ะ คุณชายเล็ก”
“ดิฉันจะตรวจทันที” เลขาสาวขานรับพลางตรวจสอบทันที
สร้างความตกตะลึงอีกครั้งเพราะผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น กับทำข้อสอบจำนวนสี่พันข้อได้รวดเร็วปานสายฟ้าขนาดนี้ แม้ว่าจะมีข้อสอบทั้งปรนัยและอัตนัยก็ตาม
แต่อัตราความเร็วมันมากเกินไป ความสามารถแตกต่างกันตั้งแต่ตระกูลแล้วสินะ
“เพราะเดี๋ยวยังต้องนั่งอ่านเอกสารประวัติตระกูลต่ออีก”
“ภายในสามเดือนนี้ ถ้าอ่านบันทึกบ้าบอพวกนี้ไม่หมดล่ะก็...อดทำงานอย่างอื่นแหง”
“ฉันจะไม่ยอมแพ้ให้กับคำสั่งบ้าๆ บอๆ ของพี่ชายสติเฟื่องเด็ดขาด สู้เว้ย!” นภัทรพูดให้กำลังใจตนเองเสียงดังพลางเริ่มอ่านหนังสือต่อ
คำพูดนี้ทำเอาทั้งแปดคนถึงกับหัวเราะเสียงดังลั่นห้องสอบ เนื่องจากพวกเขาเป็นสมาชิกใต้บังคับบัญชา จึงไม่กลายวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
ชินภัทรเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแต่ไม่กล้าพูดออกมา ความจริงเขารู้สึกว่ามันบ้ามากกับการให้น้องชายของทายาทตระกูลลำดับสามมาร่วมเรียนด้วยแบบนี้
ประหลาดทั้งคุณชายใหญ่และคุณชายเล็ก แต่มันกลับลงตัวซะงั้น แถมยังไม่เรียกให้พี่สาวกับน้องสาวของอีกสี่ตระกูลมาร่วมทดสอบเฉยเลย
ไม่ทราบว่าเกณฑ์มาทดสอบนี้มันคัดจากอะไรกันแน่
ณ ห้องประชุมขนาดเล็กภายในตระกูลภูทนินทร์
“ฉันจะเริ่มอธิบายสิ่งที่พวกนายทุกคนสงสัยกันมานานให้ฟังอย่างละเอียด ตั้งใจฟังให้ดีด้วย ไม่ชอบพูดซ้ำสอง มันเจ็บคอ นั่งรถไปนั่งมาแบบนี้โคตรจะเหนื่อยเลย”
นนท์ภัทรบ่นพลางยกมือพัดไปมาด้วยความหงุดหงิด เพราะการเดินทางไปประชุมนั้นใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ แต่การนั่งไปมาต่างหากที่กินเวลานาน
“ฉันรู้ว่าแต่ละตระกูลมีทั้งพี่สาวและน้องสาวมากกว่าหนึ่งคนที่บ้าน พวกนายเป็นถึงตระกูลที่ทำงานรับใช้บ้านฉันมานาน ทำไมถึงจะไม่รู้ประวัติแต่ละคนกันล่ะ”
“ฉันคัดเลือกเฉพาะบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะทาง ความสามารถรอบด้าน และความสามารถเกินเกณฑ์ทั่วไปเท่านั้น ที่จะถูกเรียกตัวเข้าพบก่อนเวลาอันควรเท่านั้น”
“คนอื่นที่ไม่เรียกคือยังไม่สมควรมาเรียน มันจะกดดันทางสมองและจิตใจจนเกินไป อาจต้องให้จิตแพทย์และนักจิตบำบัดมาดูแลอีก”
“พวกเธอที่เหลือต่ำกว่ามาตรฐานเลยยังไม่เรียกมาตอนนี้ ส่วนพวกนายจะถูกตัดสินอีกรอบว่าตรงมาตรฐานหรือสูงกว่า”
“พอเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมถึงเลือกมาแค่นี้ ใครมีคำถามอะไรก็รีบถามมาเลยตอนนี้ ฉันอนุญาต”
เป็นครั้งแรกที่บุตรลำดับหนึ่งของตระกูลภูทนินทร์พูดมากขนาดนี้ ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้ง เพราะไม่น่าเชื่อว่าท่านจะใจดีถึงขนาดพูดให้เข้าใจง่ายถึงเพียงนี้
ทำเอาเหล่าผู้ติดตามคนสนิทถึงกับปลื้มใจ จนอดไม่ได้ที่จะพรั่งพรูความรู้สึกตนเองออกมาปากบ้าง
“ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ว่าท่านจะใจดีถึงขนาดอธิบายละเอียดขนาดนี้ เห็นปกติเอาแต่ด่าแล้วให้ไปค้นคว้าเองตลอด” เอวาเอ่ยปากชมพลางปรบมือด้วยความปลื้มใจ ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเวลาที่เจ้านายตนเองเป็นคนปกติกับเขาด้วย
