บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4: กรงขังทองคำและหยดน้ำค้างสีนิล

ภายในห้องบรรทมชั้นสูงสุดของหอคอยทิศเหนือ กลิ่นหอมของกำยานจาง ๆ พยายามจะปกปิดกลิ่นคาวของแผนร้ายที่ยังอบอวลอยู่ในราชวัง อาลีเซียประทับอยู่หน้ากระจกบานยาวที่ขอบทำจากเงินสลักลายเถาวัลย์ แต่นางไม่ได้จ้องมองความงามของตนเองเหมือนกาลก่อน

ดวงตาของนางที่เคยส่องประกายด้วยความหวัง บัดนี้กลับดูนิ่งสนิทและลึกดั่งบ่อน้ำที่มองไม่เห็นก้น นางหยิบชาดสีแดงเข้มขึ้นมาทาลงบนริมฝีปากอย่างประณีต สีของมันดูราวกับเลือดที่แห้งกรัง เลือดของคนสำคัญที่นางเชื่อว่าถูกพรากไปแล้ว

"องครักษ์วาเลนไทน์ตายไปแล้วพะยะค่ะองค์หญิง..."

เสียงของดาดาสดังก้องขึ้นเมื่อเขาถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้อง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่พยายามจะฉาบไว้ด้วยความเห็นใจปลอม ๆ อาลีเซียไม่ได้สะดุ้งหรือแสลงใจเหมือนที่เขาคาดหวัง นางเพียงแค่วางชาดลงช้า ๆ แล้วหันมายิ้มที่มุมปาก ยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่ออกแบบมาเพื่อสยบความสงสัย

"ตายก็ดีแล้วท่านดาดาส... คนโง่ที่เอาหัวใจไปวางไว้ผิดที่ ย่อมไม่มีสิทธิ์อยู่ในอาณาจักรที่แข็งแกร่งเช่นนี้"

การตัดสินใจใหม่ของอาลีเซียเริ่มขึ้นตรงนี้ นางไม่ได้ขัดขืน ไม่ได้คร่ำครวญ แต่นางเลือกที่จะ "สวมหน้ากาก" เข้าหาดาดาสอย่างประจบประแจงเป็นครั้งแรก นางยอมให้เขากุมหัตถ์และพาเดินไปที่ระเบียงที่ซึ่งวาเลนไทน์เคยร่วงหล่นลงไป

อาลีเซียระงับความสั่นสะเทือนในอกไว้ได้มิดชิด พฤติกรรมของนางเปลี่ยนจากการพยศเป็นความนิ่งสุขุมที่น่าขนลุก นางเริ่มบทสนทนาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ดาดาสตายใจ โดยหวังจะใช้ความใกล้ชิดสืบหาความจริงว่า "รูท" และดาดาสซ่อนหลักฐานเท็จไว้ที่ไหน ทิศทางของนางชัดเจนขึ้น นางจะไม่รอความช่วยเหลือ แต่จะทำลายพวกเขาจากภายในกรงทองแห่งนี้เอง

ลึกลงไปใต้ทะเลหมอกของหุบเขาเร้นลับ กลิ่นน้ำมันดินและสมุนไพรต้มเดือดปุด ๆ ในหม้อดินเผาทำให้วาเลนไทน์ที่กึ่งฝันกึ่งตื่นรู้สึกสำลัก เขาตื่นขึ้นมาบนเตียงไม้ที่ปูด้วยหนังหมาป่า ร่างกายของเขาถูกพันด้วยผ้าดิบสีคล้ำจนแทบขยับไม่ได้ ความเจ็บปวดจากลูกธนูที่เคยทิ่มแทงบัดนี้เปลี่ยนเป็นความคันยุบยิบดุจมีมดนับพันไต่รุมเร้าอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง นั่นคือสัญญานของการเยียวยาด้วยมนตราแปลกประหลาด

"วิญญาณของเจ้ามันแข็งแกร่งกว่าเนื้อหนังนักนะ องครักษ์ผู้ไร้นาม"

เอเลน่าเดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยยาสีม่วงคล้ำที่ส่งกลิ่นฉุนกึก นางไม่ได้มีท่าทางอ่อนโยนดั่งนางพยาบาล แต่กลับจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ดูประหนึ่งนักล่าที่มองดูเหยื่อที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

วาเลนไทน์พยายามจะหยัดกายลุกขึ้นแต่กลับถูกแรงกดมหาศาลจากปลายนิ้วเพียงข้างเดียวของเอเลน่ากดลงที่กลางหน้าอก

"อย่ารีบร้อน... เกียรติยศของเจ้ามันแหลกละเอียดอยู่ที่ก้นเหวนั่นแล้ว หากอยากจะกลับไปทวงคืน เจ้าต้องเลิกเป็น 'องครักษ์' และเริ่มเป็น 'ปิศาจ' "

เอเลน่าเสนอทางเลือกที่วาเลนไทน์ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน นั่นคือการฝึก "มนตราสั่งเงา" ซึ่งเป็นวิชาที่บรรพบุรุษของเขาตราหน้าว่าเป็นสิ่งโสโครกและเป็นกบฏต่อเทพเจ้า วาเลนไทน์นอนนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปที่เพดานไม้ผุพัง เขาเห็นภาพอาลีเซียที่ถูกดาดาสโอบล้อม ความโกรธแค้นที่สั่งสมมาทำให้เขากัดฟันจนกรามแทบแตก เขาตัดสินใจใหม่ทันที เขาทิ้งสัตย์ปฏิญาณแห่งแสงสว่างเพื่อเข้าสู่ความมืด

"เริ่มเลย... เอเลน่า ข้าไม่สนว่าวิญญาณจะดำมืดเพียงใด ขอแค่ให้ข้ามีแรงฉีกกระชากคอคนที่ทำลายชีวิตนางได้ก็พอ"

ผลลัพธ์จากการตัดสินใจนี้เปลี่ยนวิถีการต่อสู้ของเขาไปตลอดกาล เขาไม่ใช่ผู้พิทักษ์อีกต่อไป แต่เขากำลังกลายเป็นอาวุธสังหารที่ไร้เงา

ที่ก้นครัวปราสาทแบร์นาญอส บรรยากาศเปลี่ยนจากความสนุกสนานเป็นความกดดันที่ตึงเครียด น้าปู ลุงเต่า และแม่ปลา ถูกจับตามองโดยทหารของดาดาสทุกฝีก้าว

"ไอ้หนู สับเนื้อให้มันแรง ๆ หน่อยสิวะ มัวแต่ทำตัวนิ่มหยิ๋มแบบนี้เมื่อไหร่แกงปลาไหลจะเสร็จ"

ลุงเต่าตะโกนกลบเกลื่อนเสียงกระซิบพลางส่งสายตาให้แม่ปลา

แม่ปลารับหน้าที่เป็นคนจัดถาดเครื่องเสวยที่จะส่งขึ้นไปยังห้องบรรทมของอาลีเซีย นางจงใจทำถาดคว่ำลงพื้นจนเศษเซรามิกแตกกระจายไปทั่วทิศ

"อุ๊ยตาย! มือไม้ข้ามันอ่อนแรงไปหมดแล้วท่านทหาร ช่วยข้าเก็บหน่อยเถอะนะ"

แม่ปลาแสร้งทำเป็นรนรานดึงความสนใจทหารยามให้ก้มลงเก็บเศษจาน ในขณะที่น้าปูใช้จังหวะที่ไม่มีใครเห็น ยัดม้วนกระดาษจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในก้านพริกแห้งลงไปในผลไม้รสเปรี้ยวที่อาลีเซียชอบสั่งเป็นพิเศษ

พฤติกรรมของแก๊งเพื่อนแสบเปลี่ยนไป พวกเขาเลิกใช้มุกตลกที่ไร้สาระ แต่เริ่มใช้ความกะล่อนมาเป็นเกราะบังหน้าเพื่อการจารกรรม บทสนทนาไม่มีคำว่า "เพื่อรัก" หรือ "ความดี" อีกต่อไป มีแต่รหัสลับที่เข้าใจกันเพียงกลุ่มเดียว เช่น "แกงวันนี้รสจัดไปหน่อย" หมายถึง "ทหารยามมีการสับเปลี่ยนเวรเร็วกว่าปกติ" พวกเขาเริ่มทำงานเหมือนฟันเฟืองลึกลับที่ขับเคลื่อนอยู่ใต้ดิน เพื่อให้สารลับไปถึงมือเจ้าหญิงที่กำลังแสดงละครตบตาอยู่เบื้องบน

ค่ำคืนที่ลมหนาวพัดกรรโชกแรงหน้าหุบเขาเร้นลับ เอเลน่านำร่างที่เริ่มเดินได้ของวาเลนไทน์มาหยุดอยู่ที่หน้าแท่นหินเก่าแก่ที่อาบไปด้วยน้ำค้างสีดำ

"มนตราสั่งเงาไม่ได้ใช้พลังจากกล้ามเนื้อ แต่มันใช้ความมืดในใจเจ้าเป็นเชื้อเพลิง"

เอเลน่าหยิบกริชหินนิลมาสะกิดที่ข้อมือของวาเลนไทน์ เลือดสีแดงเข้มไหลลงสู่แท่นหิน วาเลนไทน์รู้สึกถึงความเยือกเย็นที่แล่นเข้าสู่ไขสันหลัง เขามองเห็นเงาของตัวเองบนพื้นค่อย ๆ ยืดขยายและบิดเบี้ยวประดุจสัตว์ร้ายที่มีชีวิต

ภาพจำใหม่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ใช่การประลองดาบที่สง่างาม แต่เป็นการ "สังเวยความรู้สึก" วาเลนไทน์เริ่มฝึกการควบคุมเงาให้พุ่งออกไปเชือดเฉือนวัตถุโดยไร้เสียง ท่าทีของเขาเปลี่ยนเป็นความโหดเหี้ยมและเด็ดขาด เขาไม่ลังเลที่จะทำร้ายสิ่งมีชีวิตรอบข้างเพื่อขยายขอบเขตของพลัง

บทสนทนาระหว่างเขากับเอเลน่าสั้นและกระชับ ราวกับภาษาของนักฆ่าที่คุยกันด้วยรหัส

"สำเร็จไหม"

"ยัง... ความแค้นเจ้ายาวไม่พอ"

"งั้นข้าจะคิดถึงหน้าดาดาสให้มากกว่านี้"

ขณะเดียวกันอาลีเซียไม่ใช่เจ้าหญิงที่น่าสงสารแต่เป็นนางพญางูที่รอพ่นพิษใส่ดาดาส ส่วนวาเลนไทน์ก็ไม่ใช่เคหะองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์แต่เป็นปีศาจเงาที่พร้อมจะข้ามขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์ ทั้งคู่กำลังเดินทางเข้าหากันผ่านเส้นทางแห่งความมืดมิดที่ไม่มีวันหวนกลับ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel