บทที่ 7 ไส้กรอกคอกเทล
เพียงแต่ใครจะรู้เล่าว่า...สิ่งที่พวกพยาบาลเหล่านั้นไม่เคยรู้เลยและอาจจะไม่มีวันรู้ไปตลอดชีวิตเลยก็คือความลับของเจ้าตุ๊กตายางผู้น่าสงสารพวกนั้นที่นอกจากคุณหมอจะเอามันมาใช้ฝึกหัดผ่าตัดเย็บแผลแล้ว เขายังเอาไปทำอะไรมากกว่านั้นอีก และถึงแม้ว่าสิ่งที่ฉันรู้มามันจะทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นมาเปลาะหนึ่งถึงเรื่องคนที่ฉันนิมิตเห็นในวันนั้นไม่ใช่คนไข้แต่เป็นตุ๊กตายาง แต่ถึงอย่างนั้น...สิ่งที่ฉันยังรู้สึกตะขิดตะขวงในใจและยังไม่อาจสลัดมันออกไปได้เลยก็คือ ความจริงที่ฉันได้รู้ถึงรสนิยมของคุณหมอกับการที่เขาแสดงบทบาททำท่าทางเสมือนว่าเจ้าตุ๊กตายางนั้นเป็นคนไข้ ความปรารถนาในเรือนร่างที่ไม่ไหวติงไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้านด้วยรสนิยมอันน่าสงสัยนั้นมันก็ทำฉันอดสะท้านในใจไม่ได้ว่า...ถ้าวันไหนเขาไม่ใช้ตุ๊กตายางแล้วล่ะ...วันนั้นมันจะมีเรื่องที่น่าสะอิดสะเอียนมากกว่านี้ไหม...บรึ้ยยยยย...
ภาพเรื่องราวในอดีตมากมายยังคงหลั่งไหลเข้ามาในหัวไม่หยุดเสมือนว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานจนทำฉันอดขนลุกไม่ได้ และถ้าหากในวันนี้ไม่เป็นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าฉันก็คงไม่ต้องพานคิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ และต้องมารู้สึกขยะแขยงอยู่แบบนี้...
“ทำไมซวยแต่เช่าแบบนี้ว่ะไอ้หนอนเอ๊ย...”
ปากที่ยังคงบ่นงึมงำกับตัวเองไม่หยุดหลังเพราะรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องมาเจอภาพนิมิตน่าสะอิดสะเอียนพร้อมกับอดเงินพิเศษที่จะได้สิ้นเดือนนี้ไปพร้อมกัน และด้วยความหงุดหงิดที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจนั้นทำให้ฉันได้แต่พึ่งหนทางสุดท้ายเพื่อให้ตัวเองได้สบายใจ...
“สาธุ...ท่านเจ้าที่เจ้าป่าเจ้าเขาเจ้าประคุณรุนช่องเจ้าขาเจ้าข้าเอ๊ย...ได้โปรดเถอะนะเจ้าค่ะขอให้วันนี้มีคนมาคืน มายืมหนังสือน้อย ๆ หรือไม่ถ้ามีก็ขอให้มีแต่ผู้หญิงก็ได้ อย่าให้หนอนต้องไปแตะตัวกับใครแล้วเห็นภาพอะไรแบบนั้นอีกเลยนะเจ้าค่ะ...หนอนไม่ไหวแล้วนะเจ้าค่ะแค่นี้หนอนก็ต้องงดไส้กรอกคอกเทลไปแล้วโปรดเห็นใจหนอนตัวนี้ด้วยเถิด...เจ้าประคุณโอมเพี้ยง ~~”
และทันทีที่สิ้นเสียงสวดอ้อนวอนพร้อมกับมือที่ยกขึ้นท่วมหัวศีรษะ บุคคลมาใหม่ที่มายืนตรงหน้าก็สวนคำพูดขึ้นมาทันที...
“เอ่อ...ผมมาทำเรื่องคืนหนังสือครับ”
ร่างสูงโปร่งพูดเสียงนุ่มพร้อมกับยื่นหนังสือที่ต้องการคืนมายังเบื้องหน้า โดยที่สายตาของเขายังคงจับจ้องมองมายังบรรณารักษ์สาวที่ซ่อนความสวยเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นตาหนาเตอะ
(น้านนนน...ไงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำงานดีมากแม่คนแรกของการทำงานก็ผู้ชายเลยนะคะท่าน ขอปุ๊บได้ปั๊บจริง ๆ ...หึ...แต่ว่าท่านค่ะท่านได้ฟังไหมว่าหนูขออะไรคะท่าน...ทำไมให้ตรงข้ามอย่างนี้แทนล่ะ เอ...ว่าแต่ทำไมเสียงมันคุ้นจังเลยว่ะ)
ฉันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยพร้อมกับกลอกตาไปมา แต่ทว่า...ก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นไปมองผู้มาใหม่
“...ค่ะ...วางไว้ได้เลยค่ะ”
คำตอบรับส่งออกไปห้วน ๆ ตามสไตล์คนเก็บตัวที่ไม่อยากสุงสิงกับใครถ้าไม่จำเป็น พร้อมดวงตากลมโตที่ยังคงจับจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ยอมหันไปมองเจ้าของสายตาที่มีความหมายบางอย่างที่กำลังส่งมาแม้จะรู้ดีว่าสายตาคู่นั้นกำลังรอที่จะเปิดบทสนทนาต่อไปอยู่
“เอ่อ...คือผมไม่ค่อยแน่ใจน่ะครับว่าตัวเองได้เผลอทำปกหนังสือเป็นรอยหรือเปล่า คุณช่วย...”
ส่วนคนร่างสูงที่ยังไม่ยอมแพ้เพราะเสียงในหัวดังว่าพรหมลิขิตคือผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าหลังจากได้เจอหญิงสาวเป็นครั้งที่สองก็ยังคงพูดยื้อเพื่อให้เธอชายตาขึ้นมามองโดยหวังว่าตัวเขาจะได้สานสัมพันธ์ต่อไป
เพียงแต่คนมันไม่ใช่แถมยังมาในเวลาที่ผิด...ในจังหวะที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้พูดจบประโยค หญิงสาวที่เบื่อหน่ายกับประโยคไร้สาระเหล่านี้เต็มทีเพราะแค่ปรายตาไปมองหนังสือตรงหน้าก็รู้ดีว่าหนังสือเล่มนี้คนตรงหน้าคงแทบจะไม่ได้แตะมันเลยสักนิด หรืออาจจะไม่แม้กระทั่งเปิดหน้าปกนี้เลยด้วยซ้ำก็ได้พูดขัดออกไปพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงหน้าให้เต็มตาสักที
“ค่ะ...ดะ...เดี๋ยวดิฉันดูให้นะคะ”
(เฮือก ~~ นี่มันไอ้คอกเทลเมื่อเช้านี่น่า)
ฉันถึงกับเบิกตากว้างตัวแข็งทื่อเมื่อได้เห็นว่าคนตรงหน้าคือคนที่ทำให้ฉันต้องงดไส้กรอกจิ๋วไปน่าจะนานพอควร
“เอ่อ...คุณ...”
และในจังหวะคุณไส้กรอกคอกเทลกำลังจะเอ่ยปากเชิงทักทาย ฉันที่ไม่รอให้ความสัมพันธ์มันก้าวหน้าไปไกลก็รีบพูดตัดบทเสียงแข็งจนคนฟังถึงกับหน้าเจื่อนแต่ก็ยังไม่ยอมเดินออกไปจากหน้าเคาน์เตอร์
“วางไว้ได้เลยค่ะ”
“เอ่อ...แต่ว่า”
“เดี๋ยวดิฉันดูให้นะคะ...!!”
น้ำเสียงที่แข็งขึ้นถูกส่งออกไปอีกครั้งเพราะอยากจะให้คนตรงหน้าไปให้พ้น ๆ ก่อนที่ภาพบางอย่างมันจะผุดขึ้นมาจนทำให้ฉันเอากลับไปนอนฝันร้ายในคืนนี้ก็ทำให้คนโดนเสียงดังใส่คอตกเดินจากไป
และในจังหวะที่ฉันคิดว่าเขาถอดใจแล้วเดินจากไปแล้วนั้น...ฉันที่กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเจ้าปัญหาที่เขาวางเอาไว้ที่เคาน์เตอร์ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขานั้น...
