บทที่ 2 พรจากฟ้าหรือคำสาปจากนรก!!
...และถ้าไม่เป็นเพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในวันนั้นชีวิตฉันก็คงไม่ต้องมาพบเจอเรื่องบ้าบอเหมือนในวันนี้...
(ฮืออออ...เทวดาเจ้าขาาาา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าขาาาา เทพเจ้าเจ้าขาาาา...ทำไมจะให้พลังวิเศษทั้งทีถึงไม่ให้หนูมองเห็นอนาคตหนูจะได้เอาไปซื้อหวยให้มันถูกรางวัลที่หนึ่งจะได้ไม่ต้องลำบากลำบนปากกัดตีนถีบอยู่แบบนี้ แต่ดั๊นนนน...มาให้เห็น ‘ของลับ’ ของชาวบ้านเขาแบบนี้ละเจ้าค่ะ...ฮืออออ...หนูทำผิดอะไร...ชาติที่แล้วหนูขึ้นไปขี้บนหอระฆังหรือไงกันค่ะ...ฮืออออ)
สายตาที่มองถอดขึ้นไปบนฟ้าเสมือนว่าต้องการร้องขอความเมตตาจากคนที่อยู่เบื้องบน พร้อมกับปากที่ขมุบขมิบพร่ำบ่นให้กับโชคชะตาของตัวเองอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงต้องมามีพลังวิเศษเพี้ยน ๆ อะไรแบบนี้ด้วย
“เฮ้ออออ...หวังว่าวันนี้คงไม่ซวยซ้ำสองหรอกนะ”
ฉันพูดพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินคอตกเข้าไปในห้องสมุดขนาดใหญ่อันเป็นสถานที่ทำงานของฉันเอง...และถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้มันจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเจอ แต่ทว่า...ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้นฉันเองก็ไม่อาจทำใจยอมรับหรือชินชากับมันได้แม้สักครั้งเดียว...
ความรู้สึกห่อเหี่ยวในใจอีกทั้งเหตุการณ์ที่ตัวเองเพิ่งประสบพบเจอมาเมื่อครู่นี้ทำให้ฉันอดย้อนคิดไปถึงเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองต้องกลายสภาพมาเป็นผู้วิเศษ (ที่ไม่น่าพิสมัยเลยสักนิด) แบบนี้ไม่ได้...
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวคงต้องย้อนกลับไปเมื่อราวหกเดือนก่อน หลังจากที่ฉันประสบอุบัติเหตุตกบันไดวัดขณะไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ประจำปี และถึงแม้ว่าเรื่องราวหนนั้นมันจะผ่านมาแล้วเกือบครึ่งปีก็ตามแต่ฉันยังจำได้ดีถึงภาพสุดท้ายก่อนที่สติตัวเองจะตัดฉากไป มันเป็นภาพของรองเท้าผ้าใบคู่ใจที่ลอยละลิ่วปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนที่มันจะตกลงมากระแทกลงกลางหน้าผากของฉันอย่างจัง แถมมันยังเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ท้ายทอยของฉันฟาดเข้าให้กับขอบบันไดหินอ่อนลงอย่างพอดิบพอดี...
และนับจากเหตุการณ์นั้นฉันก็สลบไปเกือบสามวันเต็ม ๆ อยู่ที่โรงพยาบาล และแม้ว่าผลการตรวจร่างกายจะบ่งชี้ว่าฉันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแล้วก็ตามแต่ด้วยสภาพที่ฉันหลับใหลไม่รู้เรื่องรู้ราวก็เล่นเอาคนเฝ้าไข้อย่างป้าเนียนร้อนใจน่าดู
กระทั่งเมื่อวันที่สี่มาถึงเสียงแรกที่ปลุกให้ฉันตื่นขึ้นก็ยังคงเป็นเสียงของป้าเนียนคนเดิมคนที่เลี้ยงฉันมาตั้งแต่จำความได้...
"ปะ...ป้า..."
“เอ้า! ไอ้หนอนตื่นแล้วหรอวะ ข้าก็นึกว่าจะตายห่าไปซะแล้ว แจ๊บ...แจ๊บ...เออ...ส้มนี้อร่อยดีแฮะ” ป้าเนียนเปิดปากทักทายฉันด้วยคำพูดที่ฟังดูระรื่นหูทันทีที่เห็นฉันลืมตาขึ้นมา
“หึ...ยังมั้งป้า...ความจริงหนอนยังหลับอยู่แต่ถอดจิตมาดูป้ากินของเยี่ยมน่ะซิ” ฉันพูดแหย่ป้าเนียนกลับไปเหมือนกันในขณะที่ดวงตาได้แต่ปิดลงอีกครั้งเพราะยังรู้สึกปวดตึง ๆ ที่ท้ายทอยอยู่
“อะโหเว้ย...ตื่นมาก็ปากดีเลยนะเอ็ง ปากดีแบบนี้คงไม่เป็นไรแล้วล่ะมั้ง...ชิ" ป้าเนียนที่คายเม็ดส้มในปากออกแล้วจัดการแว้ดใส่ฉันจนแสบแก้วหู ก่อนจะถามถึงสิ่งที่ตนอยากรู้ออกมา
"เออ...ว่าแต่แล้วนี่เอ็งไปทำบุญอีท่าไหนล่ะถึงได้เกือบขึ้นเมรุแทนขึ้นโบสถ์แบบนี้"
"ก็ท่าปกตินะป้า ป้าจะให้หนอนตีลังกาไปทำบุญหรือยังไง" ฉันย้อนตามนิสัยที่ชอบแหย่ป้าเนียนเล่น
"ชิชะ! ไอ้นี่วอนซะแล้ว...ฮึ่ม..." ส่วนป้าเนียนก็ทำเป็นขึงขังใส่ตามวิสัยของแกในขณะที่มือก็กำลังปอกส้มลูกที่สองไปพลาง
"เอาจริง ๆ เอ็งไปเดินกระโดกกระเดกจนผีที่วัดเขาหมั่นไส้เอาหรือเปล่าเขาถึงถีบเอ็งตกกระไดมาน่ะ...ดีไม่คอหักตาย" ป้าเนียนพูดก่อนที่มือจะหยิบส้มเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ต่อ
"เฮ้ออออ ~~ เอ็งนะเอ็งเกือบไปแล้ว...แจ๊บ...แจ๊บ...ทีหลังจะลุกจะนั่งจะเดินเหินก็หัดระมัดระวังบ้างซิวะ...แง่ม...แจ๊บ...โชคดีแค่ไหนที่ยังฟื้นขึ้นมาได้เนี่ย...เอื๊อก ~~" ป้าเนียนที่ยังคงพูดพร่ำไปเรื่อยโดยที่ในปากของแกเต็มไปด้วยกลีบของผลส้ม ส่วนฉันที่ได้แต่นอนหลับตาทนฟังป้าเนียนแกสวดสั่งสอนเพราะคร้านจะเถียงกับแกก็โชคดีที่ไม่ต้องทนฟังนานนักบุคคลที่เป็นเหมือนระฆังช่วยชีวิตอย่างคุณหมอกับเหล่าพยาบาลอีกสองสามคนก็เข้ามาเพื่อห้ามศึกพอดี
“อ้าว...รู้สึกตัวแล้วหรือครับคุณชมพูสิรินตอนนี้ยังรู้สึกเจ็บหรือปวดตรงท้ายทอยอยู่ไหมครับ” คุณหมอหนุ่มที่มาได้อย่างประจวบเหมาะหลังจากเข้ามาตรวจดูแล้วเจอฉันฟื้นขึ้นมาพอดีเอ่ยทักทายก่อนจะส่งสายตามาเพื่อรอฟังคำตอบจากฉัน
“ยังปวดท้ายทอยอยู่บ้างคะคุณหมอ” ฉันตอบกลับไปอย่างที่ตัวเองรู้สึกจริง ๆ
“อืม...คงจะเกิดการอักเสบฟกช้ำจากแรงกระแทกน่ะครับ ทานยาพักฟื้นอีกสักสองสามวันก็คงจะดีขึ้น ส่วนเรื่องการรักษาเบื้องต้นหมอได้ทำการเอกซเรย์กับซีทีสแกนให้แล้วไม่พบรอยร้าวหรือเลือดออกในสมอง ดังนั้นก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” คุณหมอพูดพร้อมกับสายตาเปลี่ยนจากมองมาที่ฉันเป็นไปมองชาร์จประวัติผู้ป่วยในมือแทน
“แล้วหลานฉันมันจะเอ๋อไหมคะคุณหมอ ปกติมันก็ไม่ค่อยจะเต็มเต็งอยู่แล้ว” ป้าเนียนที่จู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นถามหมอตามประสาตาสีตาสาชาวบ้าน จนฉันที่ฟังถึงกับเบิกตากว้างเรียกป้าเนียนเสียงดัง
“ป้า...!!”
"อูยยยย...แล้วเอ็งจะเสียงดังทำไมวะ ตกอกตกใจหมด" คนพูดเอามือแคะหูบ่นอุบใส่ฉัน
ก่อนที่คำตอบของหมอหนุ่มตรงหน้านั้นจะพูดสวนกลับมาจนทำให้ฉันถึงกับอยากเปลี่ยนเป้าหมายจากหยุมหัวป้าเนียนเป็นหยุมหัวหมอแทน...
