ตอนที่ 2
ณ ประเทศไทย 16:25น.
พอลงจากเครื่องได้ อีธานก็ปลีกตัวออกจากการคุ้มครองบอส โดยฝากสตีฟดูแลหน้าที่นี้แทน ซึ่งสตีฟเองที่อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่อคนขอให้เขาดูแลบอสหายไปจากเรด้าร์สายตา อยากจะเอามือทึ้งผมตัวเองแรง ๆ สักที
“อีธานไปไหน ? ”
“เอ่อ! ไม่ทราบครับ” คาล์ลได้ยินแบบนั้นก็งะงักเท้าที่กำลังเดินจะไปขึ้นรถลงทันที เขาหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามกับสตีเวน ประมาณว่าไม่รู้ได้ไง
“...” สตีเวน ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะสู้สายตาของบุคคลเบื้องหน้าเขาได้เลย
“ให้ตายสิ...นี่ฟินิกซ์ส่งใครมาให้ฉันกันเนี่ย!”
คนฟังแทบอยากจะร้องไห้ ได้แต่สบถด่าไอ้คนที่ไปไม่บอก แถมยังได้ยินไอ้สองแฝดนรกนั่นขำอีกเสียหน้าชะมัดเลย อย่าให้เจอกับตัวบางนะแม่จะขำให้ฟันน้ำนมหลุดเลยคอยดู
กว่าจะมาถึงที่พัก คาล์ลก็รู้สึกปวดหัวให้กับบอดี้การ์ดชุดนี้จริง ๆ ถึงจะเป็นชุดประจำที่ใช้ที่ดูไบ แต่ปกติพวกนี้จะฟังคำสั่งของมือขวาเขาอีกที ไม่ได้เข้ามาใกล้เขาถึงขนาดนี้ บางทีก็สงสัยว่าเจ้านั่นมันทนพวกนี้นาน ๆ ได้ยังไง เรื่องฝีมือเขาไม่เคยปฏิเสธเลยว่าดีเยี่ยม แต่เรื่องนิสัยที่มันเฮ้อ! ช่างเหอะแค่คิดก็ปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว
“พวกแกออกไปกันได้แล้ว” คาล์ลบอกอย่างเหนื่อย ๆ ให้ตายสิทำงานทั้งปียังไม่เหนื่อยขนาดนี้เลย
หลังจากที่ทุกคนออกไปจากห้องของเขาแล้ว คาล์ลก็ได้โทรไปหาฟินิกซ์ เพื่อถามไถ่สถานการณ์ทางนั้นถึงจะผ่านมาแค่7ชั่วโมงเขาก็อยากให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย หลังจากถามข่าวเรียบร้อยเขาก็วางสายจากลูกน้องคนสนิทเพื่อที่จะเตรียมตัวไปอาบน้ำ
19:00 น.
ตอนนี้ถือเป็นเวลามื้อค่ำสำหรับเขา ในระหว่างที่กำลังทานอาหารอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูห้องเกิดขึ้น หากเป็นฟินิกซ์จะรู้ดีว่าเวลานี้ถือเป็นเวลาที่เขาให้ความสำคัญมากอย่างหนึ่งห้ามรบกวนหรือแม้แต่รายงานข่าวสารอะไรทั้งนั้น แต่พอนึกได้ว่าบุคคลที่ตัวเองนึกถึงตลอดไม่ได้อยู่จุดนี้ ก็ได้เพียงถอนหายใจแล้วเอ่ยเสียงเข้มให้เข้ามาได้
ด้านนอกพอได้รับอนุญาตก็เปิดประตูเข้ามาทันที ถึงจะรู้สึกเย็นแปลก ๆ กับพื้นที่ภายในห้องแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร แต่พอเดินเข้ามาถึงโต๊ะอาหารก็ต้องหยุดชะงักรีบก้มหน้าทันทีแทบจะลืมเรื่องที่จะมารายงานไปเลย
“ว่ามา..”
“เอ่อ...เลขาที่ท่านให้ผมหามาให้ใหม่ผมได้มาแล้วนะครับ แต่ผมได้มาทั้งหมดสามคน”
ก้านแก้วที่โดนควงอยู่บนนิ้วหนาหยุดชะงักลงกับการรายงาน สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดทานอาหารไปเมื่อครู่ คาล์ลวางแก้วไวน์ราคาแพงลงก่อนจะแหงนหน้ามองบอดี้การ์ดที่หายไป3ชม. แล้วกลับมาพร้อมการขัดเวลากินของเขาเพื่อรายงานเรื่องแค่นี้! ให้ตายสิ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าคิดผิดที่ไม่ให้ฟินิกซ์มาด้วยนะ อยากจะบ้า
“นายรีบเข้ามาขัดเวลาที่ฉันกำลังทานมื้อค่ำ...เพราะเรื่องแค่นี้เหรอ อีธาน ? บอกฉันสิ๊ว่ามันสำคัญมากถึงกับต้องรีบรายงานให้ฉันรู้”
“Sorry Boss”
คาล์ล จ้องมองลูกน้องที่ต่อไปต้องประสานงานให้เขาแบบเอือมละอา และเรื่องที่หายไปก็คงไม่ต้องถามแล้วว่าไปไหน ให้ตายสิเขาต้องมาเป็นคนถามลูกน้องตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าจะไปไหนทำไมมันรู้สึกวุ่นวายแบบนี้นะ
คาล์ลเลยตัดบทตัวเองด้วยการเปลี่ยนเรื่องแทน
“แล้วทำไมได้มาตั้งสามคน ฉันต้องการแค่คนเดียว”
“ผมเตรียมมาเผื่อบอส ต้องการเลือกเองครับ” ถึงจะดูยุ่งวุ่นวายหลายขั้นตอน แต่ยังถือว่ารอบคอบที่ยังหามาเผื่อสำรองเขาไม่เลือก พอได้ยินแบบนั้นคาล์ลก็พยักหน้าไม่ได้พูดอะไรอีก อีธานเลยวางเอกสารที่ตัวเองไปค้นหาและคัดเลือกคนมีฝีมือดีจนเหลือเพียงสามคน และข้อมูลทุกคนแน่นกว่าเรซูเม่เสียอีก เพราะเขาเป็นคนหาประวัติเองโดยไม่ใช่การมาสมัครที่บริษัท ข้อมูลที่ไม่ได้มีในใบสมัครทั่วไปจึงมาอยู่ที่นี่ทั้งหมด
คาล์ลตัดสินใจที่จะเดินหยิบเอกสารไปที่โซฟาหน้าทีวีจอใหญ่ก่อนจะล้มตัวนั่งลงไป หลังจากรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้มันไม่อร่อยอีกต่อไปแล้ว เขาหยิบเอกสารชุดแรกที่เย็บมาอย่างดีขึ้นมาดูประวัติของบุคคลที่จะมาเป็นเลขาของตัวเอง
คนแรกจบมาจากต่างประเทศเกียรตินิยมสองใบ ที่บ้านทำธุรกิจส่งออกกันหลายประเทศ แต่เบื้องหลังครอบครัวค่อนข้างมีเบื้องลึกเบื้องหลังเยอะเกินไป ซึ่งเขาได้ตัดทิ้งไปเพราะไม่อยากมีปัญหาหากภายภาคหน้าเกิดอะไรขึ้น
คนที่สองเคยทำงานให้กับบริษัทยักใหญ่ของไทยมาแล้วนับไม่ถ้วนแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องตัดคนนี้ออกคือสามารถใช้เงินซื้อตัวได้ง่ายเกินไป แถมวงเงินที่ขอมามันมากกว่าผู้บริหารบางคนเสียอีก
“นี่มันคิดว่าประเทศนี้หุ้นตัวละกี่บาทกันถึงกล้าข้อเงินเดือนตัวเองเยอะขนาดนี้”
ถึงเขาจะรวยล้นฟ้าแต่การใช้จ่ายแบบไม่คิดก็มีวันหมดได้เหมือนกัน และการที่ผู้ชายคนนี้ขอวงเงินหลักแสนให้ตัวเองแลกกับความลับทั้งบริษัท สำหรับคาล์ลแล้ว มันไม่คุ้มเอาเสียเลยสู้เอาเงินจำนวนนั้นไปจ้างคนอื่นได้อีกตั้งหลายคน คิดได้เท่านั้นก็แทบจะปาเอกสารในมือทิ้ง ก่อนจะหันไปหาอีธานที่ยืนตัวรีบอยู่ด้านข้างของเขา พอเจอสองคนแรกแล้วตัวเขาก็แทบไม่อยากหยิบเล่มสุดท้ายขึ้นมาเลย แต่ก็ต้องจำใจหยิบขึ้นมาพอเปิดเข้าไปดูหน้าแรกก็ทำเอาเขาชะงักไปนิดนึง ก่อนจะเริ่มอ่านประวัติ แต่ยิ่งอ่านคิ้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน ไม่ใช่ว่ามันแย่ แต่มันดูไม่เข้ากันเลยสักอย่าง ตั้งแต่เรื่องครอบครัวที่อยู่กับแม่และน้องสาวรวมแล้วก็สามคน ที่บ้านแม่เปิดร้านขายข้าวแกง เรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารอินเตอร์ ได้เกียรตินิยมอีกด้วย ฟังดูมันก็ไม่มีอะไรที่แปลกเลย หากไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ใช้เงินจากครอบครัวเลยสักบาทในการส่งตัวเองเรียน แต่เป็นเพราะตัวของเขาเอง ไหนจะที่ทำงานเก่งจนสามารถพูดได้ถึงห้าภาษา จากการทำงาน ย้ำว่าการทำงาน เด็กคนนี้ไม่ได้เรียนด้านภาษาอื่นๆเลยนอกจากภาษาหลักอย่าง ‘อังกฤษ’ แต่เก่งได้ขนาดนี้ น่าแปลกตรงที่พอเรียนจบ ดันไม่มีคนรับเข้าทำงานทั้ง ๆ ที่ประวัติที่อีธานได้มามันบอกว่าเด็กคนนี้ไปสมัครไว้หลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนตอบกลับเลยมันน่าแปลก พออ่านจนจบหน้าสุดท้าย เขาก็กลับมาดูหน้าแรกอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้ว แล้วหันไปถามลูกน้องว่า...
“เด็กคนนี้ขอเงินเดือนเท่าไหร่ ทำไมไม่มีในประวัติ”
“13,000บาทครับ จากที่ผมลองค้นจากบริษัทอื่นดู”
“แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้งาน ? ”
“อันนี้ผมก็ไม่ทราบครับ มันไม่มีแจ้งบอกในประวัติ” ยิ่งอีธานตอบแบบนั้น เขายิ่งคิ้วขมวดเข้าไปใหญ่ อะไรที่ทำให้เด็กคนนี้ยังไม่มีคนรับเข้าทำงานกันนะ แต่อยู่ๆมุมปากเขากลับมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นก่อนจะเอ่ยกับลูกน้องคนที่กำลังต้องสนิทไปว่า...
“ฉันรับเด็กคนนี้ และบอกเขาไปว่า ฉันจ้างเขาในราคา20,000บาทหากเขายอมตกลง และบอกไปอีกว่านั้นเป็นเพียงเงินเดือน ที่ยังไม่รวมสวัสดิการที่เขาจะได้รับ”
“รับทราบครับบอส”
“แสงตะวันงั้นหรอ หึ น่าสนใจ”
