Ep. 6
“ความจริงมันก็น่ากลัวนะ ยิ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆแล้วต้องเดินขึ้นห้องคนเดียว ห้องตรงข้ามของปรางเป็นผู้ชายฉกรรจ์ บางทีปรางก็เห็นเค้าเมาเดินโซเซเข้าห้อง ปรางกลัวว่า...” ฉันยังตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จไม่ทันจบ ต้นน้ำก็ดึงกุญแจรถออก
“เราไปส่งก็ได้” ฉันหันไปยิ้มคนเดียวอย่างพอใจ เมื่อเห็นร่างสูงจัดการล็อกรถและเดินเคียงคู่กับฉันไปที่ลิฟท์ ห้องของฉันอยู่ชั้นสิบและฝั่งตรงข้ามไม่มีผู้ชายแบบที่ว่าหรอก เพื่อนหน้าห้องเป็นสาวโสดวัยทำงาน นานๆทีจะทักทายกันครั้งหนึ่งเพราะเวลาเลิกงานหรือออกไปทำงานไม่ตรงกัน
“งั้นเรากลับก่อนนะ” ร่างสูงกำลังจะหันหลังกลับ อ่าว..ไม่ได้มีกู้ดนงกู้ดไนท์คิสเหมือนในนิยายหรอกเหรอ? ฉันรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย ไม่เป็นไรโอกาสสร้างได้ ยังไงซะผู้ชายคนนี้ก็คือแฟนของเรา
“กาแฟห้องเราอร่อยนะ เรามีเครื่องชงกาแฟด้วย” ฉันอวดอ้างสรรพคุณเสร็จสรรพ คนตรงหน้าเหมือนจะลังเลเล็กน้อย
“เราไม่กินกาแฟ..” ฉันอยากแทบจะกัดลิ้นตัวเองทันใด เธอเป็นเอฟซีเค้ายังไงถึงไม่รู้ว่าต้นน้ำไม่กินกาแฟ ฉันพลาดเหรอเนี่ย..ขณะที่กำลังก่นด่าตัวเอง
“แต่ พวกชาเขียวก็พอได้” ใบหน้าคร้ามคมเหมือนจะเข้มขึ้นหรือว่าเขาจะเขินนะ แต่อากาศหน้าห้องมันคงจะร้อนแหละ
“พ่อเราซื้อชาเขียวมาจากญี่ปุ่นพอดี เข้าไปเลยไหม” ฉันทำเสียงสองแถมยังทำตาวาวๆ แบบให้ดูน่ารัก จงรักจงหลงมะปรางมากๆ เพี้ยง!! ร่างสูงเดินตามฉันเข้ามาในห้อง ไฟอัตโนมัติสว่างวาบพร้อมกับเครื่องปรับอากาศที่เริ่มทำงาน
Tonnam talks
“ต้นน้ำนั่งตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวปรางไปชงชาเขียวให้” ร่างบางที่ทำหน้าตาร่าเริงเกินกว่าเหตุเดินลิ่วเข้าไปในครัว คำพูดของไอ้ทีเจแว่วเข้ามาในหู
‘งั้นมึงก็คบกับเค้าไปเลย จากนั้นก็ถ่ายคลิปตอนฟีทเจอริ่ง บอกเลิกแล้วแบล็คเมล์ไปเลย กูเพิ่งดูหนังมาพล็อตนี้ดีมาก’ นั่นสิ ผมต้องรีบทำมันจะได้จบๆ ผมเดินตามมะปรางเข้าไปในห้องครัว หญิงสาวกำลังชงชาเขียวอยู่หน้าเคาเตอร์ ผมเข้าไปยืนซ้อนหลังเอาคางเกยที่ไหล่บอบบางนั้น ร่างเล็กๆในอ้อมกอดของผมสั่นเล็กน้อย ทว่าคนที่สั่นจนทำอะไรไม่ถูกน่าจะเป็นผมมากกว่าแล้วทำไงต่อนะ..
“ต้นน้ำ มะ..ไม่ไปรอที่โซฟาเหรอ ตรงนี้มันร้อนนะ” มะปรางพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักคล้ายจะวางตัวไม่ถูกเช่นกัน
“ไม่ร้อนนะ ปรางร้อนเหรอ?” ผมเบียดร่างเข้าไปจนหน้าอกตัวเองชิดกับแผ่นหลังของหญิงสาว เอาน่าเป็นแฟนกันวันเดียว เอฟซีอย่างเธอคงจะคุ้มค่าแล้วล่ะ ถึงจะไร้ซึ่งประสบการณ์กับเพศตรงข้ามแต่ผมศึกษามาเป็นอย่างดีแล้วไม่เห็นจะมีอะไรยาก สกินชิพมากๆไว้ นายทำได้ต้นน้ำ นายทำได้ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“แต่ห้องนอนน่าจะเย็นกว่านะ..” ทว่าคำพูดต่อมาของมะปรางทำให้ผมผละออกเธอแทบไม่ทัน คนที่ไม่กล้าทำเรื่องแบบนั้นกลับเป็นผมเอง ไว้ค่อยรวบรวมความกล้ากลับมาใหม่ละกัน ยอมเป็นแฟนเธออีกหนึ่งวัน
“เราว่าเรากลับก่อนดีกว่า”
“อ่าว ชาชงเสร็จแล้วนะ” หญิงสาวชี้มือไปที่ชุดถ้วยชาแบบญี่ปุ่นพร้อมขนมคุ้กกี้ชิ้นเล็กๆ เจ้าตัวทำหน้าเหมือนเสียดายนิดๆ
“เอ่อ เดี๋ยวพรุ่งนี้มารับนะ ไปทำงานกี่โมง”
“ประมาณเจ็ดโมงอ่ะ ต้นน้ำกินข้าวเช้าไหม เดี๋ยวเราทำเผื่อ”
“เราไม่ค่อยกินข้าวเช้าน่ะ แล้วเราก็เกรงใจปรางด้วย อย่าลำบากเลย” กิจวัตรของผมคือเข้ายิมตีห้าครึ่ง อาบน้ำกินอาหารเช้าแบบเน้นโปรตีนคืออกไก่กับข้าวกล้อง ผักนึ่ง จากนั้นจึงไปทำงานที่บริษัทของพ่อ ที่คิดว่าจะได้เป็นแฟนกันวันเดียวก็ต้องยืดเยื้อไปอีก พรุ่งนี้ไม่พลาดแน่ๆ
“เกรงใจอะไรล่ะ ก็เราเป็นแฟนกัน” หญิงสาวยิ้มแบบเขินๆ ดวงตาสีเข้มทอประกายวาบหวาน
“งั้นรบกวนด้วยนะ เรามาหาปรางตอนหกโมงครึ่งดีกว่าจะได้เผื่อเวลากินข้าว”
“ได้ๆ ต้นน้ำอยากกินอะไร”
“อะไรก็ได้ อ้อ..ที่เราเป็นแฟนกันอย่าเพิ่งบอกใครได้ไหมโดยเฉพาะมะยม” เพราะเราจะเป็นแฟนกันแค่สองวัน จากนั้นก็คงไม่เจอกันแล้ว ผมจะหลบลี้หนีหายจนเธอตามผมไม่เจอเลยล่ะ
“ทำไมอ่ะ เพราะเราไม่สวยงั้นเหรอ? ต้นน้ำคงอายใช่ไหมที่เดินกับเรา..” ไม่สวย? ผมมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา ยอมรับนิดนึงว่ามะปรางไม่สวยจริงๆแหละ แต่ออกแนวน่ารักมากกว่า ใบหน้าขาวนวลเนียนอมชมพูมีเลือดฝาดแบบธรรมชาติ ดวงตากลมโตสีเข้ม จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางแดงระเรื่อโดยรวมน่ารักแถมยังดูไร้เดียงสา จนทำให้ผมรู้สึกประหม่าจนไม่กล้าใจร้อนผลีผลามทำอะไรอย่างที่ใจคิด
“ไม่ใช่แบบนั้น ไว้เราสองคนแน่ใจก่อนแล้วค่อยบอกคนอื่นดีไหม?”
“เอาแบบนั้นก็ได้” เธอตอบรับอย่างว่าง่ายหญิงสาวยิ้มกว้างจนตาหยี ผมคงตาพร่าไปหน่อยที่มองว่ามันน่ารัก ผู้หญิงคนนี้ใช้คำว่าน่ารักได้เปลืองมาก ว่าแต่ที่เราต้องมาเกี่ยวข้องกันเพราะเรื่องนั้นนี่นา ลองถามดูสักหน่อยดีกว่า
“เรื่องที่ห้องแต่งตัววันนั้น คือเรา..” พอจะพูดเรื่องที่ผมรู้สึกอับอายที่สุดในชีวิต ผมกลับไม่กล้าเอ่ยปากกลัวคนอื่นจะมองด้วยสายตาดูถูกที่ต้นน้ำหนุ่มหล่อพ่อรวยไม่ใช่ลูกที่เกิดจากภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเจ้าสัวไชยวัฒน์
“เราเข้าใจ ต้นน้ำไม่ได้ผิดอะไรนี่นา” หัวใจของผมเต้นแรงคล้ายกับรู้สึกยินดีที่ผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้มองผมด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามอย่างที่คิดเอาไว้
“เธอไม่รังเกียจเราใช่ไหม?”
“ไม่เลย ถ้าเราเป็นต้นน้ำก็คงจะทำแบบนั้นเหมือนกันแหละ” มือเล็กจับมือผมพลางบีบเบาๆเหมือนจะให้กำลังใจ ผมปล่อยให้เธอจับมืออยู่นานความอบอุ่นมันแทรกซึมเข้ามาในหัวใจของผมอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน..วินาทีนั้น ผมตัดสินใจกับตัวเอง เพื่อเป็นรางวัลให้เอฟซีอย่างมะปราง ผมจะยอมเป็นแฟนเธอเจ็ดวันเพิ่มขึ้นจากเดิมตั้งห้าวัน
“อย่าบอกเรื่องที่ได้ยินที่ห้องแต่งตัวให้ใครรู้ได้ไหม?”
“ไม่บอกๆ มันเรื่องของต้นน้ำนี่นา เราไม่บอกใคร ไว้ใจเราได้เลย” ผมไม่อยากจะไว้ใจใครง่ายๆหรอก ยังไงซะผมก็ต้องมีสิ่งที่ทำให้คนตรงหน้าไม่ปริปากบอกใครอย่างเด็ดขาด
Maprang talks
“เรื่องที่ห้องแต่งตัววันนั้น คือเรา..” ฉันหวนคิดถึงเรื่องของต้นน้ำกับพี่นีน่า ฝ่ายหญิงคงตามตื๊อจนเขาควบคุมอารมณ์ไม่ได้
“เราเข้าใจ ต้นน้ำไม่ได้ผิดอะไรนี่นา” ฉันหมายความอย่างนั้นจริงๆและคนตรงหน้าก็ทำหน้าคล้ายจะพอใจกับสิ่งที่ฉันบอก
“เธอไม่รังเกียจเราใช่ไหม?” ถามแปลกๆ ฉันจะรังเกียจเขาทำไมในเมื่อเขามีสิทธิ์จะปฏิเสธผู้หญิงที่เข้าหาตัวเองอยู่แล้ว
“ไม่เลย ถ้าเราเป็นต้นน้ำก็คงจะทำแบบนั้นเหมือนกันแหละ” ฉันเอื้อมมือไปจับมือของชายหนุ่มและเขาก็ไม่ได้สะบัดออกแต่อย่างใด อีกทั้งยังยิ้มกว้างเหมือนกำลังมีความสุข..
