บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 กรงทองที่สั่นคลอน

แสงแดดในเช้าวันใหม่ไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิความอึดอัดภายในคฤหาสน์ตระกูลวรโชติเมธีลดน้อยลงเลย เอยนั่งมองจานอาหารเช้าตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหม่อลอย บนริมฝีปากอิ่มยังคงรู้สึกเหมือนมีกระแสความร้อนจากสัมผัสป่าเถื่อนเมื่อวานนี้หลงเหลืออยู่ ทุกครั้งที่เผลอนึกถึงใบหน้าดุดันและดวงตาคมกริบคู่นั้น หัวใจของเธอก็จะพาลเต้นผิดจังหวะจนต้องคอยสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมอาการ

“เอย... พ่อถามทำไมไม่ตอบ” เสียงเข้มของเกริกพลดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ทำเอาเด็กสาวสะดุ้งโหยง

“คะ... คุณพ่อว่าอะไรนะคะ พอดีเอยกำลังคิดเรื่องรายงานที่อาจารย์สั่งน่ะค่ะ” เอยรีบแก้ตัวพลางก้มหน้าหลบสายตาจับผิดของบิดา

“พ่อบอกว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พ่อจะให้ลุงพลไปรับไปส่งลูกให้ตรงเวลามากขึ้น และถ้าวันไหนมีเรียนเย็น พ่อจะส่งบอดี้การ์ดจากบริษัทไปคอยเฝ้าที่หน้าคณะด้วย” เกริกพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ช่วงนี้ไอ้พายุ ลูกชายท่านนักการเมืองสมยศเพิ่งโดนพวกขยะสังคมดักทำร้ายในมหาลัย พ่อไม่อยากให้ลูกไปเดินสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วพลอยโดนลูกหลงไปด้วย”

เมื่อได้ยินชื่อ ‘พายุ’ และประโยคที่บ่งบอกว่าเขากำลังจะเพิ่มมาตรการกวดขัน เอยก็รู้สึกเหมือนกรงแก้วที่เธออาศัยอยู่กำลังบีบรัดตัวแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เธอยิ่งกว่ารู้ดีว่าคนที่ลงมือทำร้ายพายุก็คือ ‘อัคคี’ ผู้ชายที่ส่งข้อความมาข่มขู่เธอเมื่อคืนนี้เอง

“คุณพ่อคะ... แต่ให้บอดี้การ์ดไปเฝ้ามันจะดูเอิกเกริกไปไหมคะ เพื่อนๆ ในคณะจะมองเอยแปลกๆ...” เอยพยายามท้วงเสียงแผ่ว

“ไม่มีแต่ทั้งนั้นเอย! พ่อทำทุกอย่างก็เพื่อความปลอดภัยของตัวลูกเอง จำไว้ว่าตระกูลเรามีหน้ามีตา ลูกเป็นไข่ในหินที่พ่อแม่ทะนุถนอมมาอย่างดี อย่าทำให้พ่อต้องผิดหวัง”

คำพูดที่เหมือนลิขิตชีวิตไว้ล่วงหน้าทำให้เอยทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างจำนน เธอทานอาหารต่อไม่ไหวจึงขอตัวลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย

ณ ลานจอดรถคณะบริหารธุรกิจ

ทันทีที่รถยุโรปคันหรูจอดเทียบ เอยก็รีบก้าวลงมาจากรถโดยมีลุงพลคอยมองตามด้วยสายตาเข้มงวด มินนี่ที่ยืนรออยู่ใต้ตึกรีบวิ่งเข้ามาหาเพื่อนสนิททันทีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“เอย! แกเป็นยังไงบ้าง เมื่อวานนี้ฉันตามหาแกแทบแย่ หลังจากที่ไอ้พี่เพลิงอะไรนั่นลากแกหายไปหลังตึกน่ะ! มันทำอะไรแกหรือเปล่า?!” มินนี่ถามรัวเร็วพลางจับตัวเอยหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อสำรวจร่องรอย

“เอย... เอยไม่เป็นไรมิน” เอยบอกเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้เมื่อภาพจูบอันเร่าร้อนแล่นเข้ามาในหัว “พี่เขา... แค่พาไปคุยเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก”

“คุยเนี่ยนะ? หน้าแกแดงแป๊ดขนาดนี้อย่ามาโกหกฉันเลยยัยเอย!” มินนี่หรี่ตาจับผิด “แล้วนี่แกรู้ไหม เรื่องเมื่อวานกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั้งมหาลัยแล้วนะ เรื่องที่พายุลูกนักการเมืองโดนพี่เพลิงชกหน้าหงายคลุกฝุ่นน่ะ ตอนนี้มีแต่คนพูดถึงเรื่องนี้กันให้แซ่ด”

เอยเม้มปากแน่น ความกังวลใจเริ่มก่อตัวขึ้น เธอรู้ดีว่าพายุไม่มีทางยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ และอัคคีเองก็ดูพร้อมจะบวกกับทุกคนที่เข้ามาขวางหน้า โดยเฉพาะเมื่อมีเธอเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ดิบเถื่อนของเขา

ในขณะที่สองสาวกำลังจะเดินขึ้นตึกเรียน กลิ่นบุหรี่ราคาถูกที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาตามลมอีกครั้ง...

เอยชะงักฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติ หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นรัวด้วยความประหม่า เมื่อสายตาตวัดไปเห็นร่างสูงใหญ่ของอัคคียืนพิงมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันโตสีดำสนิทอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามข้ามถนน วันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำรัดรูปที่เผยให้เห็นแผงอกกว้างและมัดกล้ามแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักสีเข้ม นัยน์ตาคู่คมกริบดุจหมาป่ากำลังจ้องมองตรงมาที่เธอเพียงคนเดียวอย่างไม่ลดละ

“เอย... ไอ้พี่เพลิงมันมายืนจ้องแกอีกแล้วว่ะ” มินนี่กระซิบเสียงสั่น พลางพยายามดึงแขนเพื่อนให้รีบเดิน “รีบขึ้นตึกกันเถอะแก ท่าทางวันนี้มันดูหงุดหงิดกว่าเมื่อวานอีก”

แต่อัคคีกลับไม่ปล่อยให้เธอหนี ชายหนุ่มพ่นควันบุหรี่สีเทาออกมาเป็นสายสุดท้ายก่อนจะทิ้งมันลงพื้นและใช้เท้าบดขยี้ เขาเดินก้าวฉับๆ ข้ามฝั่งมาหาเอยด้วยท่าทางคุกคาม รังสีความดุดันที่แผ่ออกมาทำให้มาเฟียคุมซอยรอบๆ มหาลัยยังต้องหลีกทางให้

“จะหนีหน้าฉันอีกแล้วเหรอ... หนูเอย” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นเมื่อมาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างที่ใกล้กันจนเอยได้กลิ่นไอความร้อนจากร่างกายของเขาทำเอาเด็กสาวตัวสั่นระริก

“พี่อัคคี... มีอะไรหรือเปล่าคะ เอยกำลังจะรีบไปเข้าเรียน” เอยพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่อารมณ์ปกติของอัคคีที่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเอยกลับเต็มไปด้วยความหมั่นเขี้ยวและเอ็นดูที่เขาพยายามซ่อนไว้ใต้ใบหน้าบึ้งตึง

“เมื่อคืน... ทำไมไม่ตอบข้อความฉัน” อัคคีถามเสียงห้วน พลางก้าวเข้ามาประชิดจนเอยต้องถอยหลังก้าวหนึ่ง “รู้ไหมว่าการที่มึงดื้อเงียบแบบนี้ มันทำให้กูอยากจะจับมึงมาขังไว้ในห้องชะมัด”

สรรพนามที่แปรเปลี่ยนเป็น ‘กู-มึง’ ทันทียามที่คิดถึงความดื้อดึงของเธอ ทำให้เอยหน้าร้อนผ่าวพลางตวัดสายตามองเขาด้วยความไม่พอใจเล็กๆ “เอยไม่ได้ดื้อนะคะ! แล้วพี่ไปเอาเบอร์เอยมาจากไหน... อีกอย่าง คุณพ่อบอกว่าถ้าเอยมีเรื่องเถลไถล คุณพ่อจะส่งบอดี้การ์ดมาคุมเอยที่คณะด้วย พี่อย่ามาตอแยเอยเลยนะคะ เอยขอร้อง”

คำว่า ‘บอดี้การ์ด’ และ ‘คุณพ่อ’ ทำให้อัคคีแค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกสมเพช เขารู้ดีว่าพวกคนรวยหน้าบางมักจะใช้วิธีนี้ในการกักขังลูกสาวไว้ในกรงทองอันแสนบริสุทธิ์... เหมือนอย่างที่พ่อของเขาเคยทำลายชีวิตแม่ของเขาด้วยความเห็นแก่ตัว

“บอดี้การ์ดงั้นเหรอ? ดี... อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้สุนัขรับใช้พวกนั้นมันจะกันกูออกไปจากตัวมึงได้สักกี่น้ำ” อัคคีโน้มหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากแทบจะชิดกับใบหูของเธอ ก่อนจะกระซิบเสียงพร่า “จำไว้เถอะยัยหนู... ต่อให้พ่อมึงจะสร้างกรงแก้วหนาแค่ไหน เปลวเพลิงอย่างกูก็พร้อมจะเผามันให้วอดวาย เพื่อดึงมึงออกมาเป็นของกูคนเดียว”

น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและดิบเถื่อนในเวลาเดียวกัน ทำเอาเอยแทบจะลืมวิธีหายใจ อัคคีเอื้อมมือหนามาลูบแก้มเนียนของเธอเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว ก่อนจะผละตัวออกและเดินจากไป ทิ้งให้เด็กสาวคุณหนูผู้ไร้เดียงสายืนกอดกระเป๋าแน่นด้วยหัวใจที่ปั่นป่วนและสั่นคลอนไปกับเปลวไฟที่เริ่มลุกลามเข้ามาในชีวิตเธออย่างแท้จริง...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel