ตอนที่ 3 ความรู้สึกที่ไร้การควบคุม
เสียงเครื่องยนต์ของรถยุโรปคันหรูค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถของมหาวิทยาลัย ทิ้งให้แผ่นหลังกว้างของอัคคีเลือนหายไปกับความสลัวของยามเย็น ภายในห้องโดยสารที่เงียบสนิท ‘เอย’ นั่งเบาะหลังพลางกอดกระเป๋าเป้แน่น ข้อมือบางยังคงขึ้นรอยแดงจางๆ จากแรงบีบมหาศาลเมื่อครู่ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองรบ มันผสมปนเปไปด้วยความกลัวและความปั่นป่วนในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“คุณเอยครับ... ผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นใครครับ ท่าทางอันตรายมากเลย ให้ผมเรียนคุณท่านทราบไหมครับ” ลุงพล คนขับรถเก่าแก่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงผ่านกระจกมองหลัง
“มะ...ไม่ต้องค่ะลุงพล” เอยรีบปฏิเสธเสียงสั่น “แค่คนหลงทางมาทักน่ะค่ะ ไม่มีอะไรจริงๆ”
เอยโกหก... เธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้หลงทาง สายตาคมกริบดุจหมาป่าที่จ้องมองมาที่เธอนั้นเต็มไปด้วยความตั้งใจและคุกคามอย่างชิดใกล้ กลิ่นอายบุหรี่ราคาถูกผสมฟีโรโมนดิบเถื่อนยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายจมูก ราวกับว่าเขาได้ทิ้งตราประทับบางอย่างไว้บนร่างกายของเธอเรียบร้อยแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หรูหลังใหญ่ที่เปรียบเสมือน ‘กล่องแก้ว’ ใบโต เอยก็ต้องเผชิญหน้ากับสายตาเข้มงวดของบิดามารดาที่นั่งรออยู่ที่ห้องโถง
“ทำไมวันนี้กลับช้ากว่าปกติไปเกือบยี่สิบนาทียัยเอย” เสียงทรงอำนาจของเกริกพล ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นพลางวางหนังสือพิมพ์ในมือลง
“พอดี... เอยแวะคุยเรื่องรายงานกับมินนี่ที่หน้าตึกค่ะคุณพ่อ” เอยก้มหน้าตอบ ซ่อนข้อมือที่ขึ้นรอยแดงไว้ข้างหลังด้วยความหวาดกลัว หากพ่อและแม่รู้ว่าเธอไปพัวพันกับนักเลงหัวไม้อย่าง ‘เพลิง’ มีหวังเธอคงถูกกักบริเวณและส่งคนตามคุมแจทุกฝีก้าวแน่ๆ
“ดีแล้ว แต่อย่าให้เถลไถลอีกล่ะ ช่วงนี้มีข่าวพวกวัยรุ่นเกเรยกพวกตีกันในมหาวิทยาลัยบ่อยๆ พ่อไม่อยากให้ลูกไปเดินสุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะพวกเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า... จำไว้นะเอย ลูกเป็นลูกมีหน้ามีตาในสังคม อย่าเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับพวกขยะพวกนั้น”
คำว่า ‘ขยะ’ ของผู้เป็นพ่อ ทำให้ใบหน้าของอัคคีแวบเข้ามาในหัวของเอยทันที ชายหนุ่มที่มีรอยสักเต็มแขนและนัยน์ตากร้าวระยับคนนั้น... เขาดูอันตรายและดิบเถื่อนเกินกว่าจะหยั่งถึง แต่ในขณะเดียวกัน ประโยคห้วนๆ อย่าง “อย่าร้อง... กูไม่ชอบเห็นน้ำตา” และสัมผัสแผ่วเบาที่เชยคางเธอขึ้น กลับทำให้อกซ้ายของเอยประท้วงด้วยความรู้สึกวูบวาบอย่างประหลาด
ในเวลาเดียวกัน ณ ผับกึ่งบาร์ย่านเสื่อมโทรมไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย
แสงไฟสีสลัวนัวเนียคลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีบีทหนักๆ อัคคีนั่งอยู่บนโซฟาหนังตัวเก่าในมุมอับของร้าน นิ้วแกร่งที่มีรอยแผลเป็นคีบบุหรี่ขึ้นสูบพลางพ่นควันสีเทาหม่นออกมาอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่คมเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ทว่าในความคิดของเขากลับมีแต่ใบหน้าหวานล้ำราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบของยัยคุณหนูคนนั้น
“เป็นอะไรวะไอ้เพลิง? วันนี้ดูลอยๆ นะมึง สาวๆ มานั่งอ่อยตั้งนานไม่ยักษ์กะสนใจ” ‘นนท์’ เพื่อนในกลุ่มเอ่ยแซวพลางกระดกเหล้าเข้าปาก
อัคคีไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่แค่นหัวเราะในลำคอ สายตาตวัดมองหญิงสาวแต่งตัวจัดจ้านสองคนที่พยายามทอดสะพานและเบียดกายเข้าหาเขา ปกติแล้วผู้ชายดิบๆ อย่างเขาที่มีปมชีวิตพังพินาศ ทั้งเรื่องแม่ที่ตรอมใจตายเพราะความมักมากของพ่อที่พาเมียใหม่เข้าบ้านจนท้อง และเรื่องที่เขาต้องไปนอนกินข้าวแดงในคุกนรกมาปีกว่าจากคดีใส่ร้าย... ผู้หญิงสำหรับเขาก็แค่เครื่องระบายอารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราว
แต่ทำไม... สัมผัสจากผู้หญิงพวกนี้กลับทำให้เขาเกิดความรู้สึก ‘สะอิดสะเอียน’ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ในหัวของเขามีแต่กลิ่นหอมสะอาดบริสุทธิ์ดุจดอกไม้สีขาวของ ‘หนูเอย’ ความนุ่มนิ่มของข้อมือเล็กที่เขาเผลอบีบจนแดงช้ำ และดวงตากลมโตที่สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวยามที่เขาต้อนเธอจนมุม
“โธ่เว้ย...” อัคคีสบถเสียงต่ำพลางขยี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยเหล็กอย่างแรงจนเกิดประกายไฟดวงเล็ก
เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเองฉิบหาย... ความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นในอกมันคืออะไรกันแน่? เขาปฏิญาณกับตัวเองไว้แล้วตั้งแต่ออกจากคุกว่าจะไม่มีความรักเด็ดขาด ความรักมันก็แค่เรื่องไร้สาระที่ทำให้คนอ่อนแอ เหมือนอย่างที่แม่ของเขาต้องตายเพราะรักผู้ชายสารเลวอย่างพ่อ
‘กูจะไม่มีวันรักใคร...’ อัคคีบอกตัวเองในใจ แต่ยิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพใบหน้าจิ้มลิ้มยามสะอื้นฮักกลับยิ่งแจ่มชัด
ความรู้สึกอยากครอบครอง อยากทำลายความใสซื่อนั้นให้แปดเปื้อนด้วยน้ำมือของเขา... แต่อีกใจกลับอยากดึงร่างนุ่มนิ่มนั้นมาสวมกอดและปกป้องจากโลกภายนอก ความขัดแย้งในใจทำให้อารมณ์ดิบเถื่อนของอัคคีพลุ่งพล่านจนแทบควบคุมไม่อยู่
.
วันต่อมา ณ คณะบริหารธุรกิจ
เอยเดินแยกกับมินนี่เพื่อไปเข้าห้องน้ำหลังจากการสอบมิดเทอมช่วงเช้าเสร็จสิ้น ทางเดินไปยังห้องน้ำหลังตึกค่อนข้างเงียบเชียบเนื่องจากเป็นเวลาพักเที่ยงที่นักศึกษาส่วนใหญ่จะรวมตัวกันอยู่ที่โรงอาหาร
แต่ในขณะที่เอยกำลังจะเดินเลี้ยวโค้ง ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางเธอไว้
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาแต่แววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเย่อหยิ่ง เขาอยู่ในชุดนักศึกษาถูกระเบียบแต่กลับดูภูมิฐานในฐานะลูกชายนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล... ‘พายุ’ คู่อริตลอดกาลของอัคคี และเป็นคนเดียวกับที่เคยใช้เส้นสายใส่ร้ายอัคคีจนต้องติดคุก
“อ้าว... น้องเอย คณะบริหารฯ ใช่ไหมครับ” พายุคลี่ยิ้มหวานที่ดูประดิษฐ์ พลางก้าวเข้ามาประชิดตัวเด็กลูกคุณหนูผู้ไร้เดียงสา
“คะ? ค่ะ...” เอยชะงักไปเล็กน้อย ท่าทางของเอยดูประหม่าเพราะไม่รู้จักคนตรงหน้า
“พี่ชื่อพายุนะครับ อยู่ปีสาม คณะนิติฯ พอดีเห็นน้องเอยเดินอยู่คนเดียว กลัวว่าจะหลงทาง หรือว่า... กำลังมองหาใครอยู่หรือเปล่าครับ?” พายุเอ่ยเสียงนุ่มพลางส่งสายตาแทะโลมอย่างปิติดีใจ เขาแอบจับตามองเอยมาสักพักแล้ว ลูกคุณหนูสวยใสขนาดนี้ แถมโปรไฟล์ยังเพียบพร้อม เหมาะที่จะเอามาเป็นของเล่นประดับบารมีชิ้นใหม่เหลือเกิน
และที่สำคัญ... พายุแอบเห็นเหตุการณ์ที่ลานจอดรถเมื่อวาน เขารู้ว่า ‘ไอ้เพลิง’ นักเลงกระจอกที่เขาเกลียดขี้หน้ากำลังให้ความสนใจผู้หญิงคนนี้
อะไรที่ไอ้เพลิงมันอยากได้... พายุคนนี้จะแย่งมาให้หมด!
“ป่าวค่ะ เอยกำลังจะเข้าห้องน้ำ... ขอตัวก่อนนะคะ” เอยรู้สึกอึดอัดกับสายตาของพายุ เธอจึงพยายามจะเดินเลี่ยงออกไป แต่พายุกลับก้าวมาดักหน้าไว้ทันควันพลางถือวิสาสะเอื้อมมือไปจับข้อมือบาง
“เดี๋ยวสิครับน้องเอย คุยกันก่อน...”
“มึงปล่อยมือสกปรกของมึงออกจากเมียกูเดี๋ยวนี้... ไอ้พายุ!”
เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวราวกับฟ้าร้องดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับแรงลมขุมใหญ่ที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่พายุจะตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ของอัคคีก็พุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อของพายุแล้วเหวี่ยงออกไปอย่างแรงจนร่างของลูกนักการเมืองถลาร่างไปกระแทกกับผนังห้องน้ำเสียงดังพลั่ก!
“พี่อัคคี!” เอยอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานซีดเผือดเมื่อเห็นอัคคีในสภาพที่ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ไอสังหารและพายุอารมณ์ดิบเถื่อนแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนน่าขนลุก
“ไอ้เพลิง! มึงกล้าดียังไงมาผลักกูวะ!” พายุลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากเสื้อ แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
อัคคีไม่สนใจคำพูดของพายุ เขาขยับกายเข้ามาบังร่างของเอยไว้ทางด้านหลัง มือหนาคว้าข้อมือของเอยที่เพิ่งโดนพายุจับขึ้นมาบีบแน่นด้วยความหึงหวงจนแทบบ้า อารมณ์ดิบที่แฝงความหวงก้างปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงเมื่อเห็นผู้หญิงที่เขา ‘ปักป้าย’ จองไว้ในใจ ถูกชายอื่นสัมผัส
“กูบอกมึงแล้วใช่ไหม... ว่าอย่าเสือกกับคนของกู” อัคคีเค้นเสียงรอดไรฟัน ดวงตาคมกล้าจ้องพายุราวกับจะฉีกเนื้อเป็นชิ้นๆ “ถ้ามึงยังอยากมีหน้าไปเดินสลอนให้พ่อมึงใช้เส้นสายช่วย... ก็ไสหัวไปซะ ก่อนที่กูจะฝังมึงไว้ตรงนี้!”
พายุแค่นยิ้มเยาะ แม้จะแอบหวั่นใจกับความคลั่งของคนตรงหน้า แต่ก็ยังเลือกที่จะปั่นประสาทต่อ “หวงซะด้วยว่ะ... แหม แต่น้องเอยเขาเป็นลูกคุณหนูนะเว้ย เขาจะมาตาต่ำคว้าอดีตขี้คุก ขยะสังคมอย่างมึงไปทำผัวเหรอวะ? น้องเอยครับ อย่าไปอยู่ใกล้รังสีอัปมงคลของมันเลยครับ...”
พลั่ว!!
กำปั้นหนักๆ ของอัคคีพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของพายุอย่างแรงจนล้มคว่ำลงไปกองกับพื้น เลือดสีสดไหลซึมจากมุมปากของลูกนักการเมืองทันที
“กรี๊ด! พี่อัคคี อย่าค่ะ! พอแล้ว!” เอยร้องเสียงหลงด้วยความกลัว เธอรีบโผเข้ากอดแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของอัคคีไว้แน่นเพื่อรั้งไม่ให้เขาเข้าไปซ้ำ “เอยกลัวแล้ว... พี่เพลิง... พอเถอะค่ะ เอยเจ็บ!”
คำว่า ‘พี่เพลิง... เอยเจ็บ’ พร้อมกับแรงกอดรัดจากร่างนุ่มนิ่มที่สั่นเทาอยู่ข้างกาย ราวกับน้ำเย็นจัดที่ราดลงบนกองเพลิงที่กำลังลุกโชน อัคคีชะงักหมัดที่กำลังจะชกซ้ำช้าๆ เขาหอบหายใจรุนแรง นัยน์ตาคมกริบตวัดกลับมามองยัยคุณหนูที่กำลังร้องไห้โฮจนตัวโยนอยู่ข้างตัว
อัคคีสบถชิดริมฝีปาก ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเอยแล้วกระชากร่างเล็กให้เดินตามเขาไปทางประตูด้านหลังตึกทันที โดยไม่หันกลับไปมองพายุที่นอนเอามือกุมหน้าด้วยความเจ็บแค้นอยู่อย่างนั้น
อัคคีลากเอยมาจนถึงมุมอับสายตาหลังอาคารเรียนเก่าที่ไม่มีคนผ่านไปมา เขาผลักร่างเล็กเข้าหาผนังปูนอย่างแรงแต่ก็ยังใช้ฝ่ามือรองศีรษะทุยของเธอไว้ไม่ให้กระแทก ร่างสูงใหญ่ตามเข้ามาประชิดกักขังเธอไว้ในอ้อมแขนจนไม่มีทางหนี
“ฮึก... พี่อัคคีปล่อยเอย... เอยเจ็บนะ” เอยสะอื้นไห้ ใบหน้าหวานเปื้อนคราบน้ำตา ดวงตากลมโตมองเขาด้วยความตัดพ้อและหวาดกลัว
“เจ็บงั้นเหรอ? ทีตอนที่ยอมให้มันจับมือไม่เห็นมึงจะร้อง!” อัคคีตะคอกเสียงต่ำ สรรพนามแปรเปลี่ยนเป็นความโมโหและหึงหวงแทบบ้าคลั่งยามที่คิดถึงภาพมือของพายุที่แตะต้องตัวเธอ “มึงรู้ไหมว่ามันเป็นใคร! มันคิดจะเคลมมึง... แล้วมึงก็ดันยืนบื้อให้มันจับอยู่ได้!”
“เอยไม่ได้ยอมนะคะ! เอยเพิ่งเจอเขา... ฮึก เอยไม่รู้เรื่อง”
“ไม่รู้เรื่องเหรอ? ไร้เดียงสานักนะหนูเอย!” อัคคีโน้มใบหน้าคมคายลงมาจนชิด กลิ่นอายดิบเถื่อนและลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มเนียนจนเอยขนลุกซู่ “จำใส่สมองอันน้อยๆ ของมึงไว้เลยนะ... ว่าร่างกายของมึง สัมผัสของมึง... เป็นของกูคนเดียว! ถ้ากูเห็นมึงไปยืนคุย รบ๋อส่งยิ้มให้ไอ้หน้าไหนอีก... กูไม่จบแค่มัดแน่!”
“พี่ไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับเอยนะ! เอยไม่ใช่ของพี่!” เอยประท้วงทั้งน้ำตา ความอึดอัดทำให้เธอทุบอกกว้างของเขาเบาๆ
“ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ? ...เดี๋ยวเพิ่มสิทธิ์ให้เดี๋ยวนี้แหละ!”
สิ้นประโยคห้วนจัด อัคคีก็บดเบียดริมฝีปากหนาลงประกบปิดริมฝีปากอิ่มของเอยทันทีอย่างดุดันและเอาแต่ใจ! สัมผัสแรกนั้นรุนแรงจนเอยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รสจูบอันป่าเถื่อนแฝงไปด้วยความหึงหวงและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างแจ่มชัด ลิ้นหนาแทรกซอนเข้าตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างจาบจ้วง ครอบครองทุกหยาดหยดราวกับสัตว์ป่าที่กำลังกระหายน้ำ
“อื้อออ...” เอยส่งเสียงประท้วงในลำคอ มือเล็กพยายามผลักไสแผงอกแกร่ง แต่แรงอันน้อยนิดของคุณหนูในกล่องแก้วมีหรือจะสู้แรงของนักเลงหนุ่มผู้เจนโลก สัมผัสอันเร่าร้อนแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายจนทำให้สมองของเอยขาวโพลน แข้งขาเริ่มอ่อนแรงลงช้าๆ จนต้องเปลี่ยนเป็นเกาะบ่าแกร่งของเขาไว้เพื่อพยุงตัว
เมื่อเห็นร่างเล็กเริ่มโอนอ่อนและไร้แรงต้านทาน ความดุดันในตอนแรกของอัคคีก็ค่อยๆ ผ่อนลงช้าๆ เปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลและอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความหมั่นเขี้ยวอย่างลึกล้ำ ลิ้นแกร่งค่อยๆ ละเลียดชิมความหวานจิ้มลิ้มอย่างเชื่องช้า พลางดูดดึงริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ ราวกับจะปลอบประโลมหยาดน้ำตาที่ยังคงนองหน้า
รสจูบที่หอมหวานและเร่าร้อนที่สุดในชีวิตทำให้อารมณ์ของทั้งสองคนเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน... กลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวอัคคีผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้สีขาวสะอาดจากตัวเอย หลอมรวมกลายเป็นความสัมพันธ์อันปั่นป่วนที่ยากเกินกว่าจะแยกออกจากกันเสียแล้ว
อัคคีค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้าอย่างนึกเสียดาย นัยน์ตาคมกล้าที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความปรารถนาที่ซ่อนไม่มิด เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็กที่ขึ้นสีแดงก่ำด้วยความขัดเขิน
“จำไว้... หนูเอย อย่าให้กูเห็นว่ามึงไปอยู่ใกล้ผู้ชายคนไหนอีก... ไม่งั้นมันจะไม่จบแค่จูบแน่ ยัยหนูของพี่”
น้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและอ่อนโยนในตอนท้าย ทำเอาหัวใจของเอยเต้นผิดจังหวะจนแทบจะระเบิดออกมา เด็กสาวได้แต่ซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาพลางหอบหายใจถี่รัว... ความกลัวในตอนแรกเริ่มเลือนหายไป ทว่าความรู้สึกดีๆ และความปั่นป่วนกลับเริ่มก่อตัวขึ้นจนเธอไม่สามารถปฏิเสธหัวใจตัวเองได้อีกต่อไป...
