ตอนที่ 4 รับที่เก็บซ่อน..กับความจริงที่ถูกเหยียบย่ำ
แสงอรุณยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านลูกไม้ในห้องนอนเล็กๆ ของอิงฟ้าไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นแม้แต่น้อย เปลือกตาบางบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักตลอดทั้งคืน สัมผัสรุนแรงและถ้อยคำถากถางของคิรินเมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเทปที่ฉายซ้ำไม่รู้จบ “สัมผัสของเธอ มันเทียบไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บของรินดา” คำพูดนั้นกรีดลึกลงในใจเสียยิ่งกว่าคมมีด
อิงฟ้าลุกขึ้นจัดการตัวเอง สวมหน้ากากความเข้มแข็งกลับคืนมา เธอต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยงต่อไปเพื่อเด็กๆ และเพื่อรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับคุณเมธา แต่สิ่งที่เธอไม่ได้เตรียมใจไว้คือการเผชิญหน้ากับคิรินในสภาพที่เขา "มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน"
ห้องอาหารหลัก
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าเงียบสงัดจนได้ยินเสียงช้อนกระทบจานกระเบื้อง คิรินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดทำงานสีเข้ม ดูภูมิฐานและน่าเกรงขามเหมือนทุกวัน ใบหน้าคมสันเรียบตึงไร้ร่องรอยความมึนเมาหรือความรู้สึกผิดจากเหตุการณ์เมื่อคืน อิงฟ้าเดินเข้ามาพร้อมกับจูงมือพายุและเรน เธอก้มหน้าหลบสายตาเขาขณะที่พาเด็กๆ นั่งลง
"วันนี้มีประชุมที่สำนักงานใหญ่ พายุกับเรนห้ามซน ห้ามให้คนข้างนอกเข้ามาในเขตบ้านเด็ดขาด" คิรินสั่งเสียงเรียบ โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ในมือ
"ครับคุณพ่อ" พายุตอบรับสั้นๆ แต่อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอิงฟ้าที่มีท่าทีแปลกไป
"แล้วเธอ..." คิรินวางหนังสือพิมพ์ลง สายตาคมกริบจ้องเขม็งมาที่อิงฟ้า "อย่าคิดว่าเรื่องเมื่อคืนจะทำให้ฐานะของเธอเปลี่ยนไป ฉันจำได้ทุกอย่าง... และฉันก็หวังว่าเธอจะจำได้ด้วยว่าฉันพูดอะไรไว้"
อิงฟ้าเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความร้าวราน "ฟ้าไม่เคยลืมค่ะคุณคิริน ฟ้าจำได้แม่นว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร และจำได้ด้วยว่าคุณเป็นคนแบบไหน"
คิรินเลิกคิ้วเล็กน้อย ดูจะแปลกใจที่เห็น "ลูกไล่" อย่างเธอเริ่มมีเขี้ยวเล็บตอบโต้เขากลับมาบ้าง
ช่วงสายที่ห้องสมุด
หลังจากคิรินออกไปทำงาน อิงฟ้าต้องเข้ามาจัดเรียงหนังสือที่กระจัดกระจายจากการที่เจ้าพ่อหนุ่มอาละวาดเมื่อคืน เธอพยายามหลีกเลี่ยงโต๊ะทำงานตัวนั้น แต่นิยายเล่มหนึ่งที่ตกอยู่ใต้โต๊ะดึงดูดสายตาเธอ มันคือนิยายรักเล่มเก่าที่หน้ากระดาษเริ่มเหลือง
หัวใจของหญิงสาวสั่นระรัวเมื่อเปิดไปที่หน้าแรก มีลายมือขยุกขยิกที่เธอจำได้ดีเขียนไว้ว่า 'ขอให้พี่คิรินโชคดีกับการสอบนะคะ... จากอิงฟ้า'
นี่คือนิยายที่เธอแอบเอาไปใส่ไว้ในกระเป๋าของเขาเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่เขาเรียนจบมัธยมปลายและเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ เธอไม่คิดเลยว่าเขายังเก็บมันไว้... หรือจริงๆ แล้วเขาก็แค่ลืมทิ้งมันไปพร้อมกับขยะชิ้นอื่นๆ?
"นั่นของแด๊ดดี้ครับ!" เสียงเล็กๆ ของพายุดังขึ้นที่หน้าประตู
อิงฟ้ารีบปิดหนังสือ "พายุ... มาทำอะไรที่นี่คะ?"
เด็กชายเดินเข้ามาใกล้ สายตาจ้องมองหนังสือในมือเธอ "แด๊ดดี้ชอบเปิดหนังสือเล่มนี้เวลาที่เขาดื่มเหล้าคนเดียว บางทีเขาก็ดูโกรธ บางทีเขาก็ดูเหมือนจะร้องไห้ พี่อิงฟ้าเป็นคนเขียนข้างในนั้นเหรอ?"
คำถามของเด็กน้อยทำให้อิงฟ้าพูดไม่ออก ความทรงจำในวัยเรียนพรั่งพรูเข้ามา... วันที่เธอรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาเขาที่สนามบาสเพื่อขอบันทึกเฟรนด์ชิพ แต่คิรินกลับรับมันไปแล้วโยนลงถังขยะต่อหน้าเพื่อนๆ ของเขา พร้อมคำพูดที่ว่า "ลูกสาวแม่บ้านอย่างเธอ อย่าสะเออะมาทำตัวเสมอภาคกับฉัน"
น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนปกนิยาย อิงฟ้ารีบเช็ดมันออก "เปล่าค่ะ... พี่แค่มาเก็บของให้เรียบร้อย พายุไปหาเรนเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่ตามไป"
ความลับในความเงียบ
เย็นวันนั้น คิรินกลับมาเร็วกว่าปกติ เขาเดินเข้ามาในบ้านด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวจากการเจรจาธุรกิจที่ไม่ลงตัว แต่ภาพที่เขาเห็นตรงลานม้านั่งหินอ่อนกลับทำให้เขาชะงัก
อิงฟ้ากำลังนั่งเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง แต่ไม่ใช่เล่าจากหนังสือ เธอกำลังเล่าเรื่องราวของ "เจ้าชายที่ลืมวิธีหัวเราะ" โดยมีพายุและเรนตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
"เจ้าชายขังตัวเองไว้ในปราสาทมืดๆ เพราะเขากลัวว่าถ้าเขาเปิดประตูออกมา เขาจะได้รับบาดเจ็บอีก..." เสียงของอิงฟ้าอ่อนโยนแต่น่าเศร้า "เขาไม่รู้เลยว่าภายนอกนั้นมีดอกไม้ที่รอวันผลิบาน และมีคนที่พร้อมจะเดินเคียงข้างเขาโดยไม่กลัวอันตราย"
"แล้วเจ้าชายจะเปิดประตูไหมคะพี่ฟ้า?" เรนถามด้วยความลุ้น
"พี่ก็ไม่รู้ค่ะ... บางทีเจ้าชายอาจจะต้องรอให้ใครสักคนพังประตูเข้าไป หรือไม่ก็รอจนกว่าหัวใจของเขาจะแตกสลายจนไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกต่อไป"
คิรินที่ยืนหลบอยู่ในเงามืดกำหมัดแน่น คำพูดของอิงฟ้ามันเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวตนของเขาออกมาอย่างหมดเปลือก เขาโกรธที่เธอทำเหมือนรู้จักเขาดี โกรธที่เธอยังมีแก่ใจจะอ่อนโยนทั้งที่เขาเหยียบย่ำเธอสารพัด
เขาเดินพรวดพราดเข้าไปกลางวง "พอกันที! นิทานเพ้อเจ้อ พาลูกฉันไปนอนได้แล้ว!"
เด็กๆ สะดุ้งโหยง อิงฟ้ารีบพาเด็กๆ เดินเลี่ยงขึ้นข้างบน แต่คิรินกลับคว้าต้นแขนเธอไว้ "ส่วนเธอ... ตามฉันไปที่ห้องทำงาน"
พายุอารมณ์ในห้องทำงาน
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง คิรินก็เหวี่ยงหนังสือเล่มเหลืองใบหน้านั้นลงบนโต๊ะ "เธอถือดีคิรินยังไงถึงมายุ่งกับของส่วนตัวของฉัน!?"
"ฟ้าแค่เก็บมันขึ้นมาจากพื้นค่ะ คุณเป็นคนทำมันตกไว้เอง" อิงฟ้าตอบด้วยเสียงที่พยายามไม่ให้สั่น
"เธอคงภูมิใจล่ะสิที่เห็นว่าฉันยังเก็บขยะที่เธอเคยให้ไว้ แตอย่าเข้าใจผิด..." คิรินก้าวเข้าหาเธอช้าๆ บรรยากาศรอบตัวเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายมาเฟียที่พร้อมจะขยี้ทุกอย่าง "ที่ฉันเก็บมันไว้ ก็เพื่อเตือนใจตัวเองว่าความรักที่ไร้ค่ามันหน้าตาเป็นยังไง เตือนใจว่าความอ่อนแอของฉันในอดีตมันทำให้รินดาต้องตาย!"
"มันเกี่ยวอะไรกับรินดาคะ!? เธอตายเพราะศัตรูของคุณ ไม่ใช่เพราะความรัก!" อิงฟ้าตะโกนกลับทั้งน้ำตา
"เธอไม่รู้อะไรเลย!" คิรินตวาดลั่นพลางดันร่างเธอไปติดผนัง "วันนั้น... ถ้าฉันไม่มัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าฉันไม่ทำให้เธอเป็นจุดอ่อนให้ศัตรูเห็นว่าเธอคือหัวใจของฉัน เธอคงไม่ต้องมารับกระสุนแทนฉัน! เพราะฉะนั้นอิงฟ้า... ยิ่งเธอยัดเยียดความรักโง่ๆ นั่นมาให้ฉันมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเข้าใกล้ความตายมากเท่านั้น!"
อิงฟ้านิ่งอึ้งไปกับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ ปมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคิรินไม่ใช่การไม่รักคนใหม่ แต่มันคือ "ความกลัว" กลัวว่าถ้าเขารักใครอีก คนๆ นั้นจะต้องมีจุดจบแบบเดียวกับรินดา
"คุณเลยเลือกที่จะใจร้ายกับฟ้า... เพื่อปกป้องฟ้าเหรอคะ?" อิงฟ้าถามเสียงแผ่ว พลางเอื้อมมือไปจะแตะใบหน้าของเขา
คิรินปัดมือเธอออกทันที สายตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความว่างเปล่าที่น่าใจหาย "อย่าสำคัญตัวผิดไปอิงฟ้า ฉันไม่ได้ปกป้องเธอ... แต่ฉันไม่อยากให้มือของฉันต้องเปื้อนเลือดเพราะคนอย่างเธออีกต่างหาก ออกไปซะ ก่อนที่ฉันจะทนเห็นหน้าเธอไม่ได้ไปมากกว่านี้"
อิงฟ้าเดินออกจากห้องด้วยหัวใจที่หนักอึ้งกว่าเดิม ความรักที่เธอเก็บซ่อนมานานปี บัดนี้มันกลายเป็นภาระและอันตรายสำหรับเขา ยิ่งเธอพยายามใกล้ชิดเพื่อเยียวยา เขาก็ยิ่งสร้างกำแพงหนามขึ้นมาทิ่มแทงเธอและตัวเอง... ในโลกของเจ้าพ่อมาเฟีย ความรักอาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความสุข แต่มันคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง
