ตอนที่ 3 ฝาแฝดจอมแสบกับบททดสอบของยัยลูกสาวแม่บ้าน
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่อึมครึมไม่ต่างจากความรู้สึกของอิงฟ้า รอยแดงที่ข้อมือจากแรงบีบของคิรินเมื่อคืนยังคงปรากฏชัดเป็นหลักฐานของความใจร้าย เธอพยายามลงคอนซีลเลอร์ทับไว้อย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้ป้าอุ่นหรือคุณท่านเมธาสังเกตเห็น อิงฟ้าบอกตัวเองให้เข้มแข็ง เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อรอรับความรักที่แห้งแล้งจากผู้ชายคนนั้น แต่มาเพื่อทำหน้าที่ดูแลเด็กน้อยสองคนที่เปรียบเสมือนผ้าขาวท่ามกลางดงมาเฟีย
“วันนี้คุณหนูพายุกับคุณหนูเรนมีเรียนพิเศษช่วงเช้า แต่อาจารย์เลื่อนคลาสกะทันหัน หนูฟ้าคงต้องดูแลเด็กๆ ทั้งวันหน่อยนะลูก” ป้าอุ่นเอ่ยขณะจัดเตรียมถาดอาหารเช้า
“ได้ค่ะแม่ เดี๋ยวฟ้าจัดการเอง แม่ไปพักเถอะค่ะ”
อิงฟ้าเดินกลับขึ้นไปยังห้องนอนของฝาแฝด แต่สิ่งที่เธอพบกลับไม่ใช่เด็กน้อยว่าง่ายที่เธอกอดปลอบเมื่อเย็นวาน
โครม!
เสียงตัวต่อเลโก้กระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักที่เงียบลงทันทีเมื่อเธอเปิดประตูเข้าไป พายุนั่งกอดอกอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าถอดแบบมาจากพ่อไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนเรนแอบอยู่หลังพี่ชาย สายตาหวาดระแวง
“ผมไม่ชอบกินข้าวต้ม และไม่ชอบให้ใครมาสั่งให้ไปอาบน้ำด้วย!” พายุประกาศกร้าว
“พี่อิงฟ้ายังไม่ได้สั่งเลยนะคะ” อิงฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงใจดี เธอเดินฝ่าดงเลโก้ที่ดูเหมือนจะถูกวางไว้ให้เธอเหยียบอย่างจงใจ “แต่ถ้าพายุกับเรนไม่ทานข้าวเช้า วันนี้เราจะไม่มีพลังไปเล่นฐานทัพลับที่หลังสวนนะคะ”
“ฐานทัพลับเหรอ?” เรนโผล่หน้าออกมา ตาโตด้วยความสนใจ
“ใช่ค่ะ พี่แอบเห็นว่าแถวต้นจามจุรีใหญ่มีที่เหมาะๆ ทำป้อมปราการมากเลย แต่เฉพาะเด็กที่หม่ำข้าวหมดชามเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าฐานทัพนะ”
การรับมือกับเด็กที่เป็นลูกมาเฟียไม่ใช่เรื่องง่าย พายุพยายามทดสอบความอดทนของเธอทุกวิถีทาง ทั้งแกล้งทำนมหกใส่ชุดเธอ ทั้งเอาสีเทียนไประบายบนพรมราคาแพง แต่อิงฟ้ากลับไม่ดุด่า เธอใช้ความนิ่งและความเข้าใจเข้าสู้ เธอสอนให้เด็กๆ ช่วยกันเช็ดสีที่เลอะออกโดยบอกว่าเป็น “ภารกิจกู้ชีพพรม” จนพายุที่ตั้งแง่เริ่มสนุกไปกับมัน
ในช่วงบ่าย ขณะที่เด็กๆ กำลังวิ่งเล่นอยู่ที่สวนหลังบ้านอย่างสนุกสนาน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าหนังขัดมันก็ดังขึ้น คิรินเดินออกมาจากตัวตึกทำงาน ใบหน้าของเขายังคงราบเรียบและดุดัน สายตาคมกริบมองดูอิงฟ้าที่กำลังมัดผมให้เรนท่ามกลางแสงแดด
“เล่นอะไรเป็นเด็กๆ” เสียงทุ้มต่ำขัดจังหวะความสุข
เด็กทั้งสองชะงัก พายุรีบวิ่งไปเกาะขาพ่อด้วยความกลัวระคนเคารพ “คุณพ่อ... พี่อิงฟ้าพามาเล่นฐานทัพครับ”
คิรินปรายตามองอิงฟ้าที่ลุกขึ้นยืนพลางปัดเศษหญ้าออกจากกระโปรง “ฉันจ้างเธอมาเป็นพี่เลี้ยง ไม่ได้จ้างมาเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กเล่นไร้สาระ พาลูกฉันเข้าบ้านได้แล้ว แดดร้อนขนาดนี้ถ้าพวกเขาเป็นไข้ เธอรับผิดชอบไม่ไหวแน่”
“เด็กๆ ต้องการวิตามินดีและการออกกำลังกายนะคะคุณคิริน การอุดอู้อยู่แต่ในห้องแอร์ต่างหากที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ” อิงฟ้าเถียงกลับอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด
คิรินชะงักไปเล็กน้อย ไม่ค่อยมีใครในบ้านกล้าขัดใจเขา โดยเฉพาะลูกจ้าง “อย่ามาอ้างทฤษฎีโรงเรียนอนุบาลกับฉันอิงฟ้า... พายุ เรน เข้าบ้าน!”
เด็กๆ เดินคอตกเข้าไปข้างในทันที ทิ้งให้อิงฟ้ายืนเผชิญหน้ากับเจ้าพ่อผู้เย็นชาเพียงลำพัง
“คุณใจร้ายกับลูกเกินไปหรือเปล่าคะ?”
คิรินก้าวเข้ามาประชิดตัวจนอิงฟ้าสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายเขา “ฉันปกป้องลูกในแบบของฉัน โลกข้างนอกนั่นมันอันตรายกว่าที่เธอคิด ยิ่งพวกเขามีความสุขมากเท่าไหร่ เวลาที่ความจริงมันตบหน้า มันจะยิ่งเจ็บมากเท่านั้น... เหมือนที่ฉันเคยเจอ”
แววตาของคิรินวูบไหวด้วยความเจ็บปวดเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวดังเดิม อิงฟ้ารู้ดีว่าเขากำลังพูดถึง รินดา ภรรยาเก่าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อหลายปีก่อน เหตุการณ์นั้นทำให้คิรินปิดตายหัวใจและมองว่าความรักคือ “จุดอ่อน” ที่จะนำหายนะมาสู่ครอบครัว
“แต่การขังพวกเขาไว้ในกรงทองที่เย็นชาแบบนี้ มันไม่ใช่การปกป้องนะคะ แต่มันคือการทำร้ายจิตใจ”
“เธอรู้ดีนักนิอิงฟ้า... รู้ดีไปหมดทุกเรื่องเหมือนตอนสมัยเรียนไม่มีผิด” คิรินเค่นหัวเราะในลำคอพลางเอื้อมมือมาเชยคางเธอขึ้น “ตอนนั้นเธอก็ชอบทำตัวเป็นนางเอกคอยแอบเอาขนมมาวางที่โต๊ะฉัน แอบเขียนโน้ตให้ฉัน... คิดว่าฉันไม่รู้เหรอ?”
หัวใจของอิงฟ้าเต้นรัวด้วยความอับอายที่ถูกแฉความลับในอดีต “คุณ... คุณรู้?”
“รู้สิ และฉันก็บอกเธอไปแล้วไงว่าฉัน 'รำคาญ' สายตาที่เธอใช้มองฉันมันน่าสมเพช... อย่าคิดว่าการกลับมาครั้งนี้ในฐานะพี่เลี้ยงจะทำให้ฉันใจอ่อนได้ เพราะสำหรับฉัน เธอเป็นได้แค่ลูกสาวแม่บ้านที่เข้ามาอาศัยใบบุญพ่อฉันอยู่เท่านั้น”
คำพูดของเขามันกรีดลึกลงไปในใจอิงฟ้าจนเธอแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว เธออยากจะตะโกนบอกเขาเหลือเกินว่าที่เธอทำไปทั้งหมดเพราะความหวังดี เพราะรักเขามาตลอดตั้งแต่เขายังเป็นเพียงพี่ชายใจดีคนเดิมที่เคยยิ้มให้เธอ
“ถ้าคุณรำคาญฟ้านัก... ทำไมไม่ไล่ฟ้าออกไปเลยล่ะคะ?”
คิรินนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาจ้องมองริมฝีปากสั่นระริกของหญิงสาว ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปสบตาที่คลอไปด้วยน้ำตาของเธอ “ไล่ออกมันง่ายไปอิงฟ้า... ฉันอยากให้เธอเห็นกับตาว่าต่อให้เธอพยายามแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันแทนที่ใครได้ และความรักที่เธอมีให้ฉัน มันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำลายตัวเธอเอง”
เขาละมือจากคางของเธอแล้วเดินสะบัดจากไป ทิ้งให้อิงฟ้ายืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางสวนที่เคยสดใส แต่บัดนี้กลับดูมืดมนลงไปตามอารมณ์ของเจ้าของบ้าน
ตกดึก
อิงฟ้ายังคงไม่ได้พัก เธอเดินลงมาที่ห้องสมุดเพื่อหาหนังสือนิทานเล่มใหม่ให้เรน แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคิรินนั่งฟุบอยู่กับโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ กลิ่นเหล้าโชยฟุ้งไปทั่วห้อง ในมือของเขายังคงกำกรอบรูปของรินดาไว้แน่น
เธอค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ด้วยความรู้สึกที่ห้ามไม่ได้ แม้เขาจะใจร้ายกับเธอเพียงใด แต่ภาพชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่พ่ายแพ้ต่ออดีตจนต้องพึ่งพาน้ำเมานั้นมันช่างน่าเวทนา อิงฟ้าหยิบผ้าห่มผืนบางที่วางอยู่บนโซฟามาคลุมไหล่ให้เขาเบาๆ
“คุณมันคนบ้า... คิริน ใจร้ายกับคนอื่นไปทั่วแต่ตัวเองกลับเจ็บที่สุด” เธอกระซิบเสียงเบา
ในจังหวะที่เธอกำลังจะถอยออกมา มือหนาที่ดูเหมือนจะหลับไปแล้วกลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่น!
“รินดา... อย่าไป... อย่าทิ้งผมไป...” คิรินละเมอเสียงสั่นเครือ ร่างสูงโปร่งสั่นเทาเหมือนเด็กหลงทาง
อิงฟ้านิ่งอึ้ง หัวใจของเธอแตกสลายเมื่อเห็นว่าแม้ในยามฝัน เขาก็ยังเพรียกหาแต่ผู้หญิงคนนั้น มือเล็กค่อยๆ วางลงบนหลังมือของเขา ลูบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “ฟ้าอยู่นี่ค่ะ... ไม่เป็นไรนะ...”
คิรินลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ นัยน์ตาคมที่เคยดุดันบัดนี้ดูฉ่ำน้ำและเลื่อนลอย เขามองเห็นภาพอิงฟ้าทับซ้อนกับคนรักเก่าที่จากไป ความโหยหาที่ถูกเก็บกดไว้พุ่งพล่านจนเกินต้านทาน
เขากระชากร่างบางลงมาจนเธอถลาลงไปนั่งบนตักกว้าง อิงฟ้าร้องอุทานด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันได้ประท้วง ริมฝีปากร้อนผ่าวที่เต็มไปด้วยรสขมของวิสกี้ก็ทาบทับลงมาปิดปากเธออย่างรวดเร็วและรุนแรง
มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน แต่มันคือจูบที่เต็มไปด้วยความโหยหา ความโกรธแค้น และความสับสน อิงฟ้าพยายามดิ้นรนแต่แรงของเขามหาศาลนัก ในขณะที่เธอกำลังจะขาดใจ รสสัมผัสที่รุกรานกลับเปลี่ยนเป็นความโหยหาที่แสนเจ็บปวดจนเธอเผลอจูบตอบเขาไปตามสัญชาตญาณ
คิรินชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้รับสัมผัสที่อ่อนโยนจากหญิงสาว เขาสลัดความมึนเมาออกไปเล็กน้อยก่อนจะผลักอิงฟ้าออกอย่างแรงจนเธอเกือบตกจากตัก
“เธอ!” คิรินจ้องมองเธอด้วยสายตารังเกียจราวกับเห็นสิ่งสกปรก “เธอฉวยโอกาสตอนฉันเมางั้นเหรอ!?”
“ฟ้าเปล่านะคะ คุณเป็นคนดึงฟ้าลงไป...”
“ออกไป!” เขาตวาดเสียงดังลั่นห้องจนอิงฟ้าสะดุ้งสุดตัว “ออกไปจากห้องนี้ก่อนที่ฉันจะคุมตัวเองไม่ได้ แล้วจำไว้... สัมผัสของเธอ มันเทียบไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บของรินดา!”
อิงฟ้าวิ่งหนีออกมาจากห้องสมุดด้วยความรู้สึกอัปยศถึงขีดสุด น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลอาบแก้ม เธอเกลียดตัวเองที่เผลอไผลไปกับรสจูบของเขา และเกลียดเขาที่ใช้เธอเป็นตัวแทนของคนตายแล้วเหยียบย่ำซ้ำเติม
บนชั้นบน พายุที่แอบออกมาดูเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เด็กน้อยขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่ก็มีความกังวลฉายชัดในแววตา... สงครามระหว่างมาเฟียใจร้ายกับพี่เลี้ยงผู้อ่อนโยนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และมันกำลังจะทำลายหัวใจของทุกคนในบ้านหลังนี้ให้แหลกลาญ!
