1 จิง
หนึ่งปีก่อน...
ฉันชอบบรรยากาศแบบตอนนี้ที่สุด
เสียงเพลง แอลกอฮอล์ เพื่อน และผู้ชาย ตอบไม่ได้เลยว่าถูกใจสิ่งไหนมากกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างหลัง ผู้ชายสองคนที่ทั้งร้านต่างพากันให้ความสนใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา และกำลังลอบมองฉันอย่างสนอกสนใจ
“จิง เบาหน่อย”
เสียงรัชชุเพื่อนเกย์คนสนิทเตือนอย่างไม่จริงจังนัก ตอนที่หันมาแล้วเห็นว่าฉันอมยิ้มพลางมองแก้วเหล้าในมือและวนไปมาอย่างไร้เดียงสา มันเป็นท่าทีที่ฉันมักจะทำเวลาสนใจใครสักคน การแสดงออกที่ดูราวกับไม่ประสีประสาไปซะทุกอย่างกำลังขัดใจมัน
“อะไร ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“อย่าแอ๊บ กูดูออก”
“บ้าน่า” ฉันหัวเราะคิก มือบางเลื่อนไปตบบ่าอีเพื่อนบ้าอย่างนึกโมโห แต่ก็แสดงออกแบบน่ารัก ซึ่งฉันคิดว่ามันเหมาะกับฉันนะ
ก็ฉันน่ารักนี่ วันนี้ใส่เสื้อยืดเอวลอยสีชมพูสดใสเลยนะ ฉันรวบผมเป็นหางม้าจนมองเผินๆ เหมือนเด็กมัธยมด้วยซ้ำ แต่งหน้าบางๆ ทาปากสีชมพู กรีดอายไลน์เนอร์ให้ดวงตาคมกริบแต่ไม่ดุดัน รัชชุชมว่าฉันเหมือนลูกแมวน้อยทั้งๆ ที่ความจริงฉันคือเสือดาวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อนั่นล่ะ
ภาพลักษณ์ของฉันดูน่ารัก แต่ทุกคนก็รู้ ฉันหมายถึง อย่างน้อยๆ ในที่แห่งนี้ ผู้คนต่างก็รู้ว่าฉันร้อนแรงแค่ไหนเวลาที่ลุกออกไปเต้น และเพราะแบบนั้นล่ะมั้งฉันถึงได้ดึงดูดผู้ชายสองคนตรงหน้า จนเขาพากันมองมาแล้วก็กระซิบกันไม่หยุด
“สองคนไม่ได้นะเว้ย” อีนี่ก็กระซิบไม่หยุดเหมือนกัน
“รู้แล้วน่า ใครจะไปควบสองคนในคืนเดียวล่ะยะ”
“แหม ก็เห็นอ่อยขนาดนี้นึกว่าจะสวิงกิ้ง” ฉันเผลอใช้กำลังกับรัชชุอีกครั้งตอนที่หมอนั่นพูดจาน่าเกลียด สวิงกิ้งอะไร ทุเรศชะมัด “ว่าแต่แกชอบคนไหนอะ ธิปกหรือปีขาล”
“รู้จักด้วยเหรอ” ฉันหันไปถามอย่างสนใจ ลืมไปสนิทว่ารัชชุรู้จักผู้ชายแทบทุกคนในมหาวิทยาลัยอยู่ละ
“โอ๊ย รู้จักตั้งแต่หัวจรดเท้าจ้า แต่ไม่เคยได้แดกนะ สารภาพกันตรงนี้” รัชชุถอนหายใจจนฉันหลุดหัวเราะออกมาอีก ท่าทางอยากได้มาก ฉันดูออก “คู่หูเศรษฐศาสตร์ที่ตอนรับน้องดังๆ ไง”
“อ๋อ” ฉันพอจะคุ้น “แต่ไม่ใช่เดือนคณะนี่”
“แหงสิ แกคิดว่าคนหล่อๆ จะต้องไปประกวดเดือนมหา’ลัยหมดเหรอ ขนาดสวยเอ็กซ์เซ็กซี่อย่างแกยังไม่ยอมเป็นดาวเลย”
“ก็มันวุ่นวาย”
“นั่นแหละ เหตุผลเดียวกัน” รัชชุเขกหัวฉันเบาๆ “แล้วสองคนนั้นก็เป็นเพื่อนสนิทกัน อันตรายทั้งคู่ เจ้าชู้ที่สุด ถ้าแกเป็นสาวน้อยไร้เดียงสาจริงๆ ฉันก็จะห้ามไม่ให้แกเข้าไปยุ่งเลย แต่เพราะกูรู้ กูดูออก เพราะฉะนั้นอยากได้ใครก็เลือกเอาเลย จบนะ”
“อีบ้า”
“ด่ากูทั้งๆ ที่ทำหน้ายิ้มตาเยิ้มงี้นะอีจิง อ่อยไม่หยุดเลยโว้ย! รำคาญ กูไปหาผู้ชายโต๊ะอื่นแดกดีกว่า อยู่กับมึงมีแต่อดกับอด!”
รัชชุโวยวายทีเล่นทีจริง แต่ก็ลุกไปอย่างที่พูดโดยเป้าหมายของมันก็คือผู้ชายโต๊ะตรงข้ามที่ฉันพอจะมองออกว่าแอบสบตากันมาพักใหญ่แล้ว แหม รำคาญฉันก็เป็นแค่ข้ออ้างนั่นแหละ ตัวเองก็มีเป้าหมายหลักเหมือนกัน
ซึ่งพอนั่งอยู่คนเดียวฉันก็ไม่ได้หันไปมองผู้ชายสองคนนั้นอีก รู้อยู่แล้วว่าอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ หนึ่งในนั้น ไม่ใครก็ใครจะต้องเป็นฝ่ายเข้ามาทำความรู้จักฉันเอง ฉันทำเป็นเหม่อมองไปตรงประตูทางเข้าเพราะมันเป็นการจัดวางองศาท่าทางที่ดูดีที่สุดของฉัน ขาข้างหนึ่งยกขึ้นมานั่งไขว่ห้างจนกระโปรงสั้นสีดำเลิกขึ้นมา ฉันใช้มือลูบต้นขาตัวเองแสร้งทำทีว่าอากาศหนาว แต่เปล่าเลย ฉันกำลังยั่วยวนต่างหาก
ตำแหน่งสายตาของฉันตรงกับรัชชุที่หันมามองพอดี อ่านริมฝีปากที่ขยับขึ้นลงก็จับใจความได้ว่ามันด่าฉัน ‘ตอแหล’ แต่ใครสนกันล่ะ เพราะในที่สุด... หนึ่งในคู่หูเศรษฐศาสตร์ที่ตกเป็นบทสนทนามาพักใหญ่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันพอดี
“ขอนั่งด้วยคนนะ”
คำทักทายแรกเอ่ยขึ้นและนั่งลงทันทีโดยไม่รอให้ฉันอนุญาต ฉันแกล้งทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยด้วยการเลิกคิ้วสูงและมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก รัชชุเคยบอกว่าเวลาถูกฉันมองด้วยสายตาแบบนี้มันอยากเกาคางฉัน ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าคนตรงหน้าก็คิดแบบเดียวกัน
“มองเหมือนลูกแมวเลย” เขาพูดยิ้มๆ
ส่วนฉันก็ยิ้มตอบ ก่อนเอามือเท้าคางแล้วเป็นฝ่ายพูดบ้าง
“แต่ไม่ได้เชื่องเหมือนลูกแมวหรอกนะ”
“ลูกแมวที่บ้านก็ไม่เชื่องนะ ชอบวิ่งหนี แล้วก็... ข่วนเจ็บมาก” เขาทิ้งจังหวะอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะตอนท้ายที่ทอดเสียงเบาลงจนเกือบกระซิบ แถมยังมองฉันด้วยสายตาอยากจะกลืนกินนั่นอีก ท่าทางร้ายไม่เบาแบบที่รัชชุพูดไว้จริงๆ
แต่ก็น่าสนใจดี
“รัชชุไปไหนแล้วอะ” เขาถามขึ้นเพื่อเปิดบทสนทนาใหม่ แต่ฉันยิ้มแหย่แล้วถามเขากลับบ้าง
“อ๋อ มาหารัชชุเหรอ”
“เปล่า” คนโดนป่วนแกล้งขมวดคิ้ว “มาหาคุณนั่นแหละ เห็นโดนทิ้งไว้คนเดียว”
“ก็เลยทิ้งเพื่อนไว้คนเดียวเหมือนกันน่ะเหรอ”
พอฉันพูดถึงอีกคน เขาก็หันไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ในทีแรก ซึ่งฉันเองก็เพิ่งเห็นในตอนนี้ว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้นั่งคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ข้างกายเขามีผู้หญิงอีกคนแนบชิดอยู่ และ เอ่อ... กำลังจูบกัน ไวไฟกว่าฉันเสียอีก
“ให้เรียกว่าถูกถีบหัวส่งมาจะดีกว่า” คนตรงหน้าพูดขำๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยในทันที “ว่าแต่เป็นเพื่อนรัชชุ ถ้างั้นก็... จิง?”
“พูดเหมือนรัชชุมีเพื่อนผู้หญิงคนเดียวงั้นแหละ”
“รัชชุมีเพื่อนหลายคน แต่ที่น่ารักๆ อะ มีจิงคนเดียวไง” เขาบอกตอนที่ส่งสายตาเจ้าชู้มาให้ เพราะแบบนั้นฉันจึงแกล้งทำเป็นรู้ไม่ทันอีกครั้ง
“ว่าแล้ว ทำไมรัชชุถึงห้าม”
“ฮะ? ห้ามอะไร ห้ามเราคุยกันน่ะเหรอ”
“อื้ม” ฉันพยักหน้า ใช้ดวงตากลมโตช้อนมองเขาอย่างไร้เดียงสาพร้อมกับลอบพิจารณาเขาไปในตัว ตอนที่อยู่ไกลๆ ก็มองว่าดูดีแล้ว พอมองใกล้ๆ ถึงเห็นชัดว่าใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน ดวงตาเรียวรีดุจหมาป่าเจ้าเล่ห์ จมูกโด่ง คิ้วเข้ม โครงหน้ามีสันกรามชัดเจน ริมฝีปากหยักได้รูปและเป็นสีแดงสดจนน่าจูบ
“แล้ว...ห้ามได้มั้ยครับ”
จู่ๆ คนตัวสูงตรงหน้าก็เอามือเท้าคางและมองหน้าฉันอย่างเชื้อเชิญ คำถามนั้น... กับน้ำเสียงและแววตาแบบนั้น... บอกได้เลยว่า...
“ห้ามไม่ได้หรอก”
