CHAPTER 9
“ฉันขอนั่งด้วยได้หรือไม่”
“...”
อินธาราพูดขอหลังจากเดินตามเทียนออกมาถึงหน้าบ้านแล้ว แม้ที่นี่จะเป็นป่ารกเสียส่วนใหญ่ที่บริเวณหน้าบ้านก็ถูกถกถางหญ้าเป็นอย่างดี แสงพระจันทร์เต็มดวงทำให้ทั้งคู่มองเห็นทุกอย่างดั่งมีไฟเปิดไว้
“กูยังไม่ได้บอกว่าจะให้มึงนั่ง”
“อย่าเพิ่งไปไหนเลยหนา ฉันมีเรื่องจะคุยกับเทียน”
“เราไม่สนิทกันอย่าเรียกชื่อ”
“โอเคจ้ะ”
อินธารายอมลงให้เทียนอีกแล้วเพราะไม่อยากมีปัญหาเป็นหลัก อินเข้าใจว่าเทียนกำลังคิดอย่างไรกับตน หากทั้งคู่ต่างเป็นไฟคนที่จะเป็นตัวเลือกของการถูกไล่ออกก็เป็นคนที่มาทีหลังอย่างอินธาราเป็นแน่
เทียนที่จะลุกออกไปจากที่นั่งแต่แรกก็ยอมนั่งลงเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าเชื่อฟังคนที่ไม่ชอบหน้า แต่เพราะตอนนี้เทียนก็ยังไม่อยากเข้าบ้านเหมือนกัน เข้าไปก็เจอทุกคนมีความสุขกับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสิงห์คำ เทียนไม่อยากเห็น
“ฉันรู้ว่าคุณคิดอย่างไรกับฉัน แต่ฉันไม่ได้เข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อหวังอย่างที่คุณเข้าใจ”
“คิดว่ากูโง่งั้นหรือ?”
คู่สนทนาที่พูดด้วยเพียงไม่กี่ประโยคก็เหมือนจะเข้ากันไม่ได้เสียแล้ว อินธาราเป็นคนใจเย็นแต่หากเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่ทนเหมือนกัน แต่รอบนี้รอให้พอมีเงินหาที่พักใหม่เสียหน่อย อินธาราคงจะไปในทันที
“ทำอย่างไรคุณจึงจะเชื่อ ฉันไม่มีที่ไป ได้โปรดให้ฉันอยู่ที่นี่สักพักเถอะหนา” เพราะอินธาราไม่อยากกลับบ้าน เหตุผลนี้เลยต้องมานั่งอดทนกับคนที่ไม่รับฟังอะไรอย่างเทียน ความจริงแล้วอินก็ไม่ได้อยากจะผูกศัตรูต่ออีกคนเลยเสียนิด หากเลือกได้ก็อยากจะเป็นเพื่อนเสียมากกว่า
“จะต้องมาลำบากที่นี่ด้วยเหตุใด บ้านที่ออกจะใหญ่โตในเมืองพระนคร มึงเป็นลูกคุณหนูไม่ใช่หรือ อย่ามาโกหกกู”
“...”
เทียนยังคงพ่นคำหยาบออกมาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจนอินธารารู้สึกท้อแล้วกับการที่จะต้องพูดคุยกันต่อระหว่างที่อารมณ์ของอีกฝ่ายยังมีแต่ความเกลียดชังแบบนี้ อีกอย่างเทียนยังไม่รู้อย่างงั้นหรือว่าอินธารามีคู่หมายของตนแล้ว แต่ที่หนีมาก็เพราะไม่อยากแต่งงาน คิดว่าคุณสิงห์คำจะพูดบอกไปแล้วเสียอีก
“คิดจะมาพูดดีกับกูแล้วโกหกหักหลังกูล่ะสิ ผิดหวังไปเถอะ!!”
“เฮ้อ~”
เห็นทีเรื่องนี้มันจะยากตกลงใจกันเสียแล้ว เทียนไม่ได้รอให้อินธาราได้พูดอะไรต่อ ลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินเข้าไปในบ้านทันที เหลือเพียงอินผู้เดียวที่นั่งหนักใจต่อการเป็นอยู่ที่นี่หลังจากนี้ ท่ามกลางสายตานิ่งคมของคนที่มองมาจากห้องอาหารอย่างสิงห์คำ
เรือนศิวกรที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าจากบุตรชายเพียงคนเดียวที่หายออกจากบ้านไป เขมมิกายังคงทำใจไม่ได้กับการที่ลูกออกห่างจากอกไปแบบนี้ ต่างไปจากชวินทร์ที่เกิดบันดาลโทสะค่อนข้างมากต่ออินธารา งานดูตัวถูกเลื่อนออกไปอย่างกะทันหันแต่ก็ไม่ทันการณ์อยู่ดีเมื่อคนที่ให้ไปส่งข่าวอีกตระกูลไปไม่ทัน จนอีกฝ่ายถึงหน้าบ้านเสียก่อน
“ไม่รู้ว่าป่านนี้ลูกจะเป็นอย่างไรบ้าง ฮืออ”
“ทำตัวเก่งเสียไม่มีอย่างนั้น คงอยู่ดีมีสุข”
แม้ว่าอีกตระกูลจะเอ่ยปากว่าไม่เป็นไรและจะช่วยติดตามหาตัวกลับมาแต่งงานให้ได้แล้วก็ตาม แต่คนในเรือนศิวกรก็หาได้สบายใจอย่างที่หวัง อินธาราหายออกจากบ้านไปหนึ่งวันเข้าวันที่สองแล้ว ผู้เป็นแม่ก็อดไม่ได้ที่จะกังวลไม่ให้ห่วง
“ไยพูดกระนั้นล่ะคะ เพราะคุณไม่ใช่หรือที่ทำให้ลูกเราหนีไป”
“รู้ตัวหรือไม่เจ้าว่าพูดอะไรออกมา”
นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขมมิกาพูดแบบนั้นให้สามี ลูกทั้งคนนอกจากจะไม่แสดงความห่วงใยออกมาแล้ว ยังพูดจาไม่ดีเหมือนไม่อยากได้ลูกคืน หากอินธารามาได้ยินคงเสียใจจนไม่ได้หวนกลับคืน แล้วคนที่เสียใจที่สุดจะเป็นชวินทร์เอง
“ฮือออ ฮึกก”
“พี่จะต้องหาอินธารากลับคืนเรือนให้จงได้ เจ้าอย่าเพิ่งเสียใจมากเกินไปเลยหนา”
คนเป็นเมียและแม่ยังคงร่ำไห้ออกมาปานจะขาดใจ เวลาเดียวที่เขมมิกาจะไม่ร้องไห้เห็นทีคงจะเป็นเวลานอนหลับเพียงเท่านั้น กินข้าวได้เห็นของโปรดของอินก็ร่ำไห้ออกมาอยู่ตลอด คิดแบบนั้นก็ไม่ได้กินข้าวอีกแล้ว กลับไปร้องไห้โศกเศร้าเสียใจอีกตามเคย
“เสียใจสิคะ นั่นลูกของน้องและก็เป็นลูกของคุณพี่ด้วย”
“คุณหญิงใจเย็นก่อน เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปอีกรอบหนา”
เพราะอาการที่เหมือนจะเริ่มไม่ดีของคุณหญิงทำเอาคนดูแลทั้งหมดต่างกรูเข้ามาหาเตรียมยาลมและยาดมให้ ชวินทร์เดินออกจากห้องเมียรักในทันทีเพื่อจะได้ไม่ต้องพูดคุยเรื่องนี้กันอีกให้เขมมิกาต้องหนักใจเพิ่ม
“คุณท่านครับ นายตำรวจเดินทางมาถึงแล้วครับ”
- เย็นของวันนั้น ณ รังอันธพาล -
หลังจากที่ทุกคนกินข้าวเสร็จ อินธาราต่างได้รับคำชมมากมายต่อกับข้าวที่ทำ นอกจากความสวยงามที่มากเกินกว่าจะกินลงแล้ว รสชาติอาหารก็อร่อยยิ่งจนอยากจะกินอีกมื้อ เทียนที่หนีเข้าห้องนอนไปเลยคงจะเป็นผู้เดียวที่ไม่ได้ลิ้มชิมรสของกับข้าวจากอินธารา
จานทุกใบถูกเก็บไปล้างในทันทีระหว่างที่ทุกคนเริ่มที่จะแยกย้ายใช้เวลาของตัวเองกันแล้ว บางคนก็นอนหลับพักผ่อน บางคนก็ยังพูดคุยกันอยู่และมีบางกลุ่มที่นั่งเช็ดทำความสะอาดอาวุธของตน
“อ๊ะ!” เสียงร้องตกใจดังขึ้นในห้องครัวกับร่างหนาของสิงห์คำที่เดินเข้ามาตอนไหนหาได้รู้ไม่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนอินธาราเก็บจานที่ล้างเสร็จทั้งหมดแล้ว หากที่นี่ไม่มีคนอยู่ อินคงได้คิดไปแล้วว่าเขาน่ะเป็นผี
“ฉันทำเธอตกใจงั้นหรือ?” สิงห์คำเอ่ยถามเสียงนิ่งเหมือนว่าอาการตกใจของอินเมื่อครู่มันไร้ความหมายสำหรับเขาเสียไม่มี
“คุณมีอะไรงั้นหรือ เหตุใดมาอยู่ตรงนี้เงียบ ๆ ผู้เดียว อินคิดว่าคุณเข้านอนแล้วเสียอีก”
“ฉันเอาเงินมาให้ เงินจ่ายตลาดสำหรับพรุ่งนี้”
ว่าจบก็ยื่นเอาเงินจำนวนหนึ่งส่งต่อให้อินธาราที่ยืนอยู่ตรงหน้า อาจจะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่ก็มากพอที่จะซื้อของมาทำกับข้าวให้พวกเขาได้ไปวัน ๆ อินยื่นมือเข้าไปรับอย่างหน้าเศร้ากับความคิดในหัว
“เป็นอะไรหรือ จะเอาเงินเพิ่มหรือไม่?”
“ไม่จ้ะ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับกับข้าวพรุ่งนี้สามเวลา”
สิงห์คำที่เห็นหน้าของอินธาราเมื่อครู่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นถาม เหมือนกับว่าเขาให้เงินจ่ายตลาดอีกคนน้อยไปอย่างไรอย่างนั้น แต่พอถามว่าจะเอาเงินเพิ่มไหมก็ปฏิเสธออกมาจนไม่รู้ได้เลยว่าอินเป็นอะไร
“แล้วเหตุใดจึงทำหน้าแบบนั้นเล่า”
“หากอินมีเงินเหลือบ้าง คงไม่ต้องเดือดร้อนคุณที่จะต้องจ่ายในส่วนของอินด้วย ขอบคุณนะจ๊ะ อินสัญญาว่าจะรีบหาเงินมาชดใช้คืน”
ถึงจะยังไม่รู้ว่าจะหาเงินได้จากส่วนไหนแต่จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนก็เป็นเรื่องที่ดีของอินธารา สุดท้ายแล้วจะต้องพยายามหางานเพื่อทำเงินให้จงได้ มันจะต้องมีสักทาง
แม้ตอนนี้จะยังจัดการได้ไม่ค่อยดีกับอีกบทบาทที่ได้รับคือแม่บ้านของพวกเขา แต่อินธารามาที่นี่ได้เพียงวันเดียวเท่านั้น วันนี้ก็เหนื่อยล้าเข้าเต็มทีแล้ว พรุ่งนี้คงได้จัดการเวลาของตัวเองใหม่
อินเดินไปอาบน้ำเป็นคนสุดท้ายโดยได้ของใช้ทุกอย่างที่สิงห์คำไปขอจากเทียนให้เพราะขนาดตัวที่พอ ๆ กัน แม้เทียนจะตัวโตกว่านิดหน่อยก็ใช่ว่าจะมีปัญหา เทียนที่เหมือนจะไม่ยอมที่ก็ปฏิเสธพี่สิงห์ไม่ได้อยู่ดี เพราะแค่นี้ตนก็เป็นคนไม่น่ารักในสายตาของสิงห์คำจะแย่แล้ว
- เช้าวันใหม่ -
เช้าตรู่กับสองคนที่เพิ่งเดินทางกลับจากตลาด วันนี้เข้มถูกสั่งให้ตื่นแต่เช้าเพื่อไปส่งอินธาราซื้อของดิบปรุงอาหาร เข้มที่แม้จะเป็นคนที่ขี้เซากลับไม่มีท่าทีอิดออดที่ต้องตื่นเช้ามากขนาดนี้เพื่อไปส่งอินเลยสักนิด แถมยังเต็มใจเสนอตัวเสียอีกด้วยซ้ำไป
“พี่เข้มไปนอนต่อเถอะจ้ะ ที่เหลืออินจัดการต่อเอง”
“อ่า เทียนมาพอดี เฮ้ยเทียน เอ็งมาช่วยอินทำกับข้าวที กูจะไปนอนต่อ”
เทียนเดินเข้ามาในห้องครัวตามที่เข้มเอ่ยถามเรียก ปกติเทียนก็ตื่นเช้าเพื่อทำกับข้าวรอทุกคนตื่นอยู่แล้ว แม้จะบอกว่าหน้าที่นี้มีอินเข้ามาทำหน้าที่แทนแล้วแต่ก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาอยู่ดี
อินธาราที่ยังไม่ได้ตกลงใจกับเทียนต่อจากเมื่อคืนก็เงียบไปไม่ได้พูดขัดอะไร หวังเพียงว่าจะต่างคนต่างทำส่วนของตัวเองไป อย่าให้ได้หาเรื่องกันอีกก็พอ
“...”
“มีอะไรให้ฉันช่วยหรือไม่?”
อินพูดขึ้นถามคนที่เดินเข้ามาในครัวแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรจนเข้มเดินเข้าห้องของขามไปนอนต่อแล้ว คนที่หาซื้อของมาทำกับข้าวกลับเป็นคนที่ทำตัวไม่ถูกเสียเอง เทียนก็ไม่รู้ได้เลยว่าวันนี้อินซื้อของพวกนี้มาทำอะไร แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอีกคนอยู่ดี
“งั้นคุณอยากทำอะไรก็ทำเลยก็ได้จ้ะ เดี๋ยวฉันทำส่วนของฉัน”
“อือ”
เป็นอินที่พูดเสนอ ส่วนเทียนก็ทำเพียงตอบกลับคำสั้น ๆ นั้นออกมาเท่านั้น หลังจากนั้นห้องครัวนี้ก็เต็มไปด้วยเสียงทำครัวเพียงอย่างเดียวไร้เสียงพูดคุย ดั่งกับว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ร่วมครัวกัน
กับข้าวทุกจานถูกวางเรียงอย่างแบ่งพรรคเป็นฝั่งจากคนที่ทำทั้งสองและฟังจากเสียงของคนที่เดินไปมาอยู่หลายผู้ ทุกคนคงจะเริ่มตื่นกันบ้างแล้วแม้แสงอาทิตย์จะขึ้นจากดินเพียงครึ่งเดียว
“ทำอะไรเสร็จแล้วก็ไปตักน้ำใส่อ่างให้คนอื่นได้ล้างหน้าล้างตา เสนอตัวเป็นขี้ข้าของที่นี่ไม่ใช่หรือ?”
เป็นเทียนที่พูดบอกพร้อมกับมองหน้าของอินธาราเหมือนโกรธเคืองกันมาเป็นสิบชาติเห็นจะได้ อินพยักหน้ารับอย่างไม่คิดอะไร แม้จะเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่เมื่อวานก็ได้ไปเดินหามน้ำมาใส่ตุ่มอยู่บ้าง เลยไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับอิน
อินเดินออกจากห้องครัวหลังจากจัดการไฟถ่านที่สุมขึ้นใช้ปรุงอาหารในตอนเช้า เพื่อเดินไปหลังบ้านตักน้ำหามใส่ตุ่มให้ทุกคนได้ล้างหน้าตามที่เทียนเอ่ยปากบอก
“ทำอะไรหรือเธอ?”
