ตอนที่ 2. ไข่ไก่สองฟอง
หัวกระแทกโต๊ะจนเลือดไหลอาบหน้า ไม่ถามไถ่ห่วงใยไม่ว่ายังจะเฉดหัวส่งให้ไปลงไร่ตากแดดหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทันที นี่ก็คือแม่สามีในตำนานผู้จารึกตนเองว่ารักความยุติธรรมเกลียดการทำชั่วดุจศัตรูคนนั้น มารดามันสิ! ต้องได้มาอยู่ในร่างของเฉียวเป่าหลินตัวจริง เธอถึงรู้ว่าแม่สามีแห่งชาติตระกูลหวังหาใช่อย่างในบทละคร
เนื้อแท้เป็นหญิงสูงวัยหน้ายักษ์จิตใจมารอย่างแม่สามีตัวร้ายมากกว่า ที่สะใภ้รองต้องกลายมาเป็นเดนคนในสายตาชาวบ้าน สาเหตุต้นตอก็ล้วนเกิดจากซูหมิ่นและหยวนซิ่วหว่าน รวมถึงคนในครอบครัวตระกูลหวังทั้งสิ้น
เพื่อทำภารกิจอยู่ให้รอดครบ 365 วัน ก่อนอื่นเธอต้องพาตัวเองออกไปจากหลุมนรกนี่เสีย ไม่อย่างนั้นคงอดตาย
เฉียวเป่าหลินลอบหยิกต้นขาตนเองสุดแรง น้ำตาพลันเอ่อท้นขึ้นมาเดี๋ยวนั้น เธอรีบคุกเข่าโขกศีรษะพัลวัน
“ฮึก ๆ แม่อย่าโกรธเลยนะ ต่อไปนี้ลูกสะใภ้ไม่กล้าแล้ว ลูกสะใภ้สามารถอดไม่กินไข่ไม่กินข้าวได้ แต่ลูกสะใภ้ทนเห็นพี่เฮ่าตายไม่ได้ แต่ละวันแม่ให้ครอบครัวรองเรากินแค่ต้มผักป่า บอกว่าครอบครัวรองของเราไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องยกไข่ที่ลูกขึ้นเขาไปหามาให้กับพี่ใหญ่ น้องสามกับต้าเป่า ไม่พอให้พวกเรา
แต่พี่เฮ่าโดนทำร้ายบาดเจ็บหนัก หากไม่บำรุงเลยร่างกายนับวันจะยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ลูกสะใภ้ไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ จึงขอเข้าไปหยิบไข่มาให้พี่เฮ่าฟื้นฟูร่างกาย ขอร้องแม่อย่าโกรธเลย”
ขนบธรรมเนียมยุคสมัยในช่วงปี 1980 ไม่แตกต่างจากสังคมชนบทห่างไกลของจีนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดสักเท่าไร ภาพลักษณ์ต่อหน้าสาธารณชนยังคงเป็นเกราะอย่างดี ผู้เป็นลูกสะใภ้ไม่อาจอกตัญญูต่อแม่สามี แต่งงานเข้ามาแล้วแม่สามีก็เปรียบเสมือนแม่แท้ ๆ หากเธอเล่นใหญ่โต้เถียงไม่ไตร่ตรองกับซูหมิ่น ชาวบ้านย่อมไม่อยากออกหน้าปกป้องเธอ
ฉะนั้นต้องใช้พิษต้านพิษ ตอบแทนความชั่วด้วยความดี พวกเขาจึงจะสะเทือนใจจนอดเพิกเฉยไม่ได้
“พูดจาผายลมเหลวไหล หัวขโมยเรียกร้องหาความยุติธรรมมีที่ไหนกัน ฉันถือว่าเป็นคนในครอบครัวก็เลยไม่ส่งแกไปให้ตำรวจ แต่ดูแกสิ หาข้ออ้างมาสารพัดเพื่อจะเอาตัวรอด เลวยันกระดูกจริง ๆ”
ซูหมิ่นยกมือชี้หน้าโมโหจนผมตั้ง ตั้งแต่ลูกสะใภ้รองคนนี้แต่งเข้าบ้านมาก็หัวหดเป็นเต่าไม่เคยพูดจามากความ ตอนนี้กลับมาพร่ำเพ้อเรียกร้องต่อหน้าคนมากมาย ชาวบ้านล้วนรู้เห็นว่ามันสันดานเป็นยังไง มีหรือจะเข้าข้างรังแต่จะสมน้ำหน้า
“ใช่แล้วน้องสะใภ้ ขโมยก็คือขโมย น้องสะใภ้อย่าแก้ตัวให้แม่โกรธกว่านี้เลย” หยวนซิ่วหว่านยืนข้างแม่สามีเต็มที่
เฉียวเป่าหลินร้อง ฮึ! เยาะหยันในใจ เธอไม่ยอมแพ้ร่ำไห้คร่ำครวญน้ำตานองหน้าเป็นสายเลือด พอเห็นมารดาตกอยู่ในสภาพอับจนหนทาง สองเด็กน้อยด้านข้างเธอก็ทนไม่ไหวสะอึกสะอื้นตาม คิดถึงบิดาที่นอนซมเตียงแทบลุกเดินเหินไม่ไหว พวกเขาหวาดกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายอย่างคำมารดาจึงพากันคุกเข่าด้วยร่างผอมแกร็นช่วยขอร้องซูหมิ่นด้วยกัน
สามคนแม่ลูกพร้อมใจทุ่มขอความสงสารสุดตัว ชาวบ้านจากที่คอยดูอยู่ว่าสะใภ้รองจะขโมยของอย่างเคยหรือเปล่าต่างก็สะทกสะเทือนใจกับภาพที่เห็น เวลานี้เองที่สัปเหร่อกับผู้ใหญ่บ้านได้มาถึงลานล้อมรั้วตระกูลหวัง เฉียวเป่าหลินจำพวกเขาได้จึงหยิกทึ้งขาตนเองอย่างไม่กลัวจะเจ็บพลางร้องอ้ากขึ้นอย่างดัง
“อ้า! ตายแน่แล้ว ตายแน่แล้ว พวกเราสามคนแม่ลูกไม่มีพี่เฮ่าจะอยู่อย่างไรต่อไป ไข่เป็ดป่าสองฟองนี้เดิมทีก็เป็นลูกสะใภ้ที่ขึ้นเขาไปเสาะหามา ลูกสะใภ้ขอให้แม่กับพี่สะใภ้ใหญ่เมตตาไว้ชีวิตพวกเรา อย่าเอาชีวิตพวกเราเลย
แม่ดูต้าเป่ากินไข่เล่นไปสามฟองแล้ว แบ่งมาให้ลูกสะใภ้นำไปช่วยชีวิตลูกชายของแม่บ้างเถอะ พี่เฮ่าก็เป็นลูกของแม่เหมือนกันนะ ฮือ ๆ เสี่ยวเป่า เสี่ยวจู พ่อของลูกน่าสงสารเหลือเกิน”
ต้าเป่าชอบดูเรื่องสนุกยามผู้เป็นย่าด่าทออาสะใภ้รองมากที่สุด ขณะเพลิดเพลินกับความทุกข์ของคนอื่นเขาก็ล้วงไข่ต้มมาปอกเปลือกกินไม่ได้สนใจใคร เปลือกไข่กองอยู่บนพื้นแทบเท้า แก้มอ้วนเคี้ยวเยาะเย้ยพลางกลอกตาล้อเลียน
“ย่าบอกว่าอาสะใภ้เป็นคนรับใช้ ไม่ควรได้กินไข่ เสี่ยวเป่ากับเสี่ยวจูเป็นลูกคนใช้ก็ไม่ต้องกินเหมือนกัน อารองมีเมียเป็นคนใช้ก็ไม่ต้องกินด้วย พวกเราต่อให้ไม่กินไข่ก็โยนทิ้งยังดีกว่าเอาให้พวกอารองกิน”
“ต้าเป่าอย่าพูดจามั่วซั่วสิ บ้านเราไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก เด็กไม่รู้ประสาทุกคนอย่าได้สนใจ” หยวนซิ่วหว่านรีบแก้ต่าง
แต่ไม่ทันแล้ว เฉียวเป่าหลินกัดครั้งนี้ย่อมปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นลับหลังชาวบ้านเธอกับลูก ๆ ต้องโดนฉีกทึ้งขาดกระจุยแน่
“ต้าเป่าเอ๊ย นี่คือน้องของหลานนะ หลานจะโยนไข่ทิ้งยังดีกว่าให้น้อง ๆ ได้กินหรือ อารองก็เป็นอาของหลาน อารองทำงานหนักหลายปีจนสร้างบ้านหลังนี้ให้หลานอยู่ได้ ทำไมหลานถึงไม่เห็นใจเลย อาสะใภ้รองก็ตรากตรำทำงานในไร่ ตอนเช้าขึ้นเขาไปหาของป่า แต่ละวันพวกเราหลังขดหลังแข็งเป็นม้าเป็นลา แลกมาได้เพียงคนใช้ในสายตาหลานหรือ”
ต้าเป่ายังเป็นเพียงเด็กเจ็ดขวบ เมื่อโดนถามก็ไม่ไว้หน้าเฉียวเป่าหลินหรือผู้ใดสักนิด “ใช่ บ้านรองเป็นบ้านคนใช้”
“หวังต้าเฉิง! ใครสั่งใครสอนให้พูดจาอกตัญญูแบบนี้ ซูหมิ่น หยวนซิ่วหว่าน เด็กไม่รู้ประสาพวกเธอสองคนก็ไม่รู้ด้วยเรอะ ถ้าย่ากับแม่อบรมขัดเกลาให้ดี ไม่มีทางที่เด็กตัวแค่นี้จะเนรคุณหยาบคายได้”
ผู้ใหญ่บ้านฉงกั่งเซิงเรียกชื่อจริงต้าเป่าอย่างโมโหก่อนจะลามไปตำหนิซูหมิ่นและหยวนซิ่วหว่าน พอสังเกตเห็นผู้ใหญ่บ้านสีหน้าสองแม่สามีลูกสะใภ้ชะงักงันชั่วครู่ ทำไมผู้ใหญ่บ้านมาได้ ครั้นพบว่าด้านข้างเขาคือสัปเหร่อก็เดาได้แล้วว่าเรื่องการตายของสะใภ้รองไปเข้าหูผู้ใหญ่บ้านเรียบร้อยแล้ว
“ผู้ใหญ่บ้านฉงมาแล้ว นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น สะใภ้รองบ้านเราขโมยไข่แต่ไม่ยอมรับผิด ยังยกเอาเจ้ารองมาอ้างเพื่อหนีโทษ แต่ผู้ใหญ่บ้านไม่ต้องห่วง พวกเราจะใช้กฎบ้านตักเตือนสะใภ้รองให้ดี ไม่ให้มันทำอีก”
“กฎบ้าน? ตอนนี้ไม่ใช่ยุคราชวงศ์ชิง บ้านเมืองมีกฎหมาย ภรรยาบ้านหวังอย่ามองข้ามข้อนี้ไป เมื่อครู่ฉันได้ฟังทั้งหมดแล้ว พวกเธอทำไม่ถูกจริง ๆ แค่ไข่ก็ไม่ให้หวังเฮ่ากิน เขาล้มป่วยขนาดนั้นเมียยังต้องทำงานหนัก เด็กสองคนผอมจนหน้าอกติดหลังแล้ว ครอบครัวเดียวกันจะปล่อยให้อดตายได้ยังไง แล้วก็ที่ต้าเป่าพูดอีก”
ซูหมิ่นยิ้มแห้งหัวเราะกลบเกลื่อนความกดดันจากสายตาของผู้ใหญ่บ้าน “อั้ยยะ! ผู้ใหญ่บ้านจริงจังไปอันใด ที่ต้าเป่าพูดก็ใช่จะไม่ถูก สะใภ้แต่งเข้ามามีหน้าที่รับใช้กตัญญูต่อแม่สามี ต้าเป่าคงต้องการจะบอกแบบนี้เพียงแต่อธิบายไม่ถูกก็เท่านั้น เจ้ารองหัวทึบไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนพี่ใหญ่น้องสามของมัน มีหน้าที่ทำงานก็กล่าวได้เหมาะสมแล้วไม่ใช่หรือ”
ยายเฒ่าเจ้าเล่ห์เก่งเรื่องกลับดำเป็นขาวที่สุด ผู้ใหญ่บ้านฟังแล้วก็ไม่อยากถือสาหาความกับคนอายุน้อยกว่า เฉียวเป่าหลินเกรงโอกาสจะหลุดลอยรีบกอดลูกน้อยแน่น
“คำพูดต้าเป่า ลูกสะใภ้รองจะถือว่าเด็กพูดไม่ทันคิดได้ แต่แม่ ที่แม่ตีลูกจนเลือดไหลเกือบตายเพียงเพราะลูกเข้าไปหยิบไข่มาสองฟอง มันหมายความว่ายังไง สุดท้ายแม่ก็ไม่ยอมไว้ชีวิตพี่เฮ่า ให้พวกเราสี่คนพ่อแม่ลูกตายตามกัน
ของกินของใช้ในบ้านหามาจากน้ำพักน้ำแรงของพี่เฮ่า พี่ใหญ่น้องสามกับพี่สะใภ้ใหญ่กินไข่มื้อละฟอง ต้าเป่ากินสามฟองในมื้อเดียว พ่อแม่ก็ได้กินมื้อละฟอง แต่ครอบครัวเราทำงานข้างนอกเป็นม้าเป็นลาไม่มีแม้แต่เนื้อกิน ได้กินแต่ต้มผักป่า ฮือ ๆ”
“หุบปากให้ฉันเดี๋ยวนี้นังสะใภ้อกตัญญู! ของในบ้านซิงอีก็ขึ้นเขาไปหามาเช่นกัน จะมีแค่ครอบครัวรองของพวกแกที่หาได้ยังไง อีกอย่างพวกผู้ชายในบ้านมีหน้าที่ของตนเอง เจ้าใหญ่ไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยในเมืองกำลังจะเป็นที่เชิดหน้าชูตา เจ้าสามก็เรียนดีเจริญรอยตามเจ้าใหญ่
พี่สะใภ้เหนื่อยยากดูแลจัดการบ้าน ต้าเป่าก็ต้องกินไข่บำรุงเพื่อไปเรียนหนังสือ ทั้งหมดล้วนเพื่อพาให้ตระกูลหวังเจริญก้าวหน้า คนที่แค่ลงแรงทำงานไม่ได้ใช้สมองจะกินของดี ๆ ให้เสียเปล่าทำไม”
