บทที่ 5
เพื่อน
[ทิกเกอร์]
ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมานี้ก็เป็นเวลาสามวันแล้วผมไม่ได้ไปไหนเลยนอกเสียจากอยู่บ้าน แล้วก็ส่วนสาธารณะที่อยู่ในเขตของหมู่บ้านจัดสรรที่ผมอยู่เท่านั้น แม่ให้เหตุผลว่าผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาลกลัวว่าจะยังไม่เหมาะหากจะต้องกลับไปเรียน แม่กลัวว่าผมจะอึดอัดถ้าเกิดมีคนมาทักมาก ๆ แล้วอีกอย่างผมจำใครไม่ได้เลยกลัวว่าผมจะกดดันตัวเองมากไป
มันก็จริงอย่างที่ท่านว่า ผมเองก็ยังไม่แน่ใจกับความทรงจำตัวเองเลยขนาดแม่หรือคนที่คิดว่าน่าจะเป็นคนรักของผม ผมยังจำไม่ได้แล้วนับประสาอะไรกับคนภายนอก
ตอนนี้ก็ได้แต่ศึกษา ฟังคำแนะนำจากคุณหมอ แล้วก็ทานยาควบคู่ไปเท่านั้นเพราะคุณหมอเองก็คอนเฟิร์มให้ไม่ได้ว่าผมจะกลับมาเป็นปกติได้เมื่อไหร่ อาจจะเป็น 10 วัน 20 วัน 30วัน หรืออาจครึ่งปี หรือหนึ่งปีไปเลยแต่จากที่มีคนเข้ารับการรักษาจากโรคที่คล้ายกับผมก็ใช้เวลาอยู่ที่ หนึ่งเดือนเป็นอย่างต่ำ ตอนนี้ก็ศึกษานิสัยตัวเองกับคนรอบข้างไปก่อนอย่างเช่นตอนนี้
“อ่ะนี่ มันชื่อขลุ่ย เป็นเพื่อนสนิทน้องเลยไปไหนไปกันแต่ นิสัยมันค่อนข้างเข้าถึงยากนิดนึง” พี่สิงห์ทำหน้าปูเลี่ยนตอนพูดถึงเพื่อนผมคนหนึ่งที่อยู่ในรูป
อ้า..จากการแต่งตัวแล้วผมว่า...ไม่ได้เกินจริงไปสักเท่าไหร่ กับการใส่กางเก่งยีนขาม้า เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ลายอะไรสักอย่าง แต่ที่พีคสุดคือย่ามที่สะพาย
ครับ เขาสะพายย่าม ย่ามที่เป็นย่ามจริง ๆ ย่ามพระจริง ๆ
“ส่วนไอ้นี่มันชื่อทันตะ แต่เสือกเรียนวิศวะ เพราะอยากให้สาวกรี๊ดไอ้นี่มันหมาหวงก้าง ตอนพี่จีบเราใหม่ ๆ แม่ง...เข้าถึงตัวยากฉิบหาย”
หากสาวจะกรี๊ดเขาผมว่ามันก็ไม่น่าเกินจริงเท่าไหร่เพราะเขาหล่อจริง ๆ แต่หน้าดุไปหน่อยผมว่าคนข้าง ๆ ผมหน้าดุแล้วนะคนนี้มองปั๊บขนลุกเลย
“เพื่อนที่สนิทก็ประมาณนี้แหละเห็นคุณน้าบอกว่าวันนี้มันจะเข้ามาหาด้วยนี่”
“...แล้วผมต้องทำตัวยังไงครับ”
“ทำตัวแบบนี้แหละ พี่จะเป็นคนอธิบายทุกอย่างเองอยากให้พวกมันรู้เผื่อเวลาเราไปเรียนจะได้มีคนคอยดูแล อีกอย่างมันสองตัวก็รักและเป็นห่วงเรามากเหมือนกัน เล่นไม่บอกใครเลยแบบนี้”
ท้ายประโยคเหมือนเป็นคำตัดพ้อตัวเองหน่อย ๆ ก่อนที่ผมจะทำหน้ารู้สึกผิดพี่สิงห์ก็รีบพูดปลอบทันที
“พี่ไม่ได้โทษเรานะ พี่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่พูดยาก พี่เข้าใจตกลงไหม ไม่ทำหน้าเครียดแล้ว” ผมได้แต่พยักหน้าตอบ
“...แล้ววันนี้พี่ไม่มีงานเหรอ ถึงมาอยู่กับผมได้”
“วันนี้ไม่มี ไม่ได้หนีงานมาด้วยสบายใจได้”
“ครับ”
“หิวยังทานอะไรรองท้องก่อนไหม กว่าพวกมันจะมาถึงคงอีกนาน”
ผมพยักหน้ารับเพราะตอนนี้ก็เกือบจะเที่ยงแล้วทานอะไรเล่นรอคงไม่เสียมารยาทอะไรมากหรอกมั้งนะ
11:35น.
“ทิกเกอร์!!!” เสียงเรียกผมที่หน้าบ้านทำเอาแครกเกอร์ที่เตรียมเอาเข้าปากเป็นอันต้องหล่นลงพื้นทันที ก็มันตกใจนี่ เสียงที่ตะโกนเข้ามามันไม่ได้เบา ๆ เลยนะ ผมหันไปมองดูพี่สิงห์ทันทีเพื่อขอความคิดเห็นจากคนที่น่าจะรู้เรื่องมากกว่าผมในตอนนี้
“ให้ท้ายเสียงใคร” พี่สิงห์หันมายิ้มให้ผมก่อนจะเดินไปทางประตูบ้านเพื่อเดินออกไปรับคนที่ตะโกนเรียกไม่หยุดที่หน้ารั้วบ้าน ผมล่ะหวั่นกลัวข้างบ้านเขาจะปาฝาหม้อมาใส่หัวเสียจริง
ก่อนพี่สิงห์เดินออกไปรับคนที่มาใหม่เขาทิ้งคำถามไว้กับผมว่าเสียงใครที่เรียกผมเสียงดังคนนั้น
ให้พูดตามตรงผมจำไม่ได้หรอก แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
“พี่เปิดช้า ทำอะไรเพื่อนผมอยู่ห๊ะ” คนตัวใหญ่ขนาดตัวน่าจะเท่าพี่สิงห์เอ่ยถามเสียงดุ แต่แววตามันไม่ใช่เลยมันแปลกเหมือนการยิ้มที่น่ากลัวมาก ๆ ถ้าผมมองไม่ผิด การแต่งตัวที่โคตรเอ่อ! เข้าถึงยากของเขาคือคำตอบให้ผมทันทีว่าเขาเป็นใคร
ป้าบ
“น้องป่วยอยู่กูจะทำอะไร สมองมีก็คิดก่อนจะพูด”
“อุบะ วันนี้เป็นบุญหูพี่สิงห์แม่งยอมพูดเพราะว่ะ”
“หรือมึงอยากเข้าชม ซาฟารีเวิลด์ในปากกู!!”
“เพราะน่ะดีแล้วพี่...หล่อเท่ มาดผู้บริหารจับเลยดูสิ” คนที่ผมคิดว่าเป็นขลุ่ยพูดกับพี่สิงห์พร้อมกับทำท่าลูบแขนพี่เขาขึ้นลงเพื่อให้ใจเย็นก่อนจะโดนพี่แกสะบัดมือออกแล้วเดินตรงเข้ามาหาผม
แต่ก็ยังช้ากว่าคนเมื่อกี้อยู่ดี
แรงเบียดลงมานั่งด้านข้างทำให้ผมแอบสะดุ้งก่อนจะกระถดตัวหนีออกมาเล็กน้อย พี่สิงห์เห็นแบบนั้นก็รีบเดินมานั่งข้าง ๆ ผมอีกด้าน
“ทิก มึงเป็นอะไรขยับหนีกูทำไมเนี่ย กูไม่ใช่ก้อนขี้ตอนเช้านะ”
“ไอ้ขลุ่ยมึงเงียบก่อน” คนที่เดินเข้ามาเงียบ ๆ ตั้งแต่แรกพูดปรามขึ้นมา ผมถึงได้รู้ว่าเสียงของเขาทุ้มน่าฟังมากแอบติดแหบเล็กน้อยตรงปลายเสียง ใบหน้าดูสะอาดสะอ้านไม่น่าเชื่อว่าเรียน วิศวะ
“มึงสองตัวคงยังไม่รู้ใช่ไหมว่า เสือความจำเสื่อมหลังผ่าตัด”
“...โอ๊ยก็แค่ความจำสะ...อะไรนะ!!”
“จริงเหรอเฮีย” ทันตะหันมามองหน้าผมทันทีที่ได้ยินแบบนั้น แววตาตกใจมันทำให้ผมรู้สึกเกร็งขึ้นมา
ไม่รู้ทั้งสองคนจะคิดยังไงกับผมหลังจากนี้ จะยังคบผมเป็นเพื่อนไหม หรือจะเข้าใจสิ่งที่ผมเป็นหรือเปล่า
“อืม...ที่จริงกูยังไม่อยากให้พวกมึงรู้ตอนนี้เท่าไหร่ อยากให้เสือได้ปรับตัวอีกสักนิดก่อน แต่พอคุณน้าบอกว่าวันนี้มึงจะมาเยี่ยมเสือมัน ก็เลยคิดว่าบอกไปก็ดี เผื่อวันที่มันกลับไปเรียนพวกมึงจะได้คอยดูแลให้กูได้”
“....”
“แล้ว...ทำไมพวกผมไม่เคยรู้เลยว่ามันป่วย ขนาดว่ารับการผ่าตัดพวกผมก็ยังไม่รู้ ทำไมมึงไม่คิดจะบอกพวกกูบ้างยังเห็นพวกกูเป็นเพื่อนอยู่ไหมห๊ะ”
ขลุ่ยหันไปถามเอาคำตอบจากพี่สิงห์ก่อนจะหันมาถามผมที่นะตอนนี้จำอะไรไม่ได้เลย
ผมก็ไม่รู้ว่าก่อนที่ผมจะเป็นแบบนี้ ผมคิดอะไรอยู่ คนใกล้ตัวผมที่นอกจากแม่แล้วถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ผมไม่รู้ความคิดของตัวเองในเวลานั้นเลย
เลยไม่รู้ต้องตอบคำถามเขายังไงดี!
“ไอ้ขลุ่ย เกอร์มันความจำเสื่อมมึงถามอะไรตอนนี้ไปมันก็ตอบอะไรมึงไม่ได้หรอก” ทันตะเอ่ยออกมาหลังจากเงียบไปนาน
“ใช่ อีกอย่างที่กูคิด มันคงไม่อยากให้พวกมึงเป็นห่วงพวกมึงที่ไม่รู้ยังพอเข้าใจ กูที่อยู่กับมันแทบตลอดเวลายังไม่เคยรู้เลยว่ามันป่วย ฉะนั้นเรื่องของพวกมึงถือว่าหยวน”
“นี่พี่อย่าบอกว่าพี่ก็เพิ่งรู้!!”
“อือ”
“...แล้วตอนนี้ มันจำอะไรได้บ้างหรือยัง มึงจำกูได้ไหม นี่ ๆ ไอ้ทันพ่อคนที่สองมึงเลยนะเว้ย”
ขลุ่ยหันมาคุยกับผมแล้วชี้ไปที่ทันตะที่จ้องมองผมอยู่แล้ว ผมได้แต่ส่ายหัวก่อนจะถดตัวหนีออกมาอีกนิดเมื่อขลุ่ยทำหน้าตึงเครียดใส่ผม
ก็ผมจำไม่ได้ ผมไม่ได้อยากเป็นแบบนี้สักหน่อย แต่มันเป็นไปแล้ว
